วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 153
เอกสารอ้างอิง
พระสมเด็จ สุขสมบูรณ์. (2546). ผลการให้คำาปรึกษาทฤษฏีโปรแกรมภาษาประสาทสัมผัสต่อความเครียดของสามเณร
นักศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาจิตวิทยาการให้
คำาปรึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยบูรพา.
อนงค์ วิเศษสุวรรณ์. (2550). ทฤษฏีโปรแกรมภาษาประสาทสัมผัส NLP: Neuro Linguistic Programming. ภาค
วิชาการแนะแนวและจิตวิทยาการศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา.
อัจฉรา ภักดีพินิจ. (2545). ผลการให้คำาปรึกษาทฤษฏีโปรแกรมภาษาประสาทสัมผัสต่อคุณค่าแห่งตนของเด็กที่ถูก
ทารุณกรรมทางเพศ. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต,สาขาจิตวิทยาการให้คำาปรึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยบูรพา.
เอื้อกานต์ วรไพฑูรย์. (2550). ผลการให้คำาปรึกษาทฤษฎีโปรแกรมภาษาประสาทสัมผัสต่อความสามารถในการ
เผชิญปัญหาและฝ่าฟันอุปสรรคของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต,
สาขาจิตวิทยาการให้คำาปรึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยบูรพา.
American Psychological Association. (2007). What is Resilience?.Retrieved March 18, 2009, from
http://psychcentral.com/lib/2007/what -is-resilience/
Grotberg, H. E. (1999). Countering depression with the five building blocks of resilience. Reaching
Today’s Youth 4(1, Fall): 66-72.
________ . (1995) The International resilience project. A Guide to promoting resilience in children:
Strengthening the human spirit. Retrieved March 19, 2009, from http://resilnet.uiuc.edu/
library/grotb95b.html
Henwood, S. & Lister, J. (2007). NLP and coaching for healthcare professionals : developing
expert practice. Chichester, West Sussex, England : John Wiley & Sons.
Howell, D. C. (2007). Statistical methods for psychology (6 th ed.). Belmont, CA: Thomson
Brooks-Cole / Wadsworth.
Journal of education
70
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
2. ควรพัฒนาโปรแกรมการฝึกอบรมเพื่อเสริม
สร้างความสามารถในการจัดกิจกรรม การสอนภาษา
อังกฤษด้านวิธีสอนภาษาอังกฤษ เทคนิคการสอนภาษา
อังกฤษ หรือกลวิธีการสอน เพื่อสร้างแรงจูงใจและเจตคติ
ที่ดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับประถม
ศึกษา
3. ควรศึกษารูปแบบการฝึกอบรมการจัดกิจกรรม
การสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารโดยใช้เทคโนโลยี
หรือผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เพื่อให้ครูผู้สอนภาษา
อังกฤษที่มีความสนใจแต่ ไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรม
การฝึกอบรมในเวลาปกติได้ ให้สามารถรับการพัฒนา
อย่างทั่วถึง
Journal of education
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 91
ที่จะเลือกใช้วิธีการที่เห็นว่าเหมาะสม ปลอดภัย และเป็น
ประโยชน์ต่อโรงเรียน
4. กลยุทธ์การจัดการรับเด็กฝากเข้าเรียน
ตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียนยอดนิยมในเขต
กรุงเทพมหานคร แบ่งออกเป็น 4 กลยุทธ์หลัก ดังนี้
กลยุทธ์ที่ 1 การเตรียมความพร้อมและการ
วางแผนระดับโรงเรียน มี 3 มาตรการ ได้แก่
มาตรการที่ 1 การศึกษาสภาพความพร้อมของ
โรงเรียน เป็นการสำารวจจำานวนห้องเรียนที่ เหมาะสม
ต่อการจัดการเรียนการสอน พิจารณาสัดส่วนจำานวนครู
ต่อนักเรียนตามเกณฑ์ ก่อนกำาหนดจำานวนห้องเรียน
ที่สามารถเปิดรับได้ และกำาหนดแผนชั้นเรียน โดยการ
วางแผนจำานวนห้องเรียนที่เปิดรับ และจำานวนนักเรียน
ต่อห้องเรียนเท่ากับ 40 คนต่อห้อง มาตรการที่ 2 การ
ขอความเห็นชอบแผนการรับนักเรียนต่อผู ้บังคับบัญชา
ตามลำาดับชั ้น เป็นการขอความเห็นชอบแผนการจัด
ชั ้นเรียนจากคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของ
โรงเรียน แล้วรายงานแผนการจัดชั้นเรียนเพื่อขออนุมัติ
จากสำานักงานเขตพื้นที่การศึกษา และมาตรการที่ 3 การ
ยึดถือกฏระเบียบและข้อบังคับเกี่ยวกับการรับนักเรียน
จากสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
เป็นการศึกษานโยบายและระเบียบข้อบังคับเกี ่ยวกับการ
รับนักเรียนของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั ้น
พื ้นฐาน (สพฐ.) อย่างละเอียด แล้วประกาศแนวทางการ
รับนักเรียนให้สอดคล้องกับนโยบายและระเบียบข้อบังคับ
ดังกล่าว และจัดทำาแนวทางการจัดการรับเด็กฝากเข้าเรียน
โดยไม่ขัดต่อนโยบายและกฏระเบียบของทางราชการ โดย
ให้คณะกรรมการรับนักเรียนของโรงเรียนเป็นผู ้วินิจฉัย
ปัญหาต่างๆ ในการรับนักเรียน
กลยุทธ์ที่ 2 การเตรียมการรับเด็กฝากเข้าเรียน
ก่อนเริ่มกระบวนการรับนักเรียน มี 4 มาตรการ ได้แก่
มาตรการที่ 1 การบริหารจัดการโดยเน้นการ
มีส่วนร่วมของชุมชน โดยการกำาหนดคุณสมบัติของ
คณะกรรมการรับนักเรียน แล้วตรวจสอบและพิจารณา
คุณสมบัติของคณะกรรมการรับนักเรียน ให้ครบถ้วนก่อน
แต่งตั้งคณะกรรมการรับนักเรียนจากตัวแทนทุกภาค
ส่วน ประกอบด้วย ตัวแทนผู ้บริหารสถานศึกษา ตัวแทน
คณะกรรมการสถานศึกษา ตัวแทนสมาคมผู ้ปกครองและ
ครู ตัวแทนสมาคมศิษย์เก่า ตัวแทนผู้ปกครองเครือข่าย
ระดับโรงเรียน ตัวแทนบุคลากรและครูในโรงเรียน และ
ตัวแทนชุมชน มาตรการที่ 2 การแสดงความโปร่งใสใน
การพิจารณารับนักเรียน โดยผู้บริหารสถานศึกษาอาจไม่
เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการรับนักเรียน แต่มอบหมายหรือ
แต่งตั้งให้ตัวแทนร่วมเป็นกรรมการ หากมีความจำาเป็น
ต้องร่วมเป็นคณะกรรมการก็ไม่ควรรับตำาแหน่งเป็น
ประธานคณะกรรมการ แต่ควรจะแต่งตั้งผู้มีบารมีนอก
ราชการที่มีความอาวุโสมาดำารงตำาแหน่งเป็นประธานคณะ
กรรมการ มาตรการที ่ 3 การเตรียมการรับเด็กฝากเข้าเรียน
โดยการจัดประชุมคณะกรรมการรับนักเรียนล่วงหน้าเพื่อ
ทำาความเข้าใจถึงความจำาเป็นที่โรงเรียนต้องมีการรับเด็ก
ฝากเข้าเรียน แล้วให้คณะกรรมการรับนักเรียนวางแผน
กำาหนดขั้นตอน วิธีการและเกณฑ์การพิจารณารับเด็ก
ฝากอย่างละเอียด โดยหลีกเลี่ยงการพิจารณารับนักเรียน
ด้วยดุลยพินิจของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และให้คาดคะเน
จำานวนเด็กฝากจากแต่ละหน่วยงานไว้โดยคร่าวก่อน
จะกำาหนดจำานวนเด็กฝากที่โรงเรียนรับได้ โดยให้คณะ
กรรมการรับนักเรียนเป็นผู ้พิจารณา และมาตรการที ่ 4 การ
ให้ความสำาคัญกับเด็กในเขตพื ้นที ่บริการ โดยแบ่งประเภท
ของนักเรียนที ่สมัครเข้าเรียนเป็นกลุ ่มเพื ่อความสะดวกใน
การพิจารณาคัดเลือก ได้แก่ (1) กลุ่มนักเรียนที่มีภูมิลำาเนา
อยู่ในเขตพื้นที่บริการของโรงเรียนเกินกว่า 2 ปี โดยยึดถือ
สำาเนาทะเบียนบ้านที่อยู่ร่วมกับบิดามารดาหรือ ปู่ย่าหรือ
ตายายเป็นหลักฐาน (2) กลุ่มนักเรียนที่มีภูมิลำาเนาอยู่ใน
เขตพื้นที่บริการของโรงเรียนไม่เกิน 2 ปี หรือ อยู่ในเขต
พื้นที่บริการของโรงเรียนเกินกว่า 2 ปีแต่ไม่ได้อยู่ร่วมกับ
บิดามารดาหรือปู่ย่าหรือตายาย และ (3) กลุ่มนักเรียน
Journal of education
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 3
3) ช่วงแห่งการมีความมั่นคง แนวคิดต่างๆ
เสนอว่าอยู่ในช่วงการทำางาน 2-3 ปีบ้าง 4-8 ปีบ้าง ไป
จนถึง 6-15 ปี ในช่วงนี้ ครูตัดสินใจได้แล้วว่าตนเอง
สามารถทำางานนี้ได้ ครูเริ่มคาดคะเนปัญหาและสามารถ
จำาแนกทักษะและภาระงานที่ตนต้องพัฒนาต่อไปได้ มี
การพัฒนาระดับอุดมการณ์บนฐานความคาดหวังของ
โรงเรียน เริ่มพัฒนาตนเองในด้านต่างๆ เริ่มมองเห็นความ
แตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก และมองหาวิธีการใหม่ๆ
เพื่อสนองความต้องการของเด็กที่แตกต่างกันได้มากขึ้น
4) ช่วงการรับสิ่งใหม่ มักอยู่ในช่วงเวลา 3-4 ปี
แรกของการสอน (อาจจะน้อยกว่าหรือมากกว่านี้ขึ้นกับ
ครูเป็นรายบุคคล) ในช่วงนี้ ครูเริ่มเหนื่อยหน่ายกับงาน
ที่จำาเจ จึงเริ่มมองหานวัตกรรม แสวงหาความรู้ใหม่ๆ
ระเบียบวิธีการสอนแบบใหม่ๆ ที่จะทำาให้นักเรียนมีผล
สัมฤทธิ์สูงขึ้นกว่าเทคนิควิธีการสอนแบบเดิมๆ เพื่อ
พัฒนาความเป็นครูมืออาชีพของตนเอง
5) ช่วงแห่งการเป็นครูมืออาชีพ มักอยู่ในช่วง
เวลา 3-5 ปีของการสอนเป็นต้นไปขึ้นกับครูเป็นราย
บุคคล ในช่วงนี้ ครูมีความเข้มแข็งในอุดมการณ์ เริ่ม
แสวงหาคำาตอบที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับจุดยืนในความเป็นครู
ของตนเอง ครูตระหนักถึงศักยภาพการเป็นครูและ
สมาชิกของวงการวิชาชีพที่สูงที่สุด ครูทำางานอย่างมือ
อาชีพ มีความสุข มีประสิทธิภาพสูงสุด รู้สึกว่าตนเอง
ประสบความสำาเร็จ นอกจากนี้ครูจะมีความเชื่อที่ว่าการ
พัฒนาตนเองของครูก็เพื่อพัฒนานักเรียน
6) ช่วงภาวะคับข้องใจในวิชาชีพ เป็นช่วงวิกฤติ
ของการทำางาน มักเกิดในช่วงปีที่ 12 ถึงปีที่ 20 ของ
การสอน โดยครูจะตั้งคำาถามว่าเพราะเหตุใดตนจึงเข้า
สู่วิชาชีพนี้ มีความสุขกับการสอนหรือไม่ และจะเลือก
ทิศทางใดต่อไปในอนาคต ครูจะรู้สึกว่าตนเองไม่มีความ
สามารถ และไม่สามารถประสบความสำาเร็จได้ หมดความ
ศรัทธาในวิชาชีพครู ไม่อยากไปสอนนักเรียน ทำาให้
มีความกระตือรือร้นน้อย หรืออยากจะลาออก แต่ไม่
สามารถทำาได้ เนื่องจากความอยู่รอดของชีวิต
7) ช่วงความคงที่หรือความสุขสงบในวิชาชีพ
ช่วงนี้ครูมีความคิดที่จะไปประกอบอาชีพอื่นที่ให้ผล
ตอบแทนมากกว่า ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงทำาให้ครูใน
ช่วงนี้สูญเสียความกระตือรือร้นในการสอน ไม่พัฒนา
ตนเอง แต่ในบางแนวคิดกล่าวแตกต่างกันว่าเป็นช่วงที่
ครูมีความสุขสงบในวิชาชีพ ทุ่มเทให้กับการสอน มีชื่อ
เสียงโด่งดังในระดับต่างๆ อาจจะในระดับท้องถิ่นไป
จนถึงระดับนานาชาติ
8) ช่วงขาลงของวิชาชีพ เป็นช่วงที่ครูเตรียม
ตัวออกจากวิชาชีพ และมองหาอาชีพอื่นทั้งที่เกี่ยวข้อง
และไม่เกี่ยวข้องกับการศึกษามาทดแทน ขึ้นอยู่กับความ
พึงพอใจและเจตคติต่อวิชาชีพครูที่ผ่านมา บางแนวคิด
กล่าวว่าเป็นช่วงที่ครูคับข้องใจอีกครั้ง เนื่องจากการมี
ความคิดแบบอนุรักษ์นิยม จึงคับข้องใจในพฤติกรรม
ของนักเรียน การขาดแคลนผู้บริหารที่ดี หรือไม่ยอมรับ
นวัตกรรมใหม่ๆ ทางการศึกษา ยึดติดกับอดีต และมี
ความวิตกกังวลกับสิ่งที่เผชิญในปัจจุบันมากกว่าสิ่งที่
ต้องการในอนาคต
9) ช่วงเกษียณอายุจากวิชาชีพ เป็นช่วงที่ครู
ลาออกไปแล้ว และทำางานทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องและไม่
เกี่ยวข้องกับการศึกษา ซึ่งมีทั้งการเป็นผู้บริหาร หรือ
สอนต่อไปแต่ทำาหน้าที่เป็นครูพี่เลี้ยง (mentor) สำาหรับ
ครูใหม่ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ขั้ว ได้แก่ 1) ความสุข
สงบในวิชาชีพ ซึ่งจะเกิดขึ้นกับครูที่สอนอย่างมีความสุข
และลาออกจากวิชาชีพเนื่องจากเกษียณอายุราชการ และ
2) ความเจ็บปวดในวิชาชีพ โดยจะเกิดขึ้นกับครูที่ลาออก
จากวิชาชีพครู เนื่องจากสถานการณ์บีบบังคับ หรือไม่
สมัครใจ
พัฒนาการทางวิชาชีพครูปฐมวัยในบริบท
ตะวันตก
จากแนวคิดต่างๆ พบว่ามีเพียงแนวคิดเดียว
Journal of education
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 197
เป็นธรรม ในด้านการประเมินผลใช้ฐานข้อมูลจากระบบ
สารสนเทศเป็นข้อมูลในการประเมิน เช่น การประเมินผล
การปฏิบัติงานประจำาปี การใช้เทคโนโลยีช่วยประเมินการ
สอนอย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับงานวิจัยของ คำาเพชร
ภูริปริญญา (2550) ที่พบว่าการจะเป็นมหาวิทยาลัยระดับ
โลกต้องมีโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่ดี
เลิศ และควรเน้นการใช้เทคโนโลยีและระบบสารสนเทศ
ด้านการเรียนการสอนพบว่า ควรจัดการเรียนการ
สอนโดยเน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเน้นผู้เรียนเป็น
สำาคัญ ตามหลักทฤษฎีการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์ด้วย
ปัญญา (Constructionism) ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด
ของ วิจารณ์ พานิช (2551) ที่ว่าการเป็นมหาวิทยาลัย
ในกำากับของรัฐต้องไม่หลงเน้นที่การเรียนรายวิชา แต่ต้อง
เน้นที่การเรียนรู้จากชีวิตจริง คือเรียนวิชาด้วย และเรียน
ชีวิตจริงด้วย เน้นที่ชีวิตจริงมากกว่าวิชา และที่สำาคัญกว่า
นั้นต้องมีวิธีการให้การเรียนสองด้านนี้ส่งเสริม (Synergy)
ซึ่งกันและกัน
ด้านหลักสูตร หลักสูตรสหวิทยาการนับว่าเป็น
นวัตกรรมใหม่ในการนำาเอาคณาจารย์จากหลากหลาย
คณะในมหาวิทยาลัยมาร่วมจัดการเรียนการสอนทั้งระดับ
ปริญญาตรี มหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิตอย่างมีคุณภาพ
โดยหลักสูตรต้องได้รับการปรับปรุงหลักสูตร การรับฟัง
ความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders)
ได้แก่ ผู้ใช้บัณฑิต สมาคมวิชาชีพ ศิษย์เก่าและนักศึกษา
ปัจจุบัน โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถให้ความคิดเห็น
ได้ทั้งทางระบบสื่อสารปกติและระบบออนไลน์ เช่นเดียว
กับ ไพฑูรย์ ปลอดอ่อน (2553) ที่กล่าวถึงสิ่งที่ควรคำานึง
เกี่ยวกับการปรับปรุงหลักสูตร คือการประเมินผลการใช้
หลักสูตรโดยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
4. ด้านการผลิตองค์ความรู้ การแสวงหาแหล่ง
ทุนวิจัยจากหลายแหล่ง รวมถึงภาคเศรษฐกิจต่างๆ เพื่อ
เสริมสร้างศักยภาพการทำาวิจัยนับเป็นสิ่งจำาเป็น นอกจาก
นั้นการสนับสนุนงบประมาณการเผยแพร่ผลงานวิจัย
การส่งเสริมให้เกิดการทำางานเชื่อมโยงกันเป็นกลุ่มวิจัย
และวิจัยแบบบูรณาการศาสตร์ (Multidisciplinary
Research) ซึ่งเป็นการวิจัยที่ผนวกสาขาวิชา
ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน นับเป็นสิ่งจำาเป็นสำาหรับ
มหาวิทยาลัยในกำากับของรัฐในยุคของการวิจัยเช่น
กัน สอดคล้องกับสำานักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่ง
ชาติ (2549) ที่เห็นว่าการวิจัยแบบบูรณาการจะช่วยลด
ปัญหาความซ้ำาซ้อนของงานวิจัย เนื่องจากมีการเชื่อม
โยงหน่วยงานด้านการวิจัย เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและ
ประสิทธิผลในการปฏิบัติงาน ก่อให้เกิดการใช้ประโยชน์
จากผลงานวิจัยที่ทันต่อปัญหาต่างๆ ของประเทศ และ
ยังสอดคล้องกับ อมรวิชช์ นาครทรรพ (2543) ที่เสนอ
ว่าสถาบัน อุดมศึกษาต้องเป็นที่พึ่งของแผ่นดิน ด้วยการ
ผลิตผู้รู้ ผู้สร้างความรู้ องค์ความรู้ สถาบันอุดมศึกษาใน
อนาคตต้องมีโครงสร้างเป็นการวิจัยมากขึ้น มีกิจกรรม
การวิจัย และกิจกรรมเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้กับ
นักวิชาการนานาชาติ นอกเหนือกว่านั้นคือ สถาบัน
อุดมศึกษายังต้องอุดหนุนทรัพยากรอย่างเพียงพอ เพื่อ
การลงทุนด้านการวิจัย
ด้านการวิจัย พบว่ามหาวิทยาลัยในกำากับของรัฐ
ควรมีการวิจัยเชิงพื้นที่ (Area-Based Research) โดย
นำาปัญหาของพื้นที่ ที่มหาวิทยาลัยตั้งอยู่เป็นตัวกำาหนด
แนวทางการวิจัย นำาปัญหาของประเทศมาเป็นโจทย์ใน
การวิจัย เน้นการวิจัยประยุกต์ เพราะเป็นการนำาองค์
ความรู้ที่มีอยู่ขยายไปสู่ชุมชน ท้องถิ่น สังคม และประเทศ
ชาติ สอดคล้องกับ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่ง
ชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554) ของสำานักงานคณะ
กรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (2550) ที่
เน้นบทบาทการมีส่วนร่วมของภาคีในการพัฒนาเพื่อ
เสริมสร้างทุนทางเศรษฐกิจ โดยกำาหนดให้สถาบันการ
ศึกษาเป็นแกนนำาชุมชนในการนำาทุนและการวิจัยที่มีอยู่
ในท้องถิ่นมาศึกษาวิจัยต่อยอด อีกทั้งยังสอดคล้องกับ
อรุณรุ่ง บุณธนันตพงศ์ (2553) ที่เห็นว่า การวิจัยเชิง
Journal of education
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 19
เรียนรู้ด้วยตนเองว่าการอ่านเขียนเป็นสิ่งที่มีประโยชน์
และมีความหมายก่อนที่จะพัฒนาไปสู่การอ่านออกเขียน
ได้อย่างเป็นทางการ (Goodman, 1980; Goodman,
1986; Halliday, 1975; Jalongo, 1991; Piaget,
1962) จึงนับได้ว่ากระบวนการเรียนรู้หนังสือแรกเริ่มและ
การรู้หนังสือขั้นต้นแบบธรรมชาติตามช่วงวัยของเด็กดัง
กล่าวข้างต้นนี้เป็นพื้นฐานสำาคัญที่ช่วยให้เด็กเกิดการรู้
หนังสือที่สมบูรณ์ในเวลาต่อมา
จากแนวคิดเกี่ยวกับการรู้หนังสือดังกล่าวข้าง
ต้นทำาให้เกิดความตระหนักถึงบทบาทของผู้ที่เกี่ยวข้อง
กับเด็กปฐมวัย โดยเฉพาะบทบาทของผู้ปกครองในการ
ส่งเสริมการรู้หนังสือของเด็กปฐมวัยที่บ้านตั้งแต่การ
จัดเตรียมสื่อที่หลากหลายและบริบทที่แวดล้อมด้วยตัว
หนังสือรวมถึงการเป็นแบบอย่างในการอ่านของผู้ใหญ่
ทั้งนี้เพื่อช่วยให้เด็กเกิดความสนใจในการอ่าน เด็กจะ
เริ่มมองเห็นความสำาคัญของหนังสือ และเกิดแนวคิด
ว่าตนเองคือผู้อ่าน ต่อมาเมื่อเด็กเข้าเรียนระดับอนุบาล
ครูปฐมวัยจะเป็นผู้รับช่วงต่อจากผู้ปกครองในการพัฒนา
ความสามารถทางการรู้หนังสือขั้นต้น โดยส่งเสริมให้เด็ก
เรียนรู้หนังสืออย่างเข้าใจความหมาย เห็นโครงสร้างของ
ภาษาแบบองค์รวมก่อนด้วยการอ่านเขียนจากหนังสือ
นิทานทั้งแล้วค่อย ๆ เรียนรู้แยกย่อยลงไป เห็นวิธีการ
ลำาดับคำาของประโยคที่ได้ฟังจากการอ่านหรือพูดของครู
ปฐมวัย เด็กเริ่มอ่านโดยรู้จักรูปร่างและระบบตัวอักษร
และเริ่มเขียนโดยรู้จักใช้สัญลักษณ์ที่คิดขึ้นเองแทนตัว
อักษรหรือพยัญชนะ เริ่มเขียนเรียงถ้อยคำาและตระหนัก
เกี่ยวกับกฎเกณฑ์ที่ใช้ในการเขียนกับคำาและความหมาย
จากนั้นจะเริ่มใช้ลักษณะการออกเสียงแล้วถ่ายทอดเป็น
ภาษาเขียนซึ่งจะค่อย ๆ พัฒนาการอ่านเขียนใกล้เคียงกับ
แบบแผนมากขึ้น ในที่สุดเด็กจะสามารถเข้าใจหลักการ
อ่านเขียนในภาษาของตนเองและค้นพบความสัมพันธ์
ระหว่างการอ่านเขียน นั่นคือเป้าหมายสุดท้ายของการรู้
หนังสือขั้นต้นสำาหรับเด็กอายุ 5-6 ปี
พัฒนาการการรู้หนังสือของเด็กปฐมวัย
เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปในวงการศึกษาปฐมวัย
ว่า ช่วงชีวิตของเด็กอายุแรกเกิดถึงหกปีนับเป็นช่วงที่
พัฒนาการทางภาษาเจริญงอกงามเป็นไปอย่างรวดเร็ว
ที่สุด จึงจำาเป็นที่ครูปฐมวัยจะต้องศึกษาพัฒนาการ
ทางภาษาของเด็กปฐมวัยในแต่ละช่วงให้เข้าใจอย่าง
ถูกต้องโดยเฉพาะในช่วงอายุ 3 - 6 ปี จะเป็นช่วงที่
เด็กแสดงพฤติกรรมบ่งชี้พัฒนาการทางการอ่านเขียน
แรกเริ่มและอ่านเขียนขั้นต้นอย่างเห็นได้ชัดดังต่อไปนี้
(Scholosser & Phillips, 1991; Education
Department of Western Australia, 2005)
1.พัฒนาการทางการรู้หนังสือด้านการอ่าน โดย
เริ่มจากการอ่านระยะแรกเริ่ม สามารถสังเกตได้จากการ
แสดงท่าทางคล้ายการอ่าน การเข้าใจความหมายสิ่งที่
อ่านโดยอาศัยประสบการณ์ตนเอง การใช้ภาพหรือสิ่ง
ชี้แนะเพื่อคาดเดาเรื่องราว การอ่านเพื่อสื่อความหมาย
มากกว่าความถูกต้องในการอ่านคำา ความพยายามใน
การอ่านโดยใช้ความรู้เดิมของบริบทและประสบการณ์
ส่วนตนเพื่อเข้าใจความหมาย การเชื่อมโยงภาษาพูดกับ
ภาษาเขียนขณะอ่านหนังสือหรือตัวหนังสือที่อยู่แวดล้อม
จากนั้นพัฒนาไปสู่การอ่านขั้นต้นโดยเริ่มอ่านบทอ่านที่
คุ้นเคยด้วยความมั่นใจจากภาพหรือตัวหนังสือ สามารถ
แยกแยะและบอกความแตกต่างของตัวอักษรที่พบเห็น
ในชีวิตประจำาวัน
2.พัฒนาการทางการรู้หนังสือด้านการเขียน โดย
เริ่มจากการเขียนระยะแรกเริ่ม สามารถสังเกตได้จากการ
แสดงท่าทางการเขียนด้วยสัญลักษณ์สื่อสารของตนเอง
การตระหนักว่าตัวหนังสือสามารถสื่อความหมายได้ การ
ใช้ตัวอักษรแทนภาษาเขียน การเขียนจากซ้ายไปขวาและ
จากบนลงล่าง การพยายามเขียนคำาด้วยภาษาของตนเอง
จากการได้ยิน การเขียนเฉพาะพยัญชนะตัวแรกของคำา
ตัวอักษรเริ่มมีความสัมพันธ์กับสิ่งที่เขียน จากนั้นจะ
พัฒนาไปสู่การเขียนขั้นต้น โดยสามารถบอกจุดมุ่งหมาย
Journal of education
32
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
การวิเคราะห์ข้อสอบด้วยโปรแกรมสำาเร็จรูป
Item Analysis by Software Package
บทคัดย่อ
จุดอ่อนที่ทำาให้ข้อสอบแบบเลือกตอบมีความน่าเชื่อถือต่ำา อันจะนำาไปสู่เกรดที่ขาดความน่าเชื่อถือ คือ ข้อสอบ
ที่ง่าย ข้อสอบที่ยาก และข้อสอบที่มีค่าอำานาจจำาแนกต่ำา ซึ่งมาจากข้อสอบที่มีโจทย์ไม่ชัดเจน จึงสามารถตีความได้
หลากหลายมุม จุดอ่อนดังกล่าวสามารถแก้ได้จากการวิเคราะห์ข้อสอบ เพราะการวิเคราะห์ข้อสอบอย่างสม่ำาเสมอ
โดยเฉพาะการวิเคราะห์ข้อสอบด้วยโปรแกรมสำาเร็จรูป จะทำาให้ผู้ออกข้อสอบมีทักษะในการออกข้อสอบ และทราบวิธี
การแก้จุดอ่อนของข้อสอบ ซึ่งจะนำาไปสู่การจัดทำาแบบทดสอบที่มีความน่าเชื่อสูง อันจะส่งผลให้การวัดและประเมิน
ผลมีคุณภาพ มีความสมบูรณ์ และนำาไปสู่ระบบการวัดและประเมินผลของสถาบันการศึกษาที่มีคุณภาพในที่สุด
คำาสำาคัญ: การวิเคราะห์ข้อสอบ การวิเคราะห์ข้อสอบด้วยโปรแกรมสำาเร็จรูป
วัฒนา สุนทรธัย*
E-mail : wathna.s@bu.ac.th.
Journal of education
Abstract
The weakness of the multiple - choice test items which are less reliability is that the items are too
tough or too simple while the items which have less discriminate power comes from the items that are
easily interpreted in many different meanings. The weaknesses could be corrected by regularly conducting
the item analysis using software package which will help examiners build up the skill to produce the
high-quality test-items. Realizing the way to eliminate the weaknesses of the test-items will lead to
high reliable test-items and, then, results in proper completeness for academic assessment.
Keyword: item analysis using software package
* รองศาตราจารย์ สังกัดสำานักประกันคุณภาพการศึกษา มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
160
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Journal of education
1.00
การรับรู้
ความสามารถใน
ตนเองของคร
**p< .01
.67**
.53**
.84**
.83**
.85**
.64**
ด้านการตัดสินใจ
91**
ด้านการใช้แหล่ง
ทรัพยากร
ด้านการสอน
ด้านการจัด
ระเบียบวินัย
ด้านสร้างความ
ร่วมมือจาก
ผู้ปกครอง
ด้านสร้างความ
ร่วมมือจากชุมชน
ด้านการสร้าง
บรรยากาศทางบวก
ในโรงเรียน
ภาพที่ 3 โมเดลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันการรับรู้ความสามารถในตนเองของครูโมเดลสองระดับแบบปกติ
3 2. ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับสองที่ข้อคำาถามได้รับอิทธิพลตรงจากองค์ประกอบอันดับสอง ผล
การทดสอบมีค่าไค-สแควร์ 2. ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับสองที่ข้อคําถามได้รับอิทธิพลตรงจากองค์ประกอบอันดับสอง
(c 2 ) เท่ากับ 1416.09 ค่าองศาอิสระ (df) เท่ากับ 885 ค่าความน่าจะเป็น เท่ากับ 0.00
ค่าดัชนีวัดระดับความกลมกลืนเปรียบเทียบ ผลการทดสอบมีค่าไค-สแควร์ (� 2 ) เท่ากับ (CFI) 1416.09 เท่ากับ ค่าองศาอิสระ 0.95 และค่ารากของค่าเฉลี่ยกำาลังสองของความคลาด
(df) เท่ากับ 885 ค่าความน่าจะเป็น เท่ากับ 0.00 เคลื่อนโดยประมาณ ดัชนีวัดระดับความกลมกลืนเปรียบเทียบ (RMSEA) เท่ากับ .03 แสดงว่า (CFI) เท่ากับ โมเดลการรับรู้ความสามารถในตนเองของครูที่สร้างขึ้นสอดคล้อง
0.95 และค่ารากของค่าเฉลี่ยกําลังสองของความคลาดเคลื่อน
กับข้อมูลเชิงประจักษ์ แสดงดังภาพที่ 4
.80**
.74**
.81**
.81**
.65**
.55**
.65**
.58**
.66**
.59**
.80**
.73**
.47**
.72**
.63**
.66**
.67**
.65**
.68**
.61**
.63**
.70**
.65**
.70**
.74**
.68**
.74**
1.00**
.41**
.41**
.70**
.60**
.24**
.83**
.81**
.81**
.72**
.73**
.62**
.69**
.58**
.62**
.73**
.75**
.73**
.75**
D2
D2
D3
D4
D5
D6
R7
R8
R9
R10
R11
R12
I13
I14
I15
I16
I17
I18
I19
I20
I21
I22
S24
S25
S26
S27
S28
P29
P30
P31
P32
P33
P34
C35
C36
0.36
0.45
0.35
0.35
0.52
0.70
0.58
0.65
0.57
0.65
0.35
0.45
0.76
0.49
0.59
0.57
0.55
0.57
0.55
0.63
0.60
0.51
0.58
0.50
0.46
0.54
0.46
0.46
0.58
0.56
0.41
0.46
0.78
0.32
0.34
C37
0.35
C38
0.49
C39
0.48
E40
0.63
E41
0.51
E42
0.65
E43
0.65
E44
0.47
E45
0.46
E46
0.46
E47 0.44
7
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 125
ที่จะสามารถสร้างสรรค์ตนเองและสังคมได้ พยายามปรับ
เปลี่ยนประสบการณ์ของพวกเขาจากการเป็นผู้ขอความ
ช่วยเหลือ มาเป็นผู้ให้การให้การช่วยเหลือคนอื่นแทน
เขาจะรับรู้ถึงประสบการณ์ใหม่ที่จะพร้อมจะให้ความ
หมายใหม่ในชีวิตอนาคตของตนเองได้
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
เพื่อประโยชน์ในการแก้ปัญหาสังคมและพัฒนา
คุณภาพชีวิตของประชากรเหล่านี้ให้ดีขึ้นกว่าปัจจุบัน
จึงขอเสนอแนะว่ารัฐและภาคเอกชนควรดำาเนินการ
ต่อไปนี้
1. จากผลการวิจัย ที่พบว่า ประสบการณ์ชีวิต
ครอบครัวในด้านความวุ่นวายในครอบครัว การดิ้นรน
หาเลี้ยงชีพ และประสบการณ์ส่วนที่ตัวที่ผิดหวังหรือ
ล้มเหลว มีความสัมพันธ์กับการเข้ามาสู่ชีวิตเร่ร่อนของ
คนเร่ร่อน ดังนั้น หน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนที่เกี่ยวข้อง
ควรมีนโยบายในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตครอบครัวให้มี
ความเข้มแข็ง โดยเน้นกิจกรรมที่ส่งเสริมความรักความ
ผูกพันระหว่างสมาชิกในครอบครัว เช่นกัน รัฐควรมี
การบูรณาการระหว่างหน่วยงานด้านการสนับสนุนอาชีพ
และการให้คำาปรึกษาหรือให้การช่วยเหลือกับบุคคลที่
ประสบปัญหาชีวิตเข้าด้วยกัน เพื่อให้มีบทบาทในการ
เข้าแทรกแซงปัญหาทั้งระดับบุคคลและระดับครอบครัว
เพื่อลดเงื่อนไขของการเข้าสู่ชีวิตเร่ร่อน
2. ดังที่ได้บรรยายว่า สภาพการณ์การใช้ชีวิต
เร่ร่อนของคนเร่ร่อน ทั้งคนเร่ร่อนที่อยู่แบบคนเดียว
อยู่รวมกลุ่มกับเพื่อน หรืออยู่กับครอบครัว มีความแตก
ต่างกันทั้งสถานะความเป็นอยู่ และการใช้ชีวิตประจำาวัน
และการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น อันแสดงถึงรูปแบบการ
ใช้ชีวิตที่มีความเฉพาะตัวในแต่ละกลุ่มคนเร่ร่อน ดังนั้น
นโยบายหรือมาตรการของหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชน
ที่เกี่ยวข้องหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนที่เกี่ยวข้องใน
การช่วยเหลือคนเร่ร่อน จึงต้องมีความหลากหลายและ
ครอบคลุมในทุกกลุ่ม โดยเฉพาะมาตรการในการให้ที่พัก
พิง การส่งเสริมอาชีพ และการจูงใจให้เลิกเป็นคนเร่ร่อน
ควรจะต้องคำานึงถึงความเหมาะสมในคนแต่ละกลุ่มด้วย
3. จากความคิดของคนเร่ร่อนที่มีความคิดเห็นต่อ
การใช้ชีวิตเร่ร่อนของตน ด้วยการมองว่าที่สวนสาธารณะ
คือบ้าน และชีวิตเร่ร่อนเป็นความเป็นอิสระที่มีความยาก
ลำาบาก แต่ก็พร้อมที่จะยอมรับกับสภาพที่ตนเองประสบ
อยู่ ในเรื่องนี้ หน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนที่เกี่ยวข้อง
จะต้องคำานึงถึงทัศนะของคนเร่ร่อนในประเด็นดังกล่าว
แล้วหาทางส่งเสริมความรู้และความคิดที่เหมาะสม เช่น
การมีหน่วยงานที่เข้าไปแทรกแซงด้วยการปรับความคิด
ความเชื่อในกลุ่มคนเร่ร่อน หรือการสร้างโอกาสและทาง
เลือกใหม่ เพื่อให้ทัศนะของคนเร่ร่อนเปลี่ยนแปลงไป
4. ในประเด็นที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือ มีสิ่ง
ที่สนับสนุนการดำารงอยู่ของกลุ่มคนเร่ร่อน ทั้งด้าน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มและแบบแผนชีวิต ดังนั้นหน่วย
งานภาครัฐหรือเอกชนที่เกี่ยวข้องควรนำาสิ่งที่สนับสนุน
การดำารงอยู่ดังกล่าวมาใช้ในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของ
คนเร่ร่อน ด้วยการสนับสนุนให้คนเร่ร่อนได้มีบทบาทใน
การช่วยเหลือเกื้อกูลระหว่างกัน รวมทั้งมีการสื่อสาร
ทำาความเข้าใจภายในกลุ่มเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ปรับเปลี่ยน
พฤติกรรมเร่ร่อน
5. จากข้อค้นพบที่โดดเด่นอีกข้อหนึ่งชี้ให้เห็น
ว่า มีกลุ่มที่ต้องการถอนตัวจากการเร่ร่อน และกลุ่มที่
ต้องการเร่ร่อนต่อไป แสดงให้เห็นถึงสภาพการณ์ของคน
เร่ร่อนในประเทศไทยที่มีความแตกต่างกันในเป้าหมาย
ของชีวิต ดังนั้นหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนที่เกี่ยวข้อง
ควรมีแนวทางในการกำาหนดมาตรการใน 4 ลักษณะ คือ
(1) มาตรการการส่งเสริมให้คนเร่ร่อนที่ต้องการเร่ร่อน
ต่อไปได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และพยายามปรับเปลี่ยน
ทัศนคติในเรื่องการเร่ร่อนอย่างเหมาะสม (2) มาตรการ
ในการส่งเสริมและสนับสนุนให้คนเร่ร่อนได้เลิกเป็นคน
เร่ร่อน (3) มาตรการในการป้องกันไม่ให้คนเร่ร่อนกลับ
Journal of education
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 27
หนังสือ คำาซ้ำา คำาเริ่มต้น ตัวอักษร เครื่องหมายวรรค
ตอน ซึ่งช่วยในการคาดคะเนความหมายให้ชัดเจนขึ้น
กิจกรรมการอ่านออกเสียง และกิจกรรมการอ่านร่วมกัน
2) กิจกรรมเพื่อพัฒนาการรู้หนังสือทางการเขียน
โดยให้เด็กเริ่มเขียนสัญลักษณ์ด้วยความคิดของตนเอง
การเขียนเพื่อจดจำา หรือการเขียนโต้ตอบ การเขียนชื่อ
เพื่อเรียนรู้เสียงและพยัญชนะจากชื่อของตนเอง และการ
เขียนโดยอาศัยแหล่งอ้างอิง การอ่านข้อความที่เขียนในสิ่ง
แวดล้อมรอบตัวเด็ก การเขียนอธิบายภาพที่วาด และการ
เขียนหน้าชั้นเพื่อบอกกล่าวหรือประกาศ
3) กิจกรรมเพื่อพัฒนาการรู้หนังสือทางการคิด
สะกดคำาโดยการใช้เสียงตัวอักษร โดยให้เด็กเริ่มรับรู้
เกี่ยวกับตัวหนังสือว่าสามารถสื่อความหมายได้ กิจกรรม
พัฒนาความตระหนักเกี่ยวกับเสียงของภาษา การรับรู้
ความแตกต่างของหน่วยเสียงและการปรับความสามารถ
ของตนให้เข้ากับหน่วยเสียงและไวยากรณ์ การเชื่อมโยง
เสียงกับตัวอักษร แยกพยางค์และจำานวนหน่วยเสียงย่อย
ในคำาได้ เปรียบเทียบคำาที่คล้องจองกันได้ บอกหน่วย
เสียงต้นคำาได้ แยกเสียงในคำาเพื่อที่จะเรียนรู้องค์ประกอบ
ของคำาพูดจากบทเรียนย่อยโดยฝึกทักษะการถอดรหัสตัว
หนังสือให้เป็นเสียงเพื่อสามารถนำาทักษะไปประยุกต์ใน
การเรียนรู้คำาใหม่ได้ และเริ่มคิดสะกดคำาง่ายๆ ได้
จะเห็นได้ว่าการจัดประสบการณ์แบบสมดุลเพื่อ
พัฒนาความสามารถทางการรู้หนังสือสำาหรับเด็กปฐมวัย
ตามหลักการปฏิบัติที่เหมาะสมกับพัฒนาการและความ
สนใจของเด็ก จะจัดในลักษณะบูรณาการความรู้ ทักษะ
เจตคติ เกี่ยวกับการรู้หนังสือของเด็กปฐมวัยที่สอดคล้อง
สัมพันธ์กับชีวิตจริงด้วยกิจกรรมการฟัง การพูด การอ่าน
การเขียน ที่หลากหลาย ดังตัวอย่างที่นำาเสนอข้างต้น การ
จัดประสบการณ์การรู้หนังสือแบบสมดุลจึงเป็นแนวทางที่
เหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อตัวเด็ก เนื่องจาก
เป็นการสอนแบบผสมผสานกลยุทธ์การสอนให้เด็กเรียน
รู้ที่จะอ่านและใช้การอ่านเพื่อการเรียนรู้หนังสือ ตัวสะกด
และไวยากรณ์ ตลอดจนความสัมพันธ์ขององค์ประกอบ
ย่อยของภาษากับความหมายก่อนที่จะอ่านออกเขียน
ได้ตามแบบแผน ซึ่งจะช่วยให้เด็กเรียนรู้และเข้าใจภาษา
ที่มีความหมายสมบูรณ์ อีกทั้งส่งผลต่อความก้าวหน้า
ทางการรู้หนังสือได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ จึง
อาจกล่าวได้ว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์
แบบสมดุลที่มุ่งพัฒนาทักษะการรู้หนังสืออย่างต่อเนื่อง
และเหมาะสมตามช่วงอายุมีแนวโน้มจะประสบความ
สำาเร็จและความก้าวหน้าในการอ่านเขียนได้เป็นอย่างดี
ในระดับสูงขึ้น
บทสรุป
ปัจจุบันแม้ว่าจะมีแนวคิด ความเชื่อ เกี่ยวกับการรู้
หนังสือของเด็กปฐมวัยในบางประเด็นที่ขัดแย้งหรือเข้าใจ
ไม่ตรงกันเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะที่จำาเป็นก่อนเริ่มอ่าน
เขียนอย่างเป็นทางการและการค้นหากลยุทธ์ทางการสอน
ภาษาให้เด็กรู้หนังสือที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
การศึกษาความเป็นมาของแนวการสอนภาษาเพื่อ
พัฒนาความสามารถในการรู้หนังสือของเด็กปฐมวัยจาก
อดีตจนถึงปัจจุบันทำาให้มองเห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยง
ระหว่างแนวคิด ความเชื่อ และแนวการสอนที่ปรับเปลี่ยน
มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดการสอนให้เด็กรู้หนังสือ
แบบเดิมที่มุ่งเน้นทักษะอ่านเขียน หรือการเตรียมความ
พร้อมทางการอ่าน รวมถึงการสอนอ่านเขียนตามแนว
การสอนแบบองค์รวมที่สอดคล้องกับธรรมชาติและความ
สนใจของเด็ก การสอนให้เด็กรู้หนังสือทั้งสามแนวทาง
ที่ปรับเปลี่ยนตามช่วงเวลาดังกล่าวข้างต้นล้วนมีจุดเด่น
และข้อจำากัดที่แตกต่างกัน ทำาให้ปัจจุบันยังคงปรากฏ
แนวการสอนให้เด็กรู้หนังสือทั้ง 3 แนวทางอันนำามาซึ่ง
ประเด็นปัญหาที่ยังไม่ยุติ จึงเป็นที่มาของการแสวงหา
แนวทางการสอนให้เด็กรู้หนังสืออย่างมีประสิทธิภาพ
และประสิทธิผลสูงสุดนั่นคือการสอนให้เด็กรู้หนังสือ
แบบสมดุลที่เหมาะกับพัฒนาการของเด็กโดยการสอน
Journal of education
22
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Journal of education
ของคำา จนสามารถนำาคำามาประกอบเป็นประโยคได้ ใน
ขณะที่มุมมองการสอนอ่านเป็นคำาตามแนวการสอน
ภาษาแบบธรรมชาติที่ยึดเอาธรรมชาติในการเรียนอ่าน
เขียนของเด็กปฐมวัยเป็นหลักจะปรากฏให้เห็นมากขึ้นใน
สถานศึกษาปฐมวัยทั้งรัฐและเอกชน เนื่องจากการสอน
อ่านตามแนวทางนี้มิได้ละทิ้งการสอนแบบสะกดตัวผสม
คำา (Synthetic Approach) และแนวการสอนแบบเป็น
คำาเป็นประโยค (Basal Reader’s Approach) โดยมีพื้น
ฐานความเชื่อเรื่องธรรมชาติการเรียนรู้ภาษาและทฤษฎี
การอ่านเขียนในระบบภาษา มุ่งเน้นการอ่านเขียนเพื่อ
สื่อความหมายในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้
องค์ประกอบย่อยของภาษาเช่น ตัวสะกดและไวยากรณ์
ที่ถูกต้องเมื่อเด็กจำาเป็นต้องสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจตรง
กัน (บุษบง ตันติวงศ์, มปป. อ้างถึงใน วรนาท รักสกุล
ไทย, 2537, หน้า 161-162) จะเห็นได้ว่ามุมมองเกี่ยว
กับความเป็นมาของการรู้หนังสือล้วนแตกต่างกันไปตาม
ความเชื่อของนักการศึกษาหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็กไม่ว่า
จะเป็นมุมมองที่เชื่อในตัวเด็กว่าเด็กสามารถเรียนรู้อ่าน
เขียนได้ด้วยตนเองหรือมุมมองที่เชื่อว่าเด็กจะรู้หนังสือ
ได้ต้องอาศัยผู้สอนในการจัดเตรียมสภาพแวดล้อมและ
สื่อ รวมทั้งเทคนิควิธีการสอนเพื่อพัฒนาให้เด็กสามารถ
อ่านเขียนสะกดคำาขั้นต้นได้
จากมุมมองที่แตกต่างกันนำาไปสู่การตอบคำาถาม
ในประเด็นข้างต้นได้ว่า การรู้หนังสือของเด็กปฐมวัย
เกิดขึ้นจากการค้นพบด้วยตนเองตามธรรมชาติและ
จากการสอนของครู ซึ่งทั้งสองส่วนอยู่ในกระบวนการ
เดียวกันและต่างก็เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน การสอนให้
เด็กรู้หนังสือจึงต้องให้เด็กมีโอกาสทั้งรับรู้และเรียนรู้เพื่อ
พัฒนาไปสู่การอ่านเขียนที่มีประสิทธิภาพ (Stevick,
1982) โดยเริ่มตั้งแต่เปิดโอกาสให้เด็กรับรู้ภาษาแรกเริ่ม
(Emergent Language) จากการค้นพบด้วยตนเองผ่าน
ประสบการณ์ตรงในสิ่งที่เรียนอย่างมีความหมาย เด็กจะ
รับรู้และซึมซับข้อมูลทางภาษาจากสิ่งแวดล้อมในบริบท
สังคมวัฒนธรรมและการใช้ภาษาร่วมกับผู้ที่อยู่แวดล้อม
ใกล้ชิดในบ้าน ความสามารถทางการรู้หนังสือที่เกิดจาก
การค้นพบด้วยตนเองของเด็กในขั้นก่อนการอ่าน (Early
Emergent Reading) เกิดจากความสงสัยในจุดมุ่งหมาย
ของหนังสือและเรียนรู้ด้วยตนเองจากการพยายามอ่าน
ข้อความที่แวดล้อมจนเกิดแนวความคิดของตนเอง เกิด
ความตระหนักถึงความสำาคัญของตัวอักษรและรู้จักให้
ความหมายโดยอาศัยประสบการณ์เดิม แต่เมื่อไรก็ตาม
ที่เด็กเกิดความขัดแย้งในการเรียนรู้หนังสือ เช่นการที่
เด็กไม่สามารถอ่านคำาใหม่ได้ ขาดตัวชี้แนะความหมาย
ของคำาจากบริบทของประโยค การสอนของครูจะช่วย
พัฒนาความสามารถทางการรู้หนังสือขั้นแรกเริ่มไปสู่การ
รู้หนังสือขั้นต้น ครูควรสอดแทรกองค์ความรู้เกี่ยวกับการ
เชื่อมโยงตัวอักษรกับเสียง (Phonics) ให้เด็กฝึกหัดและ
จัดระบบด้วยตนเองโดยจัดเตรียมสื่อและหนังสือที่หลาก
หลายเพื่อสนับสนุนทักษะการอ่านอย่างเป็นระบบ เด็ก
จะอ่านเพื่อเรียนรู้คำาศัพท์และความหมายจากบทอ่านที่
มีเนื้อหาต่อเนื่อง เช่น อ่านนิทานหรือเรื่องราวทั้งเรื่องจน
เกิดความตระหนักเกี่ยวกับหนังสือและตัวหนังสือ เด็ก
เริ่มอ่านเขียน สะกดคำาง่าย ๆ ได้ เข้าใจความสัมพันธ์ของ
การอ่านและการเขียนสะกดคำา สามารถเขียนชื่อสะกด
ชื่อ นามสกุลของตนเองและบุคคลใกล้ชิดหรือคำาง่าย ๆ
ได้ก่อนจะอ่านออกเขียนได้อย่างเป็นทางการ
ไม่ว่านักการศึกษาปฐมวัยจะมองต่างมุมกัน
อย่างไร สิ่งสำาคัญที่ทุกคนควรมีความเห็นที่สอดคล้อง
กันคือการให้เด็กปฐมวัยเรียนรู้อ่านเขียนอย่างมีความ
สุข สามารถคิดสะกดคำาง่าย ๆ ได้อย่างมีจุดมุ่งหมายใน
สถานการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง ครูปฐมวัยต้องรู้และ
เข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ภาษาตามธรรมชาติ
ที่เกิดขึ้นในตัวเด็กและยอมรับในตัวเด็ก เพื่อจะได้จัด
กิจกรรมสนับสนุนให้เด็กเรียนรู้ที่จะอ่านเขียนด้วยตนเอง
โดยครูคอยชี้แนะรวมทั้งจัดเตรียมสื่อและสภาพแวดล้อม
ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ภาษาและสอดคล้องกับความต้องการ
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 61
เป็นไปตามจุดมุ่งหมายและผู้เรียนมีความสามารถใน
การใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารได้นั้น ครูผู้สอนจำาเป็นต้อง
มีความรู้และ มีความสามารถในการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้ (Johnson & Morrow, 1987, p.1) การจัดการ
เรียน การสอนภาษาเพื่อการสื่อสารจึงเป็นเรื่องสำาคัญที่
จำาเป็นต้องเร่งปรับปรุงและพัฒนาอย่างจริงจัง (สำานัก
วิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2549, หน้า 2) การ
ประเมินความรู้ภาษาอังกฤษของครูผู้สอนระดับประถม
ศึกษา พบว่า มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 31.27 แสดงให้เห็น
ว่าครูผู้สอนมีความรู้อยู่ในระดับควรปรับปรุง (สำานักงาน
เขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 1, 2551, หน้า 12)
จากการสำารวจข้อมูลครูผู้สอนภาษาอังกฤษระดับ
ประถมศึกษา ปี 2551 พบว่า ครูผู้สอนไม่มีวุฒิวิชาเอก
ภาษาอังกฤษ ร้อยละ 42.10 จึงเป็นสาเหตุที่สำาคัญอีก
ประการหนึ่งที่ทำาให้ครูผู้สอนขาดความรู้ความเข้าใจที่
ถูกต้องในการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ดังนั้น
ครูผู้สอนภาษาอังกฤษจึงควรได้รับการส่งเสริมให้ได้รับ
การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความรู้ที่มุ่งเน้นการ
แก้ปัญหา การปรับปรุงและพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพ
(กรมวิชาการ , 2546, หน้า 114 )
การพัฒนาครูผู้สอนสามารถกระทำาได้หลายวิธีซึ่ง
การใช้โปรแกรมการฝึกอบรมเป็นวิธีหนึ่งในการเสริมสร้าง
ประสิทธิภาพบุคลากร กระบวนการฝึกอบรมที่เหมาะ
สมจะช่วยให้ผู้เข้ารับการอบรมเพิ่มพูนความรู้ความคิด
เกิดประสบการณ์การเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงที่เหมาะ
สม สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ (สมชาติ
กิจยรรยง, 2546, หน้า 123 - 126) การเรียนรู้แบบเน้น
ประสบการณ์เป็นทฤษฏีที่รวมรูปแบบกระบวนการเรียนรู้
และแนวทางหลากหลายด้านในการพัฒนาผู้ใหญ่ มีจุด
เน้นอยู่ที่กระบวนการเรียนรู้ที่ประสบการณ์ในการกระทำา
(Kolb, Boyatzis, & Mainemelis, 1999, p.2) โดย
นำาหลักปรัชญาเน้นการปฏิบัติของดิวอี้ จิตวิทยาสังคม
ของ เลวิน และการพัฒนาด้านสติปัญญาของ
เพียเจต์ มาพัฒนาเป็นเอกลักษณ์ของการเรียนรู้
แบบเน้นประสบการณ์กำาหนดเป็นวงจรการเรียนรู้ซึ่ง
บูรณาการกับทฤษฎีการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ ประกอบด้วย 4
ขั้นตอน ได้แก่ ประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรม
(Concrete Experience) การสังเกตโดยการคิดไตร่ตรอง
(Reflective Observation) การสร้างความคิดรวบยอด
ที่เป็นนามธรรม (Abstract Conceptualization) และ
การทดลองปฏิบัติ (Active Experimentation) (Jarvis,
Holford & Griffen, 1998 , p.46 cited in Miller,
Corcoran, Kovacs, Rosenblum & Wright, 2005,
p.132) การปฏิบัติประกอบกับการเรียนรู้ด้วยตนเองจาก
ประสบการณ์เป็นองค์ประกอบสำาคัญสำาหรับการเรียนรู้
ดังนั้น การพัฒนาครูให้มีประสิทธิภาพควรได้รับโอกาส
ในการปฏิบัติกิจกรรม ได้แก่ การศึกษาเป็นทีม (Study
Team) และการชี้แนะเป็นคู่ (Peer Coaching) ซึ่งต้องมี
การปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง (Licklider, cited in Ferraro,
2000, p.2) การพัฒนาบุคลากรให้เรียนรู้ตามลำาดับขั้น
ของกระบวนการเน้นประสบการณ์ผู้เข้ารับการฝึกอบรม
จะเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิผล (Neill, 2004, pp.1-2)
สอดคล้องกับผลการวิจัยของ เฮนนิงเกอร์ (Heninger,
1989 cited in Powell & Wells, 2002, p.34)
ที่พบว่า การนำารูปแบบการเรียนรู้แบบเน้นประสบการณ์
มาใช้ในการฝึกอบรมและจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนา
ศักยภาพการสอนของครูผู้สอนภาษาอังกฤษที่มีความ
แตกต่างกัน หลังการฝึกอบรมครบ ทุกขั้นตอนตามวงจร
การเรียนรู้ ผู้รับการฝึกอบรมจะมีความรู้ ความสามารถ
การปฏิบัติงานมากขึ้น
การพัฒนาครูผู้สอนภาษาอังกฤษระดับประถม
ศึกษาจำาเป็นต้องสอดคล้องกับความพร้อมในการ
เรียนรู้ของผู้เรียน (เกดสินี พลบูรณ์, 2551, หน้า 75)
การฝึกอบรม เพื่อพัฒนาทักษะ การสอนภาษาอังกฤษ
จึงจำาเป็นต้องจัดองค์ประกอบให้เหมาะสมทั้งด้านเนื้อหา
บริบทและภาระงานของครู (Roberts, 1998, p.104)
ครูภาษาอังกฤษไม่เพียงแต่จะต้องปฏิบัติงานตาม
มาตรฐานวิชาชีพเท่านั้น แต่ควรจะต้องฝึกอบรมเพื่อ
ศึกษาหลักการ กระบวนการสอนภาษาอังกฤษที่หลาก
หลายและการสอนภาษาอังกฤษในฐานะที่เป็นภาษา
Journal of education
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 101
3. ทักษะการปฏิบัติงานของนักเรียนผ่านเกณฑ์อยู่ในระดับดีมาก
4.เจตคติของผู้เรียนต่ออาชีพการทำาสวนลำาไยหลังจากการทดลองใช้หลักสูตร เจตคติหลังเรียนสูงกว่าก่อน
เรียนอย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ .01
คำาสำาคัญ : การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นแบบบูรณาการ,อาชีพการทำาสวนลำาไย,กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและ
เทคโนโลยี
ABSTRACT
The purpose of this research was to develop a integrated local curriculum on occupations
and technology subjects, “Longan gardener in pongnamron community” for Matthayomsuksa
1 students of banpongnamron school. The research procedure was divided into 5 phases: 1)
background information study 2) curriculum development 3) evaluation before implementation
4) curriculum implementation 5) curriculum revision
The samples used in this testing curriculum were the students in 1 classroom,25 students
in the second semester of the 2009 academic year of banpongnamron school. They were selected
through cluster sampling. The curriculum was modified and evaluated through Puissance Measure
(P.M.) model in order to identify its value before being tried out by the researcher. The achievement
test was used to compare pretest posttest scores and the observation form of working practice
skill was used to indicate the quality of the learners. The one-Group-Pretest-Posttest Design was
adopted in the experiment. Statistical Techniques used in this study were mean, standard deviation
and t-test
The results of the research were as follows:
1.The local curriculum integrated was high-quality .The component of the curriculum were
completed It was found that the curriculum was suitable conditions for learners and useful and
in daily life.
2.The experiment indicated that the students achievement in the posttest was higher
than in the pretest with statistical significance at the .01 level.
3.The work – performance skill of the students passed the criterion at a very high level
4.The student attitude toward the LOGAN GARDENER were higher with statistical at the .01 level
Keyword : The development of the integrated local curriculum, The Work-oriented and
technology subject, Longan gardener
Journal of education
132
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Journal of education
ชัดเจน สอดคล้องกับการดำาเนินงานภายใต้โครงสร้างการ
บริหารของมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย
วิธีวิจัย
จากการศึกษาตัวอย่างของยุทธศาสตร์ในทาง
ธุรกิจซึ่งสามารถนำามาประยุกต์ในการบริหารจัดการ
ทางการศึกษาจะพบว่า Mintzberge และ Quinn
(1996: 9-10) กล่าวถึงยุทธศาสตร์ที่ดีมีประสิทธิภาพว่า
ควรมีลักษณะดังนี้ คือ มีความชัดเจนและมีวัตถุประสงค์
ที่แน่นอน มีลักษณะของความคิดริเริ่ม สอดคล้องตรง
ประเด็นกับสิ่งที่องค์กรต้องการ ยืดหยุ่นตามสถานการณ์
ได้เมื่อมีความจำาเป็น สามารถประสานงานและอาศัยภาวะ
ผู้นำาในการดำาเนินการ เป็นสิ่งที่ทำาให้ประหลาดใจน่าสนใจ
และแสดงถึงความมั่นคง ปลอดภัยขององค์กรในทุกด้าน
ซึ่งลักษณะที่ดีของยุทธศาสตร์ดังกล่าวสามารถนำาไปใช้ใน
การกำาหนดยุทธศาสตร์ในองค์กรอื่น ๆ ได้ ในส่วนของ
แนวคิดยุทธศาสตร์เกี่ยวกับการเสริมสร้างคุณลักษณะ
ที่ดีนั้นผู้วิจัยได้ศึกษาจากแนวคิดยุทธศาสตร์การเสริม
สร้างคุณลักษณะที่ดีตามแผนการศึกษาแห่งชาติ กรอบ
ทิศทางการพัฒนาการศึกษาในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจ
และสังคมแห่งชาติฉบับที่10 (พ.ศ.2550-2554) ที่
สอดคล้องกับการศึกษาแห่งชาติ (พ.ศ. 2545-2559)
แนวคิดของนักวิชาการ งานวิจัยและการวิเคราะห์
สังเคราะห์แนวคิดยุทธศาสตร์การเสริมสร้างคุณลักษณะ
ที่ดีของนักเรียน สามารถสังเคราะห์ได้ 5ประเด็นใหญ่ ๆ
คือ 1. การสร้างเครือข่ายรวมพลังเสริมสร้างคุณลักษณะ
ที่ดี 2.การปรับระบบการเรียนรู้ 3. การพัฒนาบุคลากร
และการสร้างตัวแบบที่ดี 4. การบูรณาการศาสนกิจและ
ศาสนธรรม และ 5.การบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างคุณ
ลักษณะที่ดี ในประเด็นแรกคือการสร้างเครือข่ายรวมพลัง
เสริมสร้างคุณลักษณะที่ดีนั้นเป็นการสร้างความร่วมมือ
กับครอบครัวและสถาบันภายนอกเพื่อเป็นพลังช่วยใน
การปลูกฝังและเสริมสร้างคุณลักษณะที่ดีให้นักเรียนโดย
ได้เน้นความสำาคัญของครอบครัวเป็นหลักซึ่งสอดคล้อง
กับงานวิจัยของเจือจันทร์ จงสถิตอยู่และรุ่งเรือง
สุขาภิรมย์,2550:106-231)ที่ศึกษาเกี่ยวกับคุณลักษณะ
และกระบวนการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมของประเทศ
ต่าง ๆพบว่าปัจจัยความสำาคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้าง
คุณลักษณะที่ดีให้กับนักเรียน คือ สถาบันครอบครัว
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา
(Descriptive Research) ใช้กระบวนการเก็บข้อมูล
แบบผสมผสาน (Mixed Method) คือการเก็บข้อมูล
เชิงคุณภาพและข้อมูลเชิงปริมาณ ประชากรคือ โรงเรียน
สังกัดมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทยจำานวน
ทั้งหมด 25 โรง เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพโดย
การศึกษาภาคสนามในโรงเรียนจำานวน 14 โรง เลือก
โรงเรียนโดยกำาหนดจากขนาดของโรงเรียนในทุกภาคทั่ว
ประเทศ ส่วนข้อมูลเชิงปริมาณนั้นผู้วิจัยเก็บจากโรงเรียน
ทั้งหมด 25 โรงและใช้วิธีกำาหนดกลุ่มตัวอย่างจากผู้ช่วย
ผู้อำานวยการ หัวหน้างาน และครูผู้สอนในแต่ละ
โรงเรียนโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random
Sampling) กำาหนดกลุ่มตัวอย่างผู้ปกครองโดยวิธีการ
สุ่มแบบง่าย (Simple Random Sampling) ในการ
กำาหนดจำานวนกลุ่มตัวอย่างนักเรียนผู้วิจัยจะใช้วิธีเลือก
แบบเจาะจง (Purposive Sampling) คือ นักเรียนชั้น
ปีสุดท้ายในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายของโรงเรียน
การกำาหนดจำานวนกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดผู้วิจัยใช้ตาราง
สำาเร็จรูปของ Krejcie and Morgan
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนาม
คือ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต และประเด็นสัมภาษณ์
กลุ่ม(Group interview) วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีวิเคราะห์
เชิงเนื้อหา ( Content analysis) ส่วนเครื่องมือที่ใช้ใน
การเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณคือ แบบสอบถาม
จำานวน 3 ชุด วิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้สถิติเชิง
พรรณนา (Descriptive Statistic) คือ การหาค่าร้อยละ
ค่าเฉลี่ย (mean) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 209
นักเรียนดีขึ้นอย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่ง
เด็กชายและเด็กหญิงมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเท่ากัน
และบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีประโยชน์ต่อการ
เรียนของเด็กหญิงมากกว่าเด็กชาย และผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนสูงกว่านักเรียนที่สอนปกติ
จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย
สอนที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้นมาทำาให้ผู้เรียนมีความรู้ ความ
เข้าใจในเรื่อง การใช้อินเทอร์เน็ต โดยภาพรวมอยู่ใน
ระดับดี ผลจากการประเมินประสิทธิภาพของผู้เรียนใน
การทำาแบบทดสอบปรากฏว่าผู้เรียนสามารถผ่านเกณฑ์
80/80 คือ 87.80/83.33
ข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะด้านการพัฒนาบทเรียน มีดังนี้
1. คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นสื่อที่ผู้เรียนสนใจ
มากที่สุดและเป็นสื่อที่ทำาให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ
ผู้เรียนสูงขึ้น จึงควรจะได้รับการพัฒนาไปตลอด ดังนั้น
เพื่อให้สร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนให้มี
ประสิทธิภาพนั้น ควรออกแบบโครงสร้างของบทเรียนใน
แต่ละขั้นตอนให้เป็นขั้นตอนที่ประกอบด้วยสื่อประสม
เช่น ข้อความ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว เสียงบรรยาย
2. การออกแบบโครงสร้างของแบบฝึกหัดควรให้
มีหลากหลายลักษณะเช่น แบบตอบคำาถาม แบบทดลอง
แบบเกม และแบบปฏิบัติจริงเพราะจะทำาให้ผู้เรียนเห็น
คุณค่าของความรู้ที่ตนได้มากขึ้น
3. เพลงที่ประกอบต้องเป็นเพลงที่ดึงดูดใจให้
อยากเรียน เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนไม่เบื่อในขณะเรียน
ข้อเสนอแนะสำาหรับการวิจัยต่อไป ดังนี้
1. ควรมีการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
ในลักษณะนี้กับเรื่องอื่น ๆ โดยนำาเอาเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
กับหน้าที่หรืองานของผู ้เรียน ให้ตัวอย่างและแบบฝึกหัด
หลากหลาย เน้นที่การทำาจริง
2. ควรมีการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
ในลักษณะนี้บนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
3. ควรทำาการวิจัยเกี่ยวกับการสร้างบทเรียน
คอมพิวเตอร์ช่วยฝึกอบรมเรื่อง วิธีสอน เทคนิคการสอน
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ให้กว้างขวางขึ้น
Journal of education
124
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Journal of education
จะสะท้อนออกมาในลักษณะของความรู้สึกด้อยค่า การไม่
ได้รับยอมรับจากคนในครอบครัว หรือประเมินว่าตนเอง
เป็นภาระของครอบครัว การสูญเสียตัวตนในลักษณะดัง
กล่าว จึงเป็นเงื่อนไขสำาคัญของการเปลี่ยนแปลงชีวิต
ตนเอง ทั้งนี้ เมื่อคนเร่ร่อนได้ก้าวเข้าสู่วิถีชีวิตเร่ร่อน “การ
สร้างตัวตน” จึงเกิดขึ้น ภาพที่สะท้อนได้อย่างชัดเจน
จากปรากฏการณ์นี้และเงื่อนไขสำาคัญของการดำารงชีวิต
เร่ร่อน คือ การมีปฏิสัมพันธ์กลุ่ม อันเกิดจากการช่วย
เหลือเกื้อกูล และพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ปฏิสัมพันธ์
กลุ่มเหล่านี้ ช่วยให้คนเร่ร่อนได้มีโอกาสแสดงความเป็น
ตัวตนอย่างชัดเจน เกิดการยอมรับนับถือในกลุ่ม และ
สร้างแบบแผนการดำาเนินชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ร่วมกัน
ดังที่ Mead (1934/1962, p.134) ได้กล่าวว่า
กระบวนการสร้างตัวตนอันเกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์ร่วม
กันกับผู้อื่น ถือเป็น “เงื่อนไขสำาคัญ” ภายในกระบวนการ
ทางสังคม ซึ่งมีผลต่อสภาวะทางด้านจิตใจ อีกทั้งยัง
เป็นกระบวนการของความสำานึกที่เกี่ยวข้องกับมิติ
ต่าง ๆ เช่น ความสามารถที่จะตอบโต้กับตนเองในฐานะ
ที่เป็นกลุ่มหรือส่วนรวม ความสามารถที่ตนเองมีส่วน
ร่วมในการสนทนากับผู้อื่น ความสามารถที่จะตระหนัก
ว่าตนกำาลังพูดอะไรและใช้การตระหนักเพื่อตัดสินใจ
โดยกระบวนการดังกล่าวเป็นสิ่งที่ได้รับมาทางสังคมหรือ
อาจกล่าวได้ว่ากระบวนการทางจิตใจเป็นสิ่งที่เกิดมาจาก
สังคม
ข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะเบื้องต้น
จากการศึกษาความหมายการดำาเนินชีวิตของคน
เร่ร่อน ทำาให้เกิดความเข้าใจถึงความต้องการที่แท้จริงอัน
เป็นข้อสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสังคมและ
คุณภาพชีวิตของคนเร่ร่อน ได้ดังนี้
1. ในมิติของการรับรู้ปมปัญหาชีวิตในอดีต จะ
เห็นได้ว่า คนเร่ร่อนต้องการความรัก ความเข้าใจจาก
คนในครอบครัว และคนในสังคม ซึ่งไม่ต่างจากบุคคล
ทั่วไป เพียงแต่อาจมีความเปราะบางในความรู้สึกนึกคิด
จึงทำาให้ตัดสินใจหนีปัญหา หรือหลีกเลี่ยงการเผชิญ
ปัญหาในชีวิต ในประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นว่า สังคมไทยยัง
คงต้องให้ความสำาคัญกับการพัฒนาด้านจิตใจของมนุษย์
ให้เกิดความเข้มแข็งมีความกล้าหาญในการเผชิญปัญหา
รวมถึงการเสริมสร้างทักษะในการแก้ไขปัญหาชีวิตอย่าง
สร้างสรรค์ ให้มากขึ้น
2. ในมิติของการรับรู้การใช้ชีวิตในสวนสาธารณะ
เห็นได้ว่าคนเร่ร่อนมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน สามารถให้การ
ช่วยเหลือซึ่งกัน มีการใช้ชีวิตร่วมกันเป็นกลุ่มสังคม หรือ
ชุมชนของตนเองและต้องการเข้าถึงการรักษาพยาบาล
จากภาครัฐ แสดงให้เห็นว่า คนเร่ร่อนมีการแสวงหา
ที่พึ่งทางสังคมที่เหมาะสมกับสภาพชีวิตของตน แต่
ไม่มีช่องทางใดจากภาคสังคมที่จะให้ความช่วยเหลือ
ที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาชีวิตของคนเร่ร่อนอย่าง
แท้จริง ช่องทางการช่วยเหลือที่ผู้วิจัยกล่าวถึงนี้ ควรเป็น
ช่องทางการช่วยเหลือในเชิงรุก เป็นการเข้าถึงวิถีชีวิตคน
เร่ร่อน เพื่อปรับเปลี่ยนสู่วิถีชีวิตใหม่ที่เขาต้องการอย่าง
แยบคาย เป็นการดำาเนินงานช่วยเหลือที่คนเร่ร่อนที่ไม่
ให้เกิดความรู้สึกแปลกแยกจากคนทั่วไป รวมถึงมีหน่วย
ปฏิบัติการรองรับที่เป็นที่พึ่งหรือที่ปรึกษาปัญหาต่าง ๆ
ในการดำาเนินชีวิตที่เหมาะสม จากบุคคลที่มีความรู้ มี
ประสบการณ์ และพร้อมให้การช่วยเหลือพวกเขาอย่าง
แท้จริง
3. ในมิติการรับรู้ความต้องการที่แท้จริงของชีวิต
จะเห็นได้ว่า เป็นความรู้สึกของการกลับคืนสู่ตัวตนอย่าง
อิสระ ยอมรับกับสภาพที่เป็นอยู่ ในกรณีที่บางคนสามารถ
หลุดจากวงจรชีวิตคนเร่ร่อนได้ แสดงให้เห็นว่า หากมี
กระบวนการช่วยเหลือที่เหมาะสม ก็จะทำาให้คนเร่ร่อน
ยอมรับต่อความต้องการที่แท้จริงของตน มีอิสระในการ
เลือกหนทางการดำาเนินชีวิตที่สร้างสรรค์ ดังนั้นสิ่งสำาคัญ
ที่สุดในประเด็นนี้ คือ การช่วยเหลือด้วยความเข้าใจ และ
เคารพในการตัดสินใจของเขา แสดงให้เห็นว่าเขามีคุณค่า
200
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
เอกสารอ้างอิง
Journal of education
ค�ำเพชร ภูริปริญญา. (2550). น�ำเสนอยุทธศาสตร์ การพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาไทยสู ่การเป็ นมหาวิทยาลัยระดับโลก.
วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต, ภาควิชานโยบาย การจัดการ และความเป็ นผู้น�ำทางการศึกษา, จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย.
จรัส สุวรรณเวลา. (2551). ความเป็นอิสระของมหาวิทยาลัยไทย. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
จรัส สุวรรณเวลา และคณะ. (2540). บนเส้นทางอุดมศึกษา. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ถวัลย์รัฐ วรเทพพุฒิพงษ์. (2545). อำานาจอิสระของมหาวิทยาลัยในการบริหารงานวิชาการและงานทั่วไป. ในอำานาจ
อิสระของการบริหารงานมหาวิทยาลัยไทย. กรุงเทพมหานคร: ภาพพิมพ์.
ไทย ทิพย์สุวรรณกุล. (2552, 10 กรกฎาคม). อธิการบดี. สัมภาษณ์.
ธีระยุทธ กลิ่นสุคนธ์. (2552, 10 สิงหาคม). อธิการบดี. สัมภาษณ์
ธเนศ จิตสุทธิภากร. (2547). การพัฒนากลยุทธ์การจัดการโปรแกรมนานาชาติของสถาบันอุดมศึกษาไทย.
วิทยานิพนธ์ครุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต, สาขาวิชาอุดมศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์. (2539). การบริหารงานวิชาการ. กรุงเทพมหานคร: สหมิตรออฟเซท.
ประเวศ วะสี (2550). มหาวิทยาลัยออกนอกระบบฯ : จาก “บริการสาธารณะเป็นธุรกิจ” . ใน สภามหาวิทยาลัยของ
มหาวิทยาลัยในกำากับของรัฐ (หน้า 5). กรุงเทพมหานคร: จรัลสนิทวงศ์การพิมพ์.
ประสาท สืบค้า. (2552, 19 สิงหาคม). อธิการบดี. สัมภาษณ์.
ไพฑูรย์ ปลอดอ่อน. การจัดปรับปรุงหลักสูตรสถานศึกษา. สืบค้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2553. http://school.obec.
go.th/npt3/knowledge/curri.files/frame.htm
ไพฑูรย์ สินลารัตน์. (2551). กระบวนทัศน์ใหม่ในการบริหารการจัดการอุดมศึกษาไทย. กรุงเทพมหานคร: ศูนย์ตำารา
และเอกสารทางวิชาการ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ไพฑูรย์ สินลารัตน์. (2546). การบริหารจัดการอุดมศึกษา : หลักและแนวทางตามแนวปฏิรูป. กรุงเทพมหานคร:
สำานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ.
พรชุลี อาชวอำารุง. (2546). การบริหารอุดมศึกษา. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
พิษณุ กันแตง. (2549). การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใน
ประเทศไทย. วิทยานิพนธ์ครุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต, สาขาวิชาอุดมศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์, จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย.
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี. รายงานประจ�ำปี . สืบค้นเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2553. http://www.sut.ac.th/
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. วิทยาลัยสหวิทยาการ. สืบค้นเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2553. http://www.tu.ac.th/
วิจารณ์ พานิช. (2551). ความหย่อนสมรรถภาพของบอร์ดขององค์กรไม่ค้ากำาไร. ใน สภามหาวิทยาลัยของ
มหาวิทยาลัยในกำากับของรัฐ (หน้า 8). กรุงเทพมหานคร: จรัลสนิทวงศ์การพิมพ์.
สมชาย ชูชีพสกุล. (2552, 24 สิงหาคม). อธิการบดีอาวุโสฝ่ายวิชาการ. สัมภาษณ์.
178
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
so they will be aware of the Thainess values, a cultural integration in society, a co-operation and
development of families, educational institutions, communities, society and organizations from
every part of the society together with the development in learning process in order to preserve
and pass the Thainess on forever.
Journal of education
Keywords : Thainess, inculcation, consciousness, Thai youth, Thai society
Background and Rationale
In midst of the stream of globalization and
borderless communication world, Thailand has
been flooded with foreign cultures, both western
and eastern (Korean and Japanese). One can say
that those cultures currently become a popular
trend among Thai young generation. It thus is
essential for Thailand to properly adapt to global
mainstream as well as to prevailing cultural
changes. However, Thai culture and awareness
of Thainess should be upheld to signify the
uniqueness of Thainess.
It can be argued that Thainess was an
integral factor in the unity and survival of
Thailand throughout her long history. According to
the Address of His Majesty King Bhumibol (2521:
195), delivered during Conferral Ceremony to
graduates of Prince Songkhla University, Pattani
Campus, on 22 September B.E. 2521 (1978):
...Nation can be comparable to a human
being. In fact, human consists of body and mind.
They control each other. If one part is destroyed,
our life will be dead because the other part will
also be ruined. Our country consists of landmass
and subjects that can be deemed as the body.
Meanwhile, arts, custom and culture as well as
belief and faith in the solidarity of the nation, or
being dubbed “Thainess”, are mind. Thailand is
still strong and unified because we still have our
country and Thainess in one piece. If Thainess
is vanished one day, our nation will also fall…
Currently, one can say that global
communication networks via cutting-edge
information technologies have greatly facilitate
diffusion and penetration of foreign cultures and
fashions. Such intrusions may ultimately render
to the loss of typical Thai traditions and cultures
as well as the uniqueness of Thainess.
Thus, the inculcation of the consciousness
of Thainess should be recognised by all Thais;
meanwhile they should also be aware that
Thainess can be preserved by means of Thai
culture. This means that Thai culture had
interwoven and unified all Thais to collaboratively
create civilization and prosperity of the country.
Hence, Thai culture should be maintained by
taking into account the awareness of Thainess.
According to the Speech of His Majesty King
Bhumibol delivered to Thai Students’ Association
in Japan (TSAJ) under Royal Patronage on 27
September B.E. 2537 (1994):
… The best and most suitable person to
maintain Thainess is no one else but Thais.
Accordingly,wherever they dwell, Thais will
always be responsible for the preservation of
their Thainess …
182
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Journal of education
Step 5: Presentation on the arrangement
of educational approaches for the inculcation
of Thainess - It was delivered to experts to
review the completeness of the analysis of
initial data and of how to arrange educational
approaches for the inculcation of Thainess among
Thai youth.
Step 6: Data Analysis
Document-based Data Analysis - content
analysis was used in order to analyse primary
and secondary documents.
Quantitative Data Analysis - the data from
questionnaires were analysed quantitatively by
means of basic statistics namely percentage and
mean.
Qualitative Data Analysis - qualitative
research methodology was applied in this
regard. Furthermore, the data from observations,
interviews and focus group discussion are
analysed by means of content analysis. The
results then were included in the conclusion,
which was reviewed by the expert afterward.
Analysis of data from interviewing experts -
content analysis was used in this regard. Concluded
data was then examined and incorporated
with the presentation on approaches for the
inculcation of Thainess among Thai young
generation. It was then presented to the expert
for consideration.
Suggestions from experts were analysed
by means of content analysis as well. This aims
to achieve possible conclusions on the approaches
for the inculcation of Thainess among Thai young
generation.
Step 7: Conclusion - The research results
and approaches for the inculcation of Thainess
among Thai young generation were presented
accordingly.
Results
1. Most of the students and teachers
recognized the Thainess values and realized
the appropriate Thainess characteristics. The
Thainess characteristics which should be
inculcated in Thai youth the most in the context
of Thai society at present were: being devoted
to the nation, religion and the king. Secondary
placed values were: gratitude and honesty.
2. Most of the students and teachers
realized that education took an important part
in implanting the Thainess, beginning with
the teachings from family institution, classes
provided by educational institutions, including,
enhancing learning process from every part of
the society, especially in mass-media institutions.
3. Most of the students and teachers
recognized that the most important educational
provision guidelines for inculcating the Thainess
were: an inculcation of Thainess to Thai youth
so they will be aware of the Thainess values,
a cultural integration in society, a co-operation and
development of families, educational institutions,
communities, society and organizations from
every part of the society together with the
development in learning process in order to
preserve and pass the Thainess on forever.
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 155
ABSTRACT
The purpose of this study was to develop and validate a model of teacher self-efficacy
perception. and related literatures. The Sample consisted of 420 teachers in schools under Chonburi
Education Service Area of the 2009 academic year. The research instrument teacher was a
Self - efficacy questionnaire. Descriptive statistics were derived by using SPSS. While the second
order confirmatory factor analysis validity were conducted by applying LISEL 8.72 and AMOS 16
The results were as follows :
1. The Self – efficacy of teacher consisted of 7 factor according to priority of factor loading
as following : Efficacy to Create a Positive School Climate, Disciplinary Self- Efficacy, Instructional
Self-Efficacy, Efficacy to Enlist parental Involvement , Efficacy to Enlist Community Involvement,
Efficacy to Decision making Efficacy to School Resources.
2. The construct validation of model factor analysis second order normal form Item have
influence indirect indicated relative fit of model provided /df = 1.74 RMSEA = 0.04, RMR = 0.06,
CFI = 0.99 The two-level model that was directly influenced by the secondary model provided a good
fit with /df = 1.60, RMSEA = 0.03, RMR = 0.05, CFI = 0.95
3. The result compare relative fit for model. The validation of the model revealed that
model A two-level Item have influenced direct form Factor analysis second order relative fit
of model based on that factor analysis second order normal form with statistical significance
at .01 level. provided /df = 1.74 df = 38
KEYWORDS : Confirmatory factor analysis , Teacher self-efficacy perceptions.
บทนำา
การศึกษาเป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญ นี้แล้ว การรับรู้ความสามารถในตนเองของครูก็นับว่าเป็น
งอกงามของบุคคลและสังคม ภารกิจหลักในการจัดการ กลไกที่สำาคัญ ที่เชื่อมโยงความรู้ และทักษะกับพฤติกรรม
ศึกษาทุกระดับคือการให้ความรู้ และทักษะทางปัญญาแก่ การสอนของครูให้ดำาเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ครู
ผู้เรียน ให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองในทุก ๆ ที่มีความรู้ความสามารถอาจไม่ประสบความสำาเร็จใน
ด้าน ดังพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 การสอน ถ้าเขาไม่รับรู้ความสามารถที่เขามีอยู่ แมดดุกซ์
ได้กำาหนดแนวการจัดการศึกษาที่ยึดหลักว่า นักเรียนทุก และสแตนเลย์ (Manddux & Stanley, 1986, p. 12)
คนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่า กล่าวว่า ในบรรดากลไกของการกระทำาให้บังเกิดผล ไม่มี
นักเรียนมีความสำาคัญที่สุด แต่การจัดการศึกษาจะประสบ กลไกใดสำาคัญไปกว่าความเชื่อในความสามารถของตน
ความสำาเร็จมากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถ แม้ว่าความรู้และทักษะจะเป็นสิ่งจำาเป็นต่อการปฏิบัติงาน
ของครู ครูจึงต้องพัฒนาตนเองให้มีความรู้ทางด้าน ให้สำาเร็จก็ยังไม่เพียงพอ เพราะบุคคลมักไม่ปฏิบัติให้ดี
วิชาการ มีทักษะและประสบการณ์ในการสอน นอกจาก ที่สุด ถ้าเขาไม่มีความเชื่อว่าเขาสามารถกระทำาได้
Journal of education
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 15
เริ่มต้นอ่านเขียน : ย้อนคิดและเรียนรู้เกี่ยวกับการรู้หนังสือ
ในระดับปฐมวัย
Beginning to Read and Write: Rethinking
and Learning about Literacy in Early Childhood
ภิญญดาพัชญ์ เพ็ชรรัตน์*
Email: pinyadapat@gmail.com
บทคัดย่อ
คำาว่า “การรู้หนังสือของเด็กปฐมวัย” นำามาใช้ในการอธิบายถึงพฤติกรรมและความเข้าใจเกี่ยวกับหนังสือและ
ตัวหนังสือของเด็กอายุ 3 – 6 ปีในลักษณะการแสดงท่าทางเลียนแบบพฤติกรรมการอ่านเขียนหรือแสดงท่าทางคล้าย
กำาลังอ่านเขียนแม้ว่าเด็กจะยังไม่สามารถอ่านออกเขียนได้อย่างเป็นทางการ การรู้หนังสือของเด็กปฐมวัยหมายถึงการ
ที่เด็กแสดงพฤติกรรมการอ่านเขียนขั้นต้นและการที่เด็กมีความรู้เกี่ยวกับตัวอักษรและเสียง ตัวหนังสือและภาพ คำา
และประโยค ความตระหนักเกี่ยวกับตัวอักษร ความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเสียงกับตัวอักษร และการออกเสียง
สะกดคำาเบื้องต้น ซึ่งสังเกตได้การที่เด็กพยายามออกแบบข้อความสื่อสารโดยใช้สัญลักษณ์ด้วยตนเอง รวมถึงการ
แทนที่คำาด้วยพยัญชนะหนึ่ง สอง หรือสามพยัญชนะ
บทความนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่ออธิบายวิธีการเรียนรู้หนังสือของเด็กปฐมวัยและนำาเสนอแนวปฏิบัติที่เหมาะสมใน
การส่งเสริมพัฒนาการทางการรู้หนังสือขั้นต้นของเด็กปฐมวัย บทความนี้เริ่มโดยการนำาเสนอความคิดรวบยอดเกี่ยว
กับการรู้หนังสือของเด็กปฐมวัย ข้อค้นพบจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการรู้หนังสือแรกเริ่มและการรู้หนังสือขั้นต้น
ระดับปฐมวัย มุมมองเกี่ยวกับการสอนเพื่อพัฒนาการรู้หนังสือระดับปฐมวัยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันโดยเริ่มจากการ
สอนภาษาแบบเดิม โปรแกรมการเตรียมความพร้อมทางการอ่าน การสอนภาษาแบบองค์รวม สู่ปรัชญาการรู้หนังสือ
ที่มุ่งเน้นการอ่านเขียนอย่างมีจุดมุ่งหมาย จากนั้นกล่าวถึงประเด็นขัดแย้งเกี่ยวกับการรับรู้หนังสือของเด็กปฐมวัย
รวมทั้งปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ช่วงท้ายของบทความนำาเสนอแนวการสอนภาษาที่มีประสิทธิภาพเพื่อพัฒนาการรู้หนังสือ
ของเด็กปฐมวัยบนพื้นฐานแนวการปฏิบัติที่เหมาะสมกับพัฒนาการ
คำาสำาคัญ: การรู้หนังสือแรกเริ่ม, การรู้หนังสือขั้นต้น, เด็กปฐมวัย
Abstract
The term literacy for young children is used to describe behaviors and understandings about
text demonstrated by 3 - 6 year-old children when they imitate or approximate reading and writing
*อาจารย์ ภาควิชาการจัดการเรียนรู้ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
Journal of education
128
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
เอกสารอ้างอิง
Journal of education
กรมประชาสงเคราะห์. (2538). รายงานการวิจัย สาเหตุ ปัญหาและความต้องการของคนเร่ร่อนขอทาน.
กรุงเทพ ฯ: กรมประชาสงเคราะห์
______. (2538). รายงานการวิจัย สาเหตุ ปัญหาและความต้องการของคนเร่ร่อนขอทาน.กรุงเทพ ฯ: กรม
ประชาสงเคราะห์
______. (2538). รายงานการสำารวจคนเร่ร่อนขอทานทั่วประเทศ ปี 2538. กรุงเทพ ฯ: กรมประชาสงเคราะห์
นที สรวารี. (ม.ป.ป.). คนเร่ร่อนไร้บ้าน คนไร้บ้าน เหมือน หรือต่างกันอย่างไร ในทัศนะการ
ทำางานของ อิสรชน. สืบค้นเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคา 2551, จาก www.issalachon.com
บุญเลิศ วิเศษปรีชา. (2546). เปิดพรมแดน โลกของคนไร้บ้าน. วิทยานิพนธ์ สม.ม. (มานุษยวิทยา). กรุงเทพฯ:
บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ถ่ายเอกสาร.
วิลาสลักษณ์ ชัววัลลี. (2548). เอกสารประกอบการสอนวิชาทฤษฎีและการวิจัยพัฒนาการทางจิต. กรุงเทพฯ:
สถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
สมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน. (2551). สืบค้นเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2551, จาก http://www.chumchonthai.
or.th
Mapstone, D. (2002). Retrieved July 13, 2008, from http://www.homeless.org.au
Mead, George Herbert. (1934/1962). Mind, Self and Society: From the Standpoint of Behaviorist.
Chicago: Chicago University Press. p.2-134.
Morse, J.M. (1992). Qualitative health research. Newbury Park: Sage.
Moustakas, C. (1994). Phenomenological research methods. Thousand Oaks, CA: Sage.
Rebeccas Community. (2002). Retrieved July 13, 2008, from http://www.homeless.org.au
Shand, A.M. (2004, Fall). The Live Experiences of Men Residing in an Inner City Shelter for
the Homeless. Thesis, M.Sc. (Occupational Therapy). University of Alberta (Canada).
Photocopied.
Snow, D.; & Anderson, L. (1993). Down on Their Luck : Study of Homeless Street People. Berkeley:
University of California Press.
144
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Journal of education
สัมผัสในระยะติดตามผล
4. เด็กที่มีประสบการณ์ทางลบที่ได้รับคำาปรึกษา
ตามแนวคิดทฤษฏีโปรแกรมภาษาประสาทสัมผัสมีความ
หยุ่นตัวในระยะหลังทดลองสูงกว่าระยะก่อนทดลอง
5. เด็กที่มีประสบการณ์ทางลบที่ได้รับคำาปรึกษา
ตามแนวคิดทฤษฏีโปรแกรมภาษาประสาทสัมผัสมีความ
หยุ่นตัวในระยะติดตามผลสูงกว่าระยะก่อนทดลอง
ขอบเขตการวิจัย
ประชากร เป็นเด็กที่มีประสบการณ์ทางลบ ซึ่ง
อยู่ภายใต้การดูแลจากสถานสงเคราะห์เด็กชาย โดยผ่าน
คุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำาหนดไว้ดังนี้
1.1 อายุ 13 - 21 ปี
1.2 สามารถอ่านออก เขียนได้ และสามารถ
สื่อสารด้วยภาษาไทยเข้าใจ ชัดเจน
1.3 ยินยอมเข้าร่วมโครงการวิจัยด้วยความ
สมัครใจ
กลุ่มตัวอย่าง เป็นเด็กที่มีประสบการณ์ทางลบ
ในสถานสงเคราะห์เด็กชาย และยินยอมเข้าร่วมโครงการ
วิจัยโดยผ่านการลงนามในเอกสารยินยอมเข้าร่วมการ
วิจัย จากนั้นทำาแบบประเมินความหยุ่นตัว ต่อมาคัดเลือก
กลุ่มตัวอย่างที่มีคะแนนความหยุ่นตัวอยู่ในระดับต่ำาที่สุด
จำานวน 10 คน แล้วทำาการเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีสุ่ม
อย่างง่าย เป็นกลุ่มทดลอง 5 คน และกลุ่มควบคุม 5 คน
ตัวแปรที่ศึกษา
1. ตัวแปรต้น ได้แก่ วิธีการให้คำาปรึกษาและระยะ
เวลาการทดลอง ดังนี้
1.1 วิธีการให้คำาปรึกษา จำาแนกเป็น 2 วิธี
ได้แก่
1.1.1 วิธีการให้คำาปรึกษาตามทฤษฏี
โปรแกรมภาษาประสาทสัมผัสโดยเทคนิคการปรับ
มโนภาพ
1.1.2 วิธีปกติ วิธีการให้คำาปรึกษาตามที่
สถานสงเคราะห์เด็กชายจัดให้
1.2 ระยะเวลาของการทดลอง แบ่งเป็น 3
ระยะ คือ ระยะก่อนทดลอง ระยะหลังการทดลอง และ
ระยะติดตามผล
2. ตัวแปรตาม ได้แก่ ความหยุ่นตัว
นิยามศัพท์เฉพาะ
ทฤษฏีโปรแกรมภาษาประสาทสัมผัส (Neuro
Linguistic Programming : NLP)หมายถึง ทฤษฏี
ทางจิตวิทยาการให้คำาปรึกษาโดยมีความเชื่อเรื่องความ
คิดและประสบการณ์ รับรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า ไปสู่
กระบวนการประมวลผลเพื่อให้ความหมายและแสดงออก
มาเป็นรูปแบบของพฤติกรรมทั้งทางวัจนภาษาและ
อวัจนภาษา ซึ่งมีเทคนิคอันหลากหลาย สำาหรับการวิจัย
ครั้งนี้ ผู้วิจัยเลือกใช้เทคนิคการปรับมโนภาพ
เทคนิคการปรับมโนภาพ (Visual Kinesthetic
Dissociation : VKD) เป็นหนึ่งในเทคนิคตามทฤษฏี
โปรแกรมภาษาประสาทสัมผัสที่เหมาะสำาหรับการ
เผชิญกับความกลัวของผู้รับคำาปรึกษาที่เคยประสบกับ
เหตุการณ์รุนแรงในอดีต โดยใช้ประสาทสัมผัสด้านการ
มอง และการสัมผัสด้วยการเชื่อมโยงกับสัญญาณพลัง
ทางบวก และสัญญาณพลังทางลบ ซึ่งสัญญาณพลังนี้จะ
ช่วยเสริมพลังให้แก้ผู้รับคำาปรึกษาที่จะจัดการกับสิ่งเร้า
ได้อย่างเหมาะสม ด้วยการสร้างกระบวนการ 3 ขั้นตอน
คือ การรักษาสมดุล เพื่อให้เกิดความพร้อมในการเผชิญ
วิกฤติของผู้รับคำาปรึกษา การแก้ไขปัญหา โดยนำาตนเอง
ที่มีคุณสมบัติในการแก้ปัญหากลับไปแก้ไขสิ่งที่ก่อให้เกิด
ความคับข้องใจนี้ และการเพิ่มศักยภาพให้แก่ตนเอง เพื่อ
ให้ผู้รับคำาปรึกษาสามารถเพิ่มเติมทักษะได้ด้วยตนเอง
เด็กที่มีประสบการณ์ทางลบ คือ เยาวชนในช่วง
วัยรุ่น อายุประมาณ 13 - 21 ปี ที่รับรู้
เหตุการณ์ทางด้านลบของชีวิต เช่น เร่ร่อน ด้อย
โอกาส ถูกกระทำารุนแรง ถูกล่วงละเมิดทางเพศ เป็นต้น
ความหยุ่นตัว หมายถึง ปัจจัยการปกป้องส่วน
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 103
สวนลำาไย โดยนักเรียนได้ใช้เวลาว่างจากการเรียนในการ
ช่วยเหลือครอบครัว แต่นักเรียนขาดทักษะและพื้นฐานใน
การประกอบอาชีพ ทำาให้เกิดปัญหาในเรื่องที่นักเรียนขาด
แรงจูงใจที่จะช่วยเหลือครอบครัวในการประกอบอาชีพ
จากปัญหาดังกล่าวผู้วิจัยจึงต้องการให้นักเรียน
มีความรู้พื้นฐานในการประกอบอาชีพการทำาสวนลำาไย
ซึ่งเป็นอาชีพหลักของครอบครัวเพื่อให้นักเรียนสามารถ
ช่วยเหลือผู้ปกครองในการประกอบอาชีพในการ
ช่วยเหลือตนเองและพึ่งพาตนเองได้ สร้างรายได้
ช่วยเหลือครอบครัวและส่งเสริมอาชีพของครอบครัวอีก
ทั้งยังสอดคล้องกับสังคมในปัจจุบัน สอดคล้องกับความ
ต้องการของท้องถิ่น ดังกล่าวมาข้างต้นแล้ว ผู้วิจัยจึง
มีความสนใจที่จะพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นกลุ่มสาระการ
เรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง อาชีพการทำา
สวนลำาไยในชุมชนโป่งน้ำาร้อน สอดคล้องที่ตัวชี้วัดของ
กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สาระ
ที่ 4 การอาชีพ ระบุว่าเมื่อผู้เรียนได้รับการจัดการเรียนรู้
แล้วนักเรียนจะสามารถ 1.อธิบายแนวทางการเลือกอาชีพ
2. มีเจตคติที่ดีในการประกอบอาชีพ 3. เห็นความ
สำาคัญในการสร้างอาชีพ ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งจะ
เป็นความรู้พื้นฐานให้กับนักเรียนและนักเรียนสามารถ
ต่อยอดความรู้ในระดับชั้นที่สูงขึ้นไปอีกทั้งยังเป็นการ
เป็นการนำาทรัพยากรมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์
ตลอดจนเป็นการให้นักเรียนได้เรียนรู้กับพื้นฐานอาชีพ
ในท้องถิ่นของตน มีทักษะในการทำางาน การประกอบ
อาชีพเพื่อช่วยเหลือครอบครัวเมื่อนักเรียนจบการศึกษา
หรือในการศึกษาระดับสูงต่อไป
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1. เพื่อพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นบูรณาการ กลุ่ม
สาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง อาชีพ
การทำาสวนลำาไยในชุมชนโป่งน้ำาร้อน สำาหรับนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนบ้านโป่งน้ำาร้อน
2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อน
การใช้หลักสูตรและหลังการใช้หลักสูตร
3. เพื่อศึกษาทักษะการปฏิบัติงานที่เกิดขึ้น
จากการจัดการเรียนการสอนโดยการใช้หลักสูตรท้อง
ถิ่นแบบบูรณาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ
และเทคโนโลยี เรื่อง อาชีพการทำาสวนลำาไยในชุมชน
โป่งน้ำาร้อน
4. เพื่อเปรียบเทียบเจตคติของนักเรียนต่ออาชีพ
การทำาสวนลำาไย หลังจากการจัดการเรียนรู้หลักสูตรท้อง
ถิ่นแบบบูรณาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ
และเทคโนโลยี เรื่อง อาชีพการทำาสวนลำาไยในชุมชน
โป่งน้ำาร้อน
สมมติฐานของการวิจัย
เพื่อนำาหลักสูตรที่พัฒนาไปทดลองใช้ นักเรียนจะ
เป็นดังนี้
1.นักเรียนที่ได้รับการสอนตามหลักสูตรท้องถิ่น
แบบบูรณาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ
และเทคโนโลยี เรื่อง อาชีพการทำาสวนลำาไยในชุมชน
โป่งน้ำาร้อน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงขึ้นกว่า
ก่อนการใช้หลักสูตร
2.นักเรียนที่ได้รับการสอนตามหลักสูตรท้องถิ่น
แบบบูรณาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ
และเทคโนโลยี เรื่อง อาชีพการทำาสวนลำาไยในชุมชน
โป่งน้ำาร้อน มีทักษะการปฏิบัติงานสูงกว่าเกณฑ์ที่กำาหนด
3.นักเรียนที่ได้รับการสอนตามหลักสูตรท้องถิ่น
แบบบูรณาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ
และเทคโนโลยี เรื่อง อาชีพการทำาสวนลำาไยในชุมชน
โป่งน้ำาร้อน มีเจตคติต่ออาชีพการทำาสวนลำาไยสูงกว่า
ก่อนการใช้หลักสูตร
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย
1. ได้หลักสูตรที่สอดคล้องกับสภาพของท้องถิ่น
Journal of education
88
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
patronage system and people who chose to use the patronage system. The management methods
used varied according to the contexts of schools. There were no concrete or clear-cut management
methods.
2. The good governance strategies utilized in the management of the patronage system
could be divided into four strategies. (1) School-level strategies used in preparation and planning
consisting of three measures: surveying of school-level preparation and readiness; requesting
approval of the students’ enrollment plan from higher-ranking administrators and adhering to
rules and regulations regarding students’ enrollment as guidelines in the operational step. (2) The
strategies of preparation step regarding student enrollment through the patronage system before
the actual intake of students could be divided into four measures: management emphasizing
community participation; transparency in the enrollment; preparation for the patronage system
and giving precedence to students within the school-service area (3) The management strategies
of patronage system enrollment in the process of student intake consisted of two measures:
through direct patronage enrollment with the school after failing the selection process and the
indirect patronage system through other people and (4) The management strategies at the end of
the patronage system enrollment process featured the reservation of students’ seats in case of
having to take in more students in emergency cases and maintaining the education quality and
standards in the popular schools.
Keywords strategies, patronage system of students, good governance, popular schools
Journal of education
บทนำา
การจัดการศึกษาตามแนวพระราชบัญญัติการ
ศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่
2) พ.ศ. 2545 หมวด 2 ว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ทางการ
ศึกษากำาหนดว่ารัฐต้องจัดการศึกษาให้บุคคลมีสิทธิและ
โอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อย
กว่าสิบสองปีที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั ่วถึงและมีคุณภาพโดย
ไม่เก็บค่าใช้จ่าย (สำานักงานรับรองมาตรฐานและประเมิน
คุณภาพการศึกษา, 2547, หน้า 8) ทำาให้หน่วยงาน
ทางการศึกษาต้องพยายามกำาหนดนโยบายและแนว
ปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียนที่เหมาะสมและสอดคล้อง
กับแนวพระราชบัญญัติดังกล่าว
สำาหรับโรงเรียนที่มีชื่อเสียงหรือโรงเรียนที่มี
อัตราการแข่งขันสูงที่มักเรียกกันว่า “โรงเรียนยอด
นิยม (Popular School)” มักจะมีจำานวนนักเรียนมา
สมัครเข้าเรียนเกินจากจำานวนที่กำาหนดไว้ตามแผนการ
รับนักเรียนของโรงเรียนอย่างต่อเนื่องทุกปี (Parents
Center, www, 2008) จากจำานวนผู้สนใจเข้าเรียนใน
โรงเรียนยอดนิยมจำานวนมากนี้เอง ทำาให้เกิดการแข่งขัน
ยื้อแย่งกันเข้าเรียนจึงเป็นที่มาของการฝากเด็กเข้าเรียน
ดังนั้นถึงแม้ว่าภาครัฐจะพยายามสร้างความเสมอภาคใน
โอกาสเข้ารับการศึกษาแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง แต่กลับมี
ข่าวเกี่ยวกับความไม่เป็นธรรมทางการศึกษาอยู่เสมอ เช่น
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 205
เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาการเรียนรู ้การใช้
อินเทอร์เน็ต เพื่อเป็นบทเรียนแก่อาจารย์ ในโรงเรียนสร้าง
ครูสาละวัน เพื่อช่วยให้อาจารย์ ในโรงเรียนสร้าง
ครูสาละวันมีความรู้เกี่ยวกับการใช้อินเทอร์เน็ตและ
สามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
เพื่อสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง
การใช้อินเทอร์เน็ต สำาหรับอาจารย์ในโรงเรียนสร้างครู
สาละวัน ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
ขอบเขตของการวิจัย
1. ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่อาจารย์
ในโรงเรียนสร้างครูสาละวัน ประเทศสาธารณรัฐ
ประชาธิปไตยประชาชนลาวปีการศึกษา 2552 จำานวน
58 คน
2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ อาจารย์
โรงเรียนสร้างครูสาละวัน ประเทศสาธารณรัฐ
ประชาธิปไตยประชาชนลาวปีการศึกษา 2552 จำานวน
30 คนจากประชากร 58 คน การสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการ
สุ ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) โดย
การนำารายชื่ออาจารย์จำานวน 58 คนมาจับฉลาก
เลือก 30 คน
3. ระยะเวลาในการดำาเนินการวิจัย ทำาการทดลอง
ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา ค.ศ 2009-2010 ของ
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ใช้เวลาในการ
ทดลอง 14 ชั่วโมง
4. เนื้อหาวิชา เนื้อหาวิชาที่ใช้ในการสร้างบทเรียน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนประกอบด้วย 3 หน่วยคือ หน่วย
ที่ 1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต ประกอบด้วย
ความหมายของอินเทอร์เน็ต ความเป็นมาของระบบ
เครือข่ายอินเทอร์เน็ต โปรโตคอลทีซีพี/ไอพี ระบบชื่อ
โดเมน การเชื่อมต่อทางอินเทอร์เน็ต หน่วยที่ 2 ประกอบ
ด้วย การใช้อินเทอร์เน็ตด้านการค้นหาข้อมูล ลักษณะ
และส่วนประกอบของเวิลด์ ไวด์ เว็บ การใช้โปรแกรมเว็บ
บราวเซอร์ การค้นหา และการดาวน์โหลดข้อมูล และ
หน่วยที่ 3 ประกอบด้วย การใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อ
การสื่อสาร ความหมายของอีเมล การสมัครเป็นสมาชิก
บริการฟรี อีเมล จากเว็บไซต์ที่ให้บริการ การส่งอีเมล
การรับ และการตอบ ลับ อีเมล การแนบไฟล์
การดาวน์โหลดไฟล์
วิธีดำาเนินการวิจัย
การวิจัยครั้งนี้ผู ้วิจัยได้ดำาเนินการตามรายละเอียด
ดังต่อไปนี้
การสร้างและหาคุณภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์
ช่วยสอนในเบื้องต้น
การสร้างและหาคุณภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์
ช่วยสอนในเบื้องต้น ผู้วิจัยได้ดำาเนินการ ดังนี้
1. ศึกษาและวิเคราะห์เนื้อหา วัตถุประสงค์ทั่วไป
จากตำารา และเอกสารเรื่องอินเทอร์เน็ตเบื้องต้น
เพื่อกำาหนดเนื้อหาและวัตถุประสงค์
2. ออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่
ประกอบด้วยขั้นนำาเข้าสู่บทเรียน ขั้นเสนอบทเรียน
แบบฝึกหัด/แบบทดสอบ และขั้นการจบบทเรียน
3. สร้างลำาดับการเขียนสตอรี่บอร์ด
4. เขียนโปรแกรม ผู้วิจัยได้นำาเอาเนื้อหาที่ได้
เตรียมไว้นั้นมาสร้างตามผังงาน และสตอรี่บอร์ด โดยนำา
ใช้โปรแกรม Macromedia Author ware version 7.1
โปรแกรมที่ช่วยในการสร้างกราฟิก ได้แก่ Adobe
Photoshop CS2, Camtasia Studio Edition 2.0 เสร็จ
แล้วทำาการทดสอบด้วยตัวเอง จากนั้นนำาไปให้ประธาน
ที่ปรึกษาตรวจสอบและปรับปรุง
5. นำาบทเรียนบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไป
ทดลองแบบหนึ่งต่อหนึ่งกับผู ้เรียนจำานวน 9 คนประกอบ
มีผู้เก่ง ปานกลาง อ่อน นำามาแก้ไขและปรับปรุง
Journal of education
100
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นแบบบูรณาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงาน
อาชีพและเทคโนโลยี เรื่องอาชีพการทำาสวนลำาไยในชุมชนโป่งน้ำาร้อน
สำาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาป�ที่ 1 โรงเรียนบ้านโป่งน้ำาร้อน
The Development of the Integrated Local Curriculum
on the Occupations and Technology Subjects on the
Topic “Logan Gardener in Pongnamron Community” for
Mathayomsuksa 1 Students of Banpongnamron School
Journal of education
ฤทัย สุขเลิศ*
E-mail:drhutai@yahoo.com
อารมณ์ เพชรชื่น**
ไพรัตน์ วงษ์นาม***
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นแบบบูรณาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและ
เทคโนโลยี เรื่องอาชีพการทำาสวนลำาไยในชุมชนโป่งน้ำาร้อน สำาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนบ้านโป่งน้ำาร้อน
อำาเภอโป่งน้ำาร้อน จังหวัดจันทบุรี มีวิธีการดำาเนินงาน 5 ขั้นตอน คือ 1. การศึกษาข้อมูลพื้นฐาน 2.การสร้างหลักสูตร
3. การประเมินหลักสูตรก่อนนำาไปใช้ 4. การนำาหลักสูตรไปทดลองใช้ 5. การปรับปรุงแก้ไขหลักสูตร กลุ่มตัวอย่าง
ในการทดลองใช้หลักสูตร คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านโป่งน้ำาร้อน อำาเภอ
โป่งน้ำาร้อน จังหวัดจันทบุรี จำานวน 25 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ประเมินหลักสูตร
โดยวิธี Puissance Measure (P.M.) เพื่อหาคุณภาพของหลักสูตรก่อนนำาไปทดลองใช้โดยผู้วิจัยเป็นผู้สอนเองใช้
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบวัดเจตคติ ดำาเนินการวิจัยโดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบ One group
– Pretest – Posttest Design การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าที (t-test)
ผลการวิจัยพบว่า
1. หลักสูตรท้องถิ่นแบบบูรณาการที่มีคุณภาพสูง หลักสูตรองค์ประกอบครบถ้วน หลักสูตรมีความเหมาะสม
กับสภาพท้องถิ่นของผู้เรียนและมีประโยชน์ต่อชีวิตประจำาวัน
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังการใช้หลักสูตรท้องถิ่นสูงกว่าก่อนการใช้หลักสูตรท้องถิ่นอย่าง
มีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ .01
* นิสิตหลักสูตรการศึกษามหาบัณฑิต สาขาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
** รองศาสตร์จารย์ ดร. ภาควิชาการจัดการเรียนรู้ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์
*** รองศาสตราจารย์ ดร. ภาควิชาวิจัยและวิทยาประยุกต์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์
96
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Journal of education
ข้อเสนอแนะเพื่อการประยุกต์ใช้
ผลจากการวิจัยมีข้อเสนอแนะเพื่อการประยุกต์ใช้
ใน 4 ด้าน ดังนี้
1. ด้านนโยบาย ควรแก้ไขกฏระเบียบเกี่ยวกับ
การรับนักเรียนที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมและสามารถปฏิบัติ
ได้จริง และหาทางป้องกันมิให้ผู้มีอำานาจทางการเมือง
ข้าราชการ หน่วยงานหรือองค์กรภาครัฐใช้อำานาจบารมี
ในการฝากเด็ก โดยกำาหนดบทลงโทษทั้งผู้ฝากและผู้รับ
เด็กฝากให้เด็ดขาดและบังคับใช้อย่างจริงจัง รวมถึงการ
หาแนวทางการพัฒนาและสร้างมาตรฐานให้ทุกโรงเรียนมี
คุณภาพการศึกษาใกล้เคียงกันจนเสมือนเป็นโรงเรียนยอด
นิยมโดยทั ่วกัน
2. ด้านงบประมาณ ควรจัดสรรงบประมาณให้
โรงเรียนอย่างเพียงพอต่อการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ
หากภาครัฐไม่สามารถจัดสรรงบประมาณดังกล่าวได้ควร
อนุญาตให้โรงเรียนยอดนิยม ขนาดใหญ่พิเศษสามารถ
เก็บค่าใช้จ่ายได้ตามสภาพจริง โดยสร้างระบบตรวจสอบ
ให้มีคุณภาพ หรือ เชิญชวนให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วน
ร่วมในการสนับสนุนการศึกษาอย่างจริงจังและเป็นระบบ
3. ด้านการบริหารจัดการ ควรกำาหนดเขตพื้นที่
บริการของแต่ละโรงเรียนให้ชัดเจน เพื่อลดปัญหาการ
ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการรับเด็กในเขตพื้นที่บริการ และ
ป้องกันไม่ให้มีการใช้สิทธิเลือกโรงเรียนซ้ำาซ้อนกันโดย
ใช้ข้อสอบคัดเลือกชุดเดียวกันและสอบพร้อมกันทั่ว
ประเทศ ส่วนการคัดเลือกนักเรียนรอบที่สองให้ใช้วิธีการ
จับสลากพร้อมกันทุกโรงเรียน รวมถึงการรับเด็กฝากเข้า
เรียนด้วยการกำาหนดเกณฑ์คะแนนสอบคัดเลือกควบคู่
กับการพิจารณาคุณสมบัติด้านต่างๆ ของผู้เรียนประกอบ
4. ด้านผู้บริหารสถานศึกษา ควรยึดหลัก
ธรรมาภิบาลในข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อร่วมกันในการ
จัดการรับเด็กฝากเข้าเรียน ได้แก่ ด้านความถูกต้อง
เป็นธรรมโดยยึดถือระเบียบเกี่ยวกับการรับนักเรียนเป็น
แนวทางปฏิบัติและให้ความสำาคัญกับนักเรียนในเขตพื้นที่
บริการ ด้านความสุจริตโปร่งใสโดยให้การพิจารณารับเด็ก
ฝากเป็นรูปคณะกรรมการซึ่งผู้บริหารสถานศึกษาไม่ควร
ร่วมเป็นกรรมการ ด้านการตรวจสอบได้โดยกำาหนด
เกณฑ์คะแนนขั้นต่ำาของเด็กฝากและให้คณะกรรมการ
ประเมินคุณลักษณะด้านต่างๆ ของผู้เรียนในรูปคะแนน
ดิบเพื่อความสะดวกในการพิจารณา ด้านการมีผู้รับ
ผิดชอบโดยมอบหมายให้คณะกรรมการเป็นผู้วางแผน
กำาหนดขั้นตอน วิธีการและเกณฑ์การพิจารณา โดยหลีก
เลี่ยงการรับเด็กฝากด้วยดุลพินิจของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
และด้านการมีส่วนร่วม โดยผู ้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทุกภาค
ส่วนและให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการพัฒนาผู้เรียน
โดยการทำาบันทึกข้อตกลงความร่วมมือและมีการกำากับ
ติดตามให้เป็นไปตามข้อตกลงอย่างต่อเนื่อง
ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรศึกษาและเปรียบเทียบวิธีการจัดการรับเด็ก
ฝากเข้าเรียนของโรงเรียนยอดนิยมที่มีลักษณะแตกต่าง
กัน เช่น มีผู้อุปถัมภ์กับไม่มีผู้อุปถัมภ์ โรงเรียนภาครัฐกับ
ภาคเอกชน หรือโรงเรียนที่มีผู้บริหารสถานศึกษาเป็นชาย
กับเป็นหญิง เป็นต้น
2. ควรมีการศึกษาเกี่ยวกับการแก้ปัญหาการฝาก
เด็กเข้าเรียนโดยใช้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทุกภาคส่วน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีส่วนร่วมจากผู้บังคับบัญชาระดับ
สูง โดยอาศัยกระบวนการวิจัย เชิงปฏิบัติการแบบมีส่วน
ร่วม (Participatory Action Research)
3. ควรนำากลยุทธ์ที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้ไปทดลอง
ใช้กับโรงเรียนยอดนิยมบางแห่งในลักษณะของการศึกษา
นำาร่อง (Pilot Study) เพื่อพิจารณาผลที่เกิดขึ้นว่ากลยุทธ์
และมาตรการต่างๆ ช่วยทำาให้การจัดการรับเด็กฝากเข้า
เรียนสะท้อนให้เห็นความเป็นธรรมาภิบาลมากขึ้นหรือไม่
ภาพ 4 ส่วนหนึ ่งของเมนู Options
� � ป้ อนจ อนเฉลยหรือค านวนตัวเลือกของข้อสอบ าตอบ ให้ตรงกับข้อสอบซึ เช่น ข้อสอบที่มีตัวเลือกสองตัว ่งอยู ่บรรทัดบน (ถูก/ผิด) ให้ป้ อน 2
ข้อสอบที่มีตัวเลือกสี่ตัวคือ (ในที่นี ้คือ 144 ... ถึง … 412) A-B-C-D ก็ป้ อน 4 เป็ นต้น
� � ให้ระบุว่า ป้ อนจ วารสารศึกษาศาสตร์ านวนตัวเลือกของข้อสอบ ต้องการวิเคราะห์ ปีที่ (Y) 22 หรือไม่วิเคราะห์ เช่น ฉบับที่ ข้อสอบที่มีตัวเลือกสองตัว 3 เดือน (N) มิถุนายน ข้อใด 2554 (ถูก/ผิด) - กันยายน ให้ป้ 2554 อน 2 39
� ข้อสอบที่มีตัวเลือกสี่ตัวคือ ป้ อนจ านวนผู้สอบ จ านวนข้อสอบและความยาวของชื่อและ/หรือรหัสผู้สอบ
A-B-C-D ก็ป้ อน 4 เป็ นต้น
3 . ป้อนเฉลยหรือคำาตอบ � � ให้ระบุว่า อนข้อมูลของผู้สอบเป็ ต้องการวิเคราะห์ ให้ตรงกับข้อสอบซึ่งอยู่บรรทัดบน
นรายคน (Y) หรือไม่วิเคราะห์ บรรทัดละ 1 คน
(ในที่นี้คือ (N) ในที่นี ข้อใด
้มี
144
17
...
คน
ถึง … 412)
4 . ป้อนจำานวนตัวเลือกของข้อสอบ � านวนผู้สอบ จ านวนข้อสอบและความยาวของชื่อและ/หรือรหัสผู้สอบ
เช่น ข้อสอบที่มีตัวเลือกสองตัว (ถูก/ผิด) ให้ป้อน 2 ข้อสอบที่มีตัวเลือกสี่ตัว
คือ A-B-C-D ก็ป้อน
(คนที่
4
1
เป็นต้น
คือ Student 01 142 ... ถึง …412)
� ป้ อนข้อมูลของผู้สอบเป็ นรายคน บรรทัดละ 1 คน ในที่นี ้มี 17 คน
5 . ให้ระบุว่า เมื่อป้ อนเสร็จแล้วก็บันทึกไฟล์ ต้องการวิเคราะห์ (Y) หรือไม่วิเคราะห์ หรือประมวลผล (N) ข้อใด ซึ ่งจะได้ผลลัพธ์ดังภาพ 3
6 . ป้อนจำานวนผู้สอบ (คนที่ 1 คือ Student จำานวนข้อสอบและความยาวของชื่อและ/หรือรหัสผู้สอบ
01 142 ... ถึง …412)
7 . ป้อนข้อมูลของผู้สอบเป็นรายคน เมื่อป้ อนเสร็จแล้วก็บันทึกไฟล์ บรรทัดละ หรือประมวลผล 1 คน ในที่นี้มี ซึ ่งจะได้ผลลัพธ์ดังภาพ 17 คน (คนที่ 1 คือ Student 3 01 142 ... ถึง …412)
เมื่อป้อนเสร็จแล้วก็บันทึกไฟล์ หรือประมวลผล ซึ่งจะได้ผลลัพธ์ดังภาพ 3
ภาพ 3 ผลการวิเคราะห์ (ผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องกับผู้สอบอยู ่ด้านซ้ายมือ/ที่เกี่ยวข้องกับข้อสอบอยู ่ด้านขวามือ)
ภาพ ภาพ 3 ผลการวิเคราะห์ เมนูอื่นๆ 3 ผลการวิเคราะห์ ที่น่าสนใจ (ผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องกับผู้สอบอยู
(ผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องกับผู้สอบอยู่ด้านซ้ายมือ/ที่เกี่ยวข้องกับข้อสอบอยู่ด้านขวามือ)
่ด้านซ้ายมือ/ที่เกี่ยวข้องกับข้อสอบอยู ่ด้านขวามือ)
เมนู Options ในภาพ 4 มีค าสั่งต่างๆ ให้เลือกใช้หลายอย่าง เช่น การก าหนดค่าร้อยละของ
เมนูอื่นๆ ที่น่าสนใจ
คะแนนเพื่อตัดเกรด
เมนูอื่นๆ ที่น่าสนใจ
เมนู Options ในภาพ ซึ ่งมีระบบเกรดให้เลือกหลายชนิด 4 มีคำาสั่งต่างๆ ให้เลือกใช้หลายอย่าง เทคนิคการวิเคราะห์ข้อสอบ เช่น การกำาหนดค่าร้อยละของคะแนนเพื่อตัด
การเรียงล าดับ
เมนู Options ในภาพ 4 มีค าสั่งต่างๆ ให้เลือกใช้หลายอย่าง เช่น การก าหนดค่าร้อยละของ
เกรด ของผลลัพธ์ตามค่าต่างๆ ซึ่งมีระบบเกรดให้เลือกหลายชนิด เป็ นต้น เทคนิคการวิเคราะห์ข้อสอบ การเรียงลำาดับของผลลัพธ์ตามค่าต่างๆ เป็นต้น
คะแนนเพื่อตัดเกรด ซึ ่งมีระบบเกรดให้เลือกหลายชนิด เทคนิคการวิเคราะห์ข้อสอบ การเรียงล าดับ
ของผลลัพธ์ตามค่าต่างๆ เป็ นต้น
ภาพ
ภาพ
4
4
ส่วนหนึ
ส่วนหนึ่งของเมนู
่งของเมนู Options
Options
Journal of education
้
้
190 Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
5
และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยใช้แบบสอบถามในลักษณะประมาณค่า (Rating Scale)
เหมาะสมของรูปแบบ กับกลุ่มตัวอย่าง 3 มหาวิทยาลัย
เพื่อให้ได้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไขรูปแบบการบริหารงานวิชาการมหาวิทยาลัยในก
ผลการวิจัย
ากับของรัฐใน
คือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยวลัย
ประเทศไทย
จากการวิเคราะห์วิธีปฏิบัติที่เป็ นเลิศ (Best
ลักษณ์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
4. ปรับปรุงรูปแบบการบริหารงานวิชาการ มหาวิทยาลัยในก
Practices)
ากับของรัฐโดยน
ของการบริหารงานวิชาการ
าข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับ
มหาวิทยาลัยใน
โดยใช้แบบสอบถามในลักษณะประมาณค่า (Rating
รูปแบบที่ได้จากการสอบถามความคิดเห็นเพื่อประเมินความเหมาะสม
ก�ำกับของรัฐ
ของกลุ่มตัวอย่างทั
ในประเทศไทยและต่างประเทศ และผลการ
้ง 3 มหาวิทยาลัย มา
Scale) เพื่อให้ได้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไขรูป ตรวจสอบรูปแบบการบริหารงานวิชาการ ท�ำให้ได้รูป
พัฒนาและปรับปรุง เพื่อให้ได้รูปแบบการบริหารงานวิชาการที่เหมาะสมกับประเทศไทย
แบบการบริหารงานวิชาการมหาวิทยาลัยในกำากับของ แบบการบริหารงานส�ำหรับวิชาการมหาวิทยาลัยในก�ำกับ
รัฐในประเทศไทย
ของรัฐ ที่เหมาะสมกับประเทศ ดังนี
ผลการวิจัย
4. ปรับปรุงรูปแบบการบริหารงานวิชาการ องค์ประกอบของรูปแบบการบริหารงานวิชาการ
จากการวิเคราะห์วิธีปฏิบัติที่เป็ นเลิศ (Best Practices) ของการบริหารงานวิชาการ มหาวิทยาลัยในก ากับ
มหาวิทยาลัยในกำากับของรัฐโดยนำาข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับ สำาหรับมหาวิทยาลัยในกำากับของรัฐ มี 4 ด้าน (The
ของรัฐ ในประเทศไทยและต่างประเทศ และผลการตรวจสอบรูปแบบการบริหารงานวิชาการ ท าให้ได้รูปแบบการ
รูปแบบที่ได้จากการสอบถามความคิดเห็นเพื่อประเมิน MAIN of Academic Tree Model) ประกอบไปด้วย
บริหารงานส าหรับวิชาการมหาวิทยาลัยในก ากับของรัฐ ที่เหมาะสมกับประเทศ ดังนี
ความเหมาะสม ของกลุ่มตัวอย่างทั้ง 3 มหาวิทยาลัย 1. ด้านการบริหารจัดการ (Management)
องค์ประกอบของรูปแบบการบริหารงานวิชาการ ส าหรับมหาวิทยาลัยในก ากับของรัฐ มี 4 ด้าน (The
มาพัฒนาและปรับปรุง เพื่อให้ได้รูปแบบการบริหารงาน 2. ด้านพันธมิตรและเครือข่าย (Alliance and
MAIN of Academic Tree Model) ประกอบไปด้วย
วิชาการที่เหมาะสมกับประเทศไทย
Network)
1. ด้านการบริหารจัดการ (Management)
3. ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี (Innovation
2. ด้านพันธมิตรและเครือข่าย (Alliance and Network)
and Technology)
3. ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี (Innovation and Technology)
4. ด้านการผลิตองค์ความรู้ (New Knowledge)
4. ด้านการผลิตองค์ความรู้ (New Knowledge)
Journal of education
รูปภาพ รูปภาพ : องค์ประกอบรูปแบบการบริหารงานวิชาการ : ส สำาหรับมหาวิทยาลัยในกำากับของรัฐ ากับของรัฐ “The MAIN of “The MAIN of
Academic Tree Model”
72
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Journal of education
Ferraro, J. M. (2000). Reflective Practice and Professional Development. Retrieved April 4, 2008,
from ERIC Digest database.
Johnson, K.& Morrow, K. (1987). Communication in the classroom(5 th ed).Hong Kong: Wilture
Printing Co.Ltd.
Kolb, D.A. (1984). Experiential Learning Theory Experience as The Source of Learning and
Development. The United States of America: Prentice-Hall, Inc.
Kolb, D.A., Boyatzis, R.E. & Mainemelis, C., (1999). Experiential Learning Theory: Previous Research
and New Directions. Retrieved July 23, 2008, from http://www.learningfromexperience.
com/
Meskill, C. (2005) Infusing English Language Learner Issues Throughout Professional Educator
Curricula: The Training All Teachers Project. Teachers College Record. 107, 4:739-756.
Miller, J., Jacquelin, C., Kovacs, P.J., Rosenblum, A., & Wright,L. (2005). Special Section: Field
Education in Social Work ; Field Education: Student and Field Instructor Perceptions of
the Learning Process. Journal of Social Work Education, 41 (1).132. Retrieved July 23,
2008, from Proquest database.
Muro, P.D. & Terry, M. A. (2007). Matter of Style: Applying Kolb’s Learning Style Model to
College Mathematics Teaching Practices. Journal of College Reading and Learning, 38(1).
54 – 55. Retrieved July 23, 2008, from Wilson database.
Neill, J. (2004). Experiential Learning Cycles. http:// wilderdom.com. Retrieved April 18, 2008.
Oliva, P. F. (2004). Developing the Curriculum. (6 th ed). The United States of America : Pearson
Education, Inc.
Powell, K., & Wells, M. (2002). The Effectiveness of Three Experiential Teaching Approaches
on Student Science Learning in Fifth-Grade Public School Classrooms. The Journal of
Environmental Education.33(2). 33 – 38. from Wilson database.
Richards, J.C., (n.d.A). Communicative Language Teaching Today. Retrieved October 31, 2008,
from http://www.cambridge.com.mx/site/EXTRAS/jack-CD.pdf
Roberts, J. (1998). Language Teacher Education. Great Britain: JW Arrowsmith, Bristol.
Saylor, J. G., & Alexander, W. M., & Lewis, A. J. (1981). Curriculum Planning for Better Teaching
and learning. (4 th ed). New York: Holt , Rinehart and Winston.
Terry, M.(2001).Translating Learning Style Theory into University Teaching Practices: An Article
Based on Kolb’s Experiential Learning Model. Journal of College Reading and Learning,
32(1). 68 – 85. Retrieved July 23, 2008, from Wilson database.
(หรือมีปริมาณ) เกิดขึ ้นได้มากน้อยเพียงใด
ถ้าข้อสอบที่น ามาวิเคราะห์เป็ นข้อสอบกลางภาค เราสามารถน าช่ว
วารสารศึกษาศาสตร์ วิเคราะห์ได้นี ปีที่ 22 ้ไปใช้ในการพยากรณ์เกรดของผู้เรียนได้ ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน เพื่อกระตุ้นและเป็ 2554 41 นแรงบัน
มีความเพียรมากขึ ้น ดังตัวอย่างค าพยากรณ์ของนักศึกษาที่สอบได้ 53 คะแนนต่อไป
ผลลัพธ์ในภาพ 7.1 นักศึกษาหมายเลข 1 สอบ จำานวน 2 คนที่สอบได้เกรด B- ส่วนที่เหลือ 1 คนขึ้นอยู่
ได้ 53 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 81.54 ได้เกรด B- “ในจ กับพฤติกรรมการเรียนหลังการสอบกลางภาคดังนี้คือ านวนนักศึกษา 3 คนที่สอบกลางภาคได้ 53 คะแนนนั้น ถ้า ถ้า
(ตามเกณฑ์ที่กำาหนดในภาพ 5) โดยมีโอกาส เพียรเท่าเดิมก็จะมีจ นักศึกษามีความเพียรมากขึ้น านวน 2 คนที่สอบได้เกรด ก็จะได้เกรดสูงกว่า B- ส่ วนที่เหลือ B- แต่ 1 คนขึ้น
สองในสาม (ร้อยละ 68) ที่จะสอบได้คะแนนอยู่ในช่วง การเรียนหลังการสอบกลางภาคดังนี้คือ ถ้านักศึกษาประมาทแล้ว ก็จะได้เกรดต่ำากว่า ถ้านักศึกษามีความเพียรมากขึ้น
B- เกรด
50.1 ถึง 55.9 และมีโอกาสร้อยละ 95 ที่จะสอบได้ ใดเกรดหนึ่ง”
กว่า B- แต่ถ้านักศึกษาประมาทแล้ว ก็จะได้เกรดต ่ากว่า B- เกรดใดเกรดหน
คะแนนอยู่ในช่วง 47.3 ถึง 58.7
ดังนั้น นักศึกษาหมายเลข 1 ที่สอบได้ 53 คะแนน
สูตรช่วงความเชื่อมั่น
ดังนั ้น นักศึกษาหมายเลข นั้น ถ้าต้องการให้ได้เกรดสูงกว่า 1 ที่สอบได้ 53 คะแนนนั B- จะต้องมีความ ้น ถ้าต้องการให้ไ
ช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 68 คือ จะต้องมีความพากเพียรมากขึ
“คะแนนดิบ ± พากเพียรมากขึ้น
1 (SEM)” เมื่อ SEM คือ ความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน
ในการวัดค่า (Standard Error of Measurement)
และช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95 คือ “คะแนนดิบ ±
2 (SEM)” ดังนั้น ช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 68 ของ
นักศึกษาหมายเลข 1 คือ …
โอกาสร้อยละ 68 = คะแนนดิบ ± 1 (SEM), ภาพ 7.2 ข้อมูลเกี่ยวกับผู้สอบในหน้าต่างด่วน
ค่า SEM นำามาจากภาพ 12
ภาพ 7.2 “Quick ข้อมูลเกี่ยวกับผู้สอบในหน้าต่างด่วน Results Viewer” (ต่อ) “Quick Results Viewer”
= 53 ± 1 (2.859)
ผลลัพธ์ในภาพ 7.2 คือการสรุปข้อมูลเกี่ยวกับ
= 50.1 - 55.9, สามารถนำาคะแนนนี้ไปพยากรณ์ คะแนนของผู้สอบ ได้แก่ จำานวนผู้เข้าสอบ (17 คน)
เกรดของผู้เรียนได้
คะแนนเต็ม (65 คะแนน) คะแนนต่ำาสุด (33) คะแนน
หมอดูวิทยาศาสตร์
สูงสุด (55) คะแนนมัธยฐาน (52) คะแนนเฉลี่ย (49) ค่า
หมอดูวิทยาศาสตร์ คือ หมอดูที่ใช้กระบวนการ เบี่ยงเบนมาตรฐาน (6.362) ความแปรปรวน (40.471)
ทางวิทยาศาสตร์เป็นหลักในการหาคำาตอบ โดยคำาตอบที่ ความเบ้ (-1.132) และความโด่ง (0.199โดยความเบ้/
หาได้นั้น สามารถบอกโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ว่า เหตุการณ์ ความโด่งมีความหมายดังต่อไปนี้
ที่พยากรณ์นั้น มีโอกาส (หรือมีปริมาณ) เกิดขึ้นได้มาก เมื่อเปรียบเทียบระหว่างค่าเฉลี่ย (Mean)
น้อยเพียงใด
มัธยฐาน (Median) และฐานนิยม (Mode) แล้ว ความ
ถ้าข้อสอบที่นำามาวิเคราะห์เป็นข้อสอบกลางภาค เบ้เป็นลบ (-) ดังภาพ 7.3 แปลว่า คะแนนเฉลี่ยมีค่าน้อย
เราสามารถนำาช่วงความเชื่อมั่นที่วิเคราะห์ได้นี้ไปใช้ใน กว่าอีกสองค่า (Mean < Median < Mode) ซึ่งเป็นผล
การพยากรณ์เกรดของผู้เรียนได้ เพื่อกระตุ้นและเป็น มาจากข้อสอบง่ายหรือคนสอบเป็นกลุ่มเก่ง ความเบ้เป็น
แรงบันดาลใจให้ผู้เรียนมีความเพียรมากขึ้น ดังตัวอย่าง บวก (+) ดังภาพ 7.4 แปลว่า คะแนนเฉลี่ยมีค่ามากกว่า
คำาพยากรณ์ของนักศึกษาที่สอบได้ 53 คะแนนต่อไปนี้ อีกสองค่า (Mode < Median < Mean) ซึ่งเป็นผลมา
“ในจำานวนนักศึกษา 3 คนที่สอบกลางภาคได้ จากข้อสอบยากหรือคนสอบเป็นกลุ่มอ่อน
53 คะแนนนั้น ถ้านักศึกษามีความเพียรเท่าเดิมก็จะมี
Journal of education
174
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Journal of education
ของผู้ประสานงาน แต่ละสถาบันมีหน้าที่กำาหนดนโยบาย
และแผนการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาในสถาบัน
อุดมศึกษาให้มีความรู้ ความเข้าใจในการทำางานบนพื้น
ฐานของทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำากัด ปรับเปลี่ยนระบบ
การจัดสรรทุนสำาหรับการวิจัยและใช้ระบบการพิจารณา
ตามผลการปฏิบัติงานของสถาบันที่มีการวิจัยที่ดีที่สุด
และดำาเนินการสร้างจิตสำานึก ความเข้าใจในหลักการ
เหตุผล และความจำาเป็นในการจัด ระบบเครือข่ายความ
ร่วมมือแก่บุคลากรทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ตระหนัก
ในบทบาทหน้าที่ของตนที่มีต่อการจัดระบบเครือข่าย
ความร่วมมือภายในและภายนอกสถาบัน รวมทั้งสร้าง
บรรยากาศและวัฒนธรรมการวิจัยที่เอื้อต่อการทำางาน
วิจัย สร้างเครือข่ายระบบฐานข้อมูลในเชิงรุก สามารถนำา
ไปขยายผลได้ และสามารถนำาไปใช้จริงได้ จัดทำารายงาน
ติดตามและประเมินผลความร่วมมืออย่างเป็นทางการ
เป็นประจำาปีและตามระยะเวลาของการดำาเนินโครงการ
มีการทบทวนกฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ของสถาบันที่
เป็นอุปสรรคต่อความร่วมมือเป็นระยะ ๆ
อภิปรายผลการวิจัย
จากผลการวิจัยมีประเด็นที่ผู้วิจัยนำามาอภิปราย
ผลดังนี้
1. ความร่วมมือในการผลิตบัณฑิตด้านการวิจัย
ผลการวิจัยพบว่าการผลิตบัณฑิตด้านการวิจัยควรมุ่ง
ให้ผู้เรียนมี โลกทัศน์และมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล รู้จักคิด
วิเคราะห์ แสวงหาความรู้ สถาบันอุดมศึกษาต้องผลิต
บัณฑิตที่มีทักษะทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ มีความรู้
ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน มีจิตสาธารณะ มีทักษะในกระบวน
การคิด และควรจัดการเรียนการสอนแบบทีม เปิดโอกาส
ให้นักศึกษาเลือกเรียนร่วมกันในแต่ละโปรแกรมได้ นับ
ว่าสอดคล้องกับไพฑูรย์ สินลารัตน์ (2546) ที่กล่าวว่า
ในอนาคตสถาบันควรผลิตบัณฑิตที่มีความเชี่ยวชาญใน
สมรรถนะของวิชาชีพ มุ่งเน้นผลิตบัณฑิตด้านเทคโนโลยี
และสอดคล้องกับสำานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
(2550, หน้า 20) ที่กล่าวว่าการผลิตบัณฑิตควรผลิตให้
เป็นผู้เรืองปัญญาสามารถทำางานร่วมกับผู้อื่นได้เน้นการ
ทำางานเป็นทีม
2. โครงสร้างและเครือข่ายความร่วมมือการวิจัย
ผลการวิจัยพบว่าอนาคต แต่ละสถาบันควรกำาหนดเป้า
หมาย วัตถุประสงค์ แผนงาน และแนวปฏิบัติของตนเอง
ให้สอดคล้องกับหลักการความร่วมมือระหว่างสถาบัน มี
การจัดสรรงบประมาณร่วมกัน และจัดตั้งหน่วยงานกลาง
เพื่อประสานความร่วมมือระหว่างสถาบัน ยอมรับคุณภาพ
ของผลผลิตความรู้และบัณฑิตที่สถาบันผลิตออกสู่
สังคม โดยปราศจากเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น ขณะเดียวกัน
อุดมศึกษาต้องยอมรับในความแตกต่างของวัฒนธรรม
องค์กรของแต่ละแห่งคำานึงถึงบทบาทหน้าที่ และแนว
ปฏิบัติที่ร่วมกันกำาหนดโดยยึดหลัก“สามประสาน” คือ
1) ประสานหน่วยงานของรัฐที่มีทุน 2) ประสานเอกชน
3) ประสานการนำานักศึกษาเข้าไปฝึกงานในหน่วยงาน
เอกชน นับว่าสอดคล้องกับแนวคิดของชูเวช ชาญสง่า
เวช (2542, หน้า 46) ที่กล่าวว่าความร่วมมือเป็นการ
เพิ่มขีดความสามารถให้กับองค์กร สถาบันแต่ละแห่งควร
ร่วมมือกันแบ่งปันประสบการณ์และทรัพยากรที่มีระหว่าง
กัน เพื่อนำาพาให้สถาบันอุดมศึกษาบรรลุความเป็นเลิศได้
3. การจัดและดำาเนินกิจกรรมความร่วมมือ
การวิจัย ผลการวิจัยพบว่าการจัดความร่วมมือให้มี
ประสิทธิภาพและประสิทธิผล ต้องสร้างเครือข่ายที่หลาก
หลายมากขึ้น ตลอดจนการเข้าร่วมเครือข่ายควรเป็นนัก
วิจัยที่อยู่ในด้านเดียวกัน นับว่าสอดคล้องกับแนวคิดของ
จุฑาทิพย์ ภัทราวาท และคณะ (2549, หน้า 92 – 93)
ที่กล่าวว่าทีมวิจัยเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำาเร็จของ
การวิจัย
4. หน่วยงานที่รับผิดชอบ ผลการวิจัยพบว่า
ผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษาของแต่ละสถาบัน
ควรให้ความสำาคัญกับงานวิจัยให้มากขึ้น รวมทั้งจัดตั้ง
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 143
สามารถในการดูแลตนเอง ความเป็นอิสระ ความรับ
ผิดชอบ ความเข้าใจ ความมีเมตตา การเผชิญหน้ากับ
เหตุการณ์ต่าง ๆ ด้วยความเชื่อมั่น และการมีศรัทธา
ผู้ปกครองสามารถสอนให้เด็กรู้ถึงวิธีการสื่อสารกับบุคคล
ภายนอกและการแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ยังควรสอนการ
รับมือกับความคิดในแง่ลบ ความรู้สึก และพฤติกรรมของ
เขาด้วย (Grotberg, 1995)
เด็กที่มีประสบการณ์ในด้านลบต้องพบกับความ
ยากลำาบาก และเรื่องร้ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โดยยากที่จะ
ป้องกันตัวเอง จนกลายเป็นความตึงเครียดที่ติดตัวมา
สู่วัยผู้ใหญ่ แม้ว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะผ่านไปแล้ว แต่
ในระยะยาวความซึมเศร้าทางอารมณ์จะปรากฏออกมา
ดังนั้นการพัฒนาความหยุ่นตัวในเด็ก จึงเป็นเรื่องจำาเป็น
อย่างยิ่ง (Grotberg, 1999) การให้การปรึกษาเป็นทาง
หนึ่งที่จะช่วยด้านการพัฒนาความหยุ่นตัวแก่เด็กที่มี
ประสบการณ์ทางลบ
การให้การปรึกษาที่ผู้วิจัยสนใจนำามาพัฒนาความ
หยุ่นตัว คือ การให้การปรึกษาตามทฤษฏีโปรแกรม
ภาษาประสาทสัมผัส ด้วยเทคนิคการปรับมโนภาพ ซึ่ง
เป็นเทคนิคที่ออกแบบมาเพื่อการกำาจัดความรู้สึกอันเลว
ร้ายที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ทางลบ และยังคงค้างอยู่
ภายในจิตใจ โดยการค้นหา และกลับไปสู่เหตุการณ์นั้น
อีกครั้ง ในลักษณะที่คล้ายกับการดูภาพยนตร์ เป็นการ
พยายามที่จะทำาให้บุคคลสามารถที่จะแยกตัวออกมาจาก
เหตุการณ์ซึ่งจะส่งผลให้บุคคลสามารถที่จะทำาการสำารวจ
ตนเองได้ ในฐานะของผู้ที่เคยผ่านเหตุการณ์นั้นมาแล้ว
และตอนท้ายของการปรึกษา เมื่อบุคคลแยกตัวออกจาก
ประสบการณ์ทางลบของตนแล้ว ส่งผลให้เกิดการยอมรับ
ตนเองตามความเป็นจริงที่ควรจะเป็น คือการยอมรับว่า
เหตุการณ์เหล่านั้นไม่ได้เกิดอยู่ในปัจจุบัน แต่หากเป็น
ประสบการณ์ทางลบที่ได้ผ่านมาแล้วเท่านั้น จุดเด่นใน
เทคนิคการปรับมโนภาพอยู่ที่การใช้เวลาน้อย อีกทั้งผู้รับ
การปรึกษาไม่ต้องเปิดเผยรายละเอียด ประสบการณ์ให้ผู้
ให้การปรึกษาทราบ (อนงค์ วิเศษสุวรรณ์, 2550, หน้า
78 – 79) การปรับมโนภาพนั้นจะสามารถทำาให้ผู้รับ
การปรึกษาที่มีประสบการณ์ทางลบได้สร้างโอกาสในการ
เผชิญหน้ากับปัญหา และมีผลตอบสนองต่อปัจจัยความ
หยุ่นตัวโดยอัตโนมัติ
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1. เพื่อศึกษาผลของการให้คำาปรึกษาตามทฤษฏี
โปรแกรมภาษาประสาทสัมผัสต่อความหยุ่นตัวของเด็ก
ที่มีประสบการณ์ทางลบ
2. เปรียบเทียบผลของการให้คำาปรึกษาตามทฤษฏี
โปรแกรมภาษาประสาทสัมผัสต่อความหยุ่นตัวของเด็กที่
มีประสบการณ์ทางลบ ระหว่างกลุ่มที่ได้รับคำาปรึกษาและ
กลุ่มควบคุมในระยะหลังการทดลอง และระยะติดตามผล
3. เปรียบเทียบผลของการให้คำาปรึกษาตามทฤษฏี
โปรแกรมภาษาประสาทสัมผัสต่อความหยุ่นตัวของเด็กที่
มีประสบการณ์ทางลบ ในกลุ่มที่ได้รับคำาปรึกษาระยะหลัง
การทดลองกับก่อนการทดลอง และระยะติดตามผลกับ
ระยะก่อนการทดลอง
สมมติฐานในการวิจัย
1. มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างวิธีการทดลองกับระยะ
เวลาของการทดลอง
2. เด็กที่มีประสบการณ์ทางลบที่ได้รับคำาปรึกษา
ตามแนวคิดทฤษฏีโปรแกรมภาษาประสาทสัมผัสมีความ
หยุ่นตัวในระดับที่สูงกว่าเด็กที่ไม่ได้รับการให้คำาปรึกษา
ตามแนวคิดทฤษฏีโปรแกรมภาษาประสาทสัมผัสในระยะ
หลังทดลอง
3. เด็กที่มีประสบการณ์ทางลบที่ได้รับคำาปรึกษา
ตามแนวคิดทฤษฏีโปรแกรมภาษาประสาทสัมผัส มีความ
หยุ่นตัวสูงกว่าเด็กที่มีประสบการณ์ทางลบที่ไม่ได้รับการ
ให้คำาปรึกษาตามแนวคิดทฤษฏีโปรแกรมภาษาประสาท
Journal of education
188
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Journal of education
พัฒนาการของอุดมศึกษาไทยที่ผ่านมาได้สร้าง
ความเจริญขึ้นระดับหนึ่ง แต่ก็เกิดความอ่อนแอใน
ระบบการบริหาร และความอ่อนแอทางวิชาการจนถึง
ขั้นวิกฤติ ปัญหาเกิดขึ้นทั้งในเชิงปรัชญา แนวคิด และ
เชิงปฏิบัติ ประกอบกับความสามารถอันจำากัดในการที่จะ
ปรับตนให้เผชิญกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงซึ่งมีมาใน
หลายด้าน และความจำาเป็นต้องแข่งขันกับประเทศต่างๆ
ทั่วโลก จำาเป็นที่ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจะตระหนัก
ถึ ง ปั ญ ห า แ ล ะ ร ว ม พ ลั ง กั น แ ก้ ไข อ ย่ า ง จ ริ ง จั ง
(จรัส สุวรรณเวลา, 2540) การบริหารงานวิชาการใน
สถาบันอุดมศึกษามีการแบ่งแยกคณะภาควิชามากเกิน
ความจำาเป็น และขาดการประสานงานระหว่างคณะ ภาค
วิชา ทำาให้มีการซ้ำาซ้อนและจุดโหว่ในบางจุด ในส่วน
ของผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาเกือบทุกระดับและเกือบ
ทั้งหมดมิได้เรียนรู้มาทางด้านการบริหารมหาวิทยาลัย
หรืออุดมศึกษา จึงมักบริหารโดยใช้ประสบการณ์ของ
ตนเองเป็นหลัก ระบบการได้มาซึ่งอธิการบดีก่อให้เกิด
ความแตกแยก ขาดความร่วมแรงร่วมใจเป็นหนึ่งเดียว
ในการพัฒนาสถาบัน (สำานักงานคณะกรรมการการศึกษา
แห่งชาติ, 2542)
ไพฑูรย์ สินลารัตน์, 2546 กล่าวว่า งานวิชาการ
ถือได้ว่าเป็นหัวใจของสถาบันอุดมศึกษา เพราะสถาบัน
อุดมศึกษาเป็นสถาบันทางวิชาการ ทำาหน้าที่ในการ
ผลิตผลงานวิชาการ การสร้างนักวิชาการและการใช้ผล
งานวิชาการให้เกิดประโยชน์กับสังคมเป็นหลักสำาคัญ
จากการศึกษาของ สมิชท์ และคณะ (ปรียาพร วงศ์อนุตร
โรจน์, 2539) พบว่าในด้านการใช้เวลาในการบริหารงาน
และการให้ความสำาคัญของงานในสถานศึกษา พบว่าการ
บริหารงานวิชาการถูกให้ความสำาคัญ คิดเป็นร้อยละ 40
ของงานบริหารทั้งหมด จัดได้ว่างานวิชาการเป็นงาน
หลักของการบริหารสถานศึกษา ไม่ว่าสถานศึกษาจะ
เป็นประเภทใด มาตรฐานและคุณภาพของสถานศึกษา
จะพิจารณาได้จากผลงานด้านวิชาการ และถวัลย์รัฐ
วรเทพพุฒิพงษ์ (2545) ได้กล่าวว่า ปัจจุบันเป็นยุคการ
แสวงหารูปแบบบริหารมหาวิทยาลัยที่เหมาะสม เนื่องจาก
การบริหารงานมหาวิทยาลัยเท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ได้
ก่อให้เกิดปัญหาความไม่คล่องตัวนานาประการ โดย
เฉพาะอย่างยิ่งการบริหารงานมหาวิทยาลัยโดยรวมด้อย
ประสิทธิภาพลง มหาวิทยาลัยไม่สามารถระดมทรัพยากร
บุคคลของมหาวิทยาลัยมาร่วมแรงร่วมใจกัน เพื่อพัฒนา
และสร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่มหาวิทยาลัยได้อย่าง
มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ด้วยเหตุนี้ มหาวิทยาลัยหลาย
แห่งต่างเริ่มให้ความสนใจมากขึ้นในการแสวงหารูปแบบ
การบริหารมหาวิทยาลัยที่เหมาะสมมาใช้ในมหาวิทยาลัย
ต่อไป
จากความเป็นมา ความสำาคัญและข้อมูลดังกล่าว
ข้างต้น สะท้อนให้เห็นถึงความต้องรูปแบบที่จะช่วยส่ง
เสริมให้เกิดแนวทางปฏิบัติเพื่อพัฒนาระบบการศึกษา
ให้มีทั้งคุณภาพและ ประสิทธิภาพ ซึ่งการบริหารงาน
วิชาการเป็นการบริหารที่ส่งผลกระทบถึงคุณภาพและ
ประสิทธิภาพของการศึกษาโดยตรง จึงควรมีการศึกษาใน
เรื่อง “การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการ สำาหรับ
มหาวิทยาลัยในกำากับของรัฐ” เพื่อเป็นแนวทางให้กับ
มหาวิทยาลัยในกำากับของรัฐ ได้ทราบถึงรูปแบบการ
บริหารงานวิชาการสำาหรับมหาวิทยาลัยในกำากับของรัฐ
ที่เหมาะสมสำาหรับประเทศไทยต่อไป
วิธีการวิจัย
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์วิธี
ปฏิบัติทีเป็ ่ นเลิศของการบริหารงานวิชาการ และการ
พัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการสำาหรับมหาวิทยาลัย
ในกำากับของรัฐที่เหมาะสมกับประเทศไทย โดยมีวิธี
ดำาเนินการวิจัย ดังนี้
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ ผู้บริหาร
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 1
พัฒนาการทางวิชาชีพครูปฐมวัย
Professional Development of Early Childhood Teachers
ศิรประภา พฤทธิกุล*
Email : siraprapa.ptk@gmail.com
บทคัดย่อ
บทความนี้นำาเสนอพัฒนาการทางวิชาชีพครูปฐมวัย โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับแนวคิดของบริบทตะวันตกซึ่ง
ประกอบด้วย พัฒนาการทางวิชาชีพครู พัฒนาการทางวิชาชีพครูปฐมวัย และเงื่อนไขของการพัฒนาครู แนวคิดของ
บริบทไทยซึ่งประกอบด้วย พัฒนาการทางวิชาชีพครู พัฒนาการทางวิชาชีพครูปฐมวัยและเงื่อนไขของการพัฒนาครู
ปฐมวัย นอกจากนี้มีการวิเคราะห์เปรียบเทียบแนวคิดพัฒนาการทางวิชาชีพครูปฐมวัยในบริบทตะวันตกและบริบท
ไทย การวิเคราะห์เปรียบเทียบเงื่อนไขของการพัฒนาครูปฐมวัยในบริบทตะวันตกและบริบทไทย และการวิเคราะห์
แนวคิดสู่การนำาไปใช้พัฒนาครูปฐมวัย
คำาสำาคัญ: พัฒนาการทางวิชาชีพครู, ครูปฐมวัย
Abstract
This paper presented professional development of early childhood teachers including concept
of western context: professional development of teachers, professional development of early
childhood teachers, and conditions of develop teachers; concept of Thai context: professional
development of teachers, professional development of early childhood teachers, and conditions
of develop early childhood teachers; the comparison of professional development of early
childhood teachers in western context with Thai context; the comparison of conditions of develop
early childhood teachers in western context with Thai context; and the analyzing concept to
implementation of early childhood teachers developing.
Keywords: teacher professional development, early childhood teachers
*อาจารย์ ดร. ภาควิชาการจัดการเรียนรู้ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
Journal of education
4Journal of education
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
ที่ศึกษากับครูปฐมวัยโดยเฉพาะ ได้แก่ แนวคิดของ
Katz (1972; Katz cite in Bellm, Whitebook and
Hnatiuk, 1997) ซึ่งสรุปได้ดังนี้
ขั้นที่ 1 การอยู่รอด (Survival) อยู่ในช่วงปีแรก
ของการสอน ในขั้นนี้ ครูมุ่งเพียงการสอนให้ครบถ้วน
ตามหลักสูตรกำาหนดให้ผ่านไปได้ และเพิ่งเริ่มตระหนัก
ถึงช่องว่างระหว่างความสำาเร็จที่คาดหวังกับความเป็น
จริงในห้องเรียน การพัฒนาครูในขั้นนี้คือ ครูต้องการ
การสนับสนุน ความเข้าใจ ความมั่นใจ ความรู้สึกสบาย
และการชี้แนะ ต้องการรู้ทักษะเฉพาะที่จะใช้ในบริบทของ
ความซับซ้อนของพฤติกรรม ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องจัดทำาใน
ชั้นเรียน โดยผู้ฝึกอาจจะเป็นสมาชิกในกลุ่ม ผู้แนะนำา ที่
ปรึกษา และเป็นผู้ที่รู้สถานการณ์ของครูผู้นั้น รวมทั้งต้อง
มีเวลาให้อย่างเพียงพอและยืดหยุ่นได้
ขั้นที่ 2 การมีความมั่นคง (Consolidation) อยู่
ในช่วง 2 –3ปีแรกของการสอน ในขั้นนี้ ครูตัดสินใจได้
ว่าสามารถทำางานในวิชาชีพนี้ได้ เริ่มคาดคะเนปัญหาใน
ชั้นเรียนและสามารถจำาแนกทักษะและงานต่างๆ ที่ต้อง
พัฒนาต่อไป เริ่มมองเห็นความแตกต่างระหว่างบุคคล
ของเด็ก การพัฒนาครูในขั้นนี้คือ การฝึกอบรมในสถาน
ที่ปฏิบัติงานยังคงมีความสำาคัญ โดยการช่วยให้ครูสำารวจ
ปัญหา การสังเกต รวมทั้งให้คำาแนะนำาด้านกลยุทธ์ในการ
แก้ปัญหา วิธีการที่ดีคือการสนทนาโต้ตอบที่จะช่วยให้ครู
ได้นำาประสบการณ์ที่มีไปสู่การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ครู
ยังต้องการความรู้เกี่ยวกับเด็กอย่างมาก การแลกเปลี่ยน
ข้อมูลและความคิดรวมทั้งประสบการณ์ในกลุ่มเพื่อนร่วม
งานจะช่วยลดความคับข้องใจของครูได้
ขั้นที่ 3 การรับสิ่งใหม่ (Renewal) อยู่ในช่วง
ปีที่ 3-4 ของการสอน ในขั้นนี้ ครูเริ่มมองหาการพัฒนา
สิ่งใหม่ๆ มองหานวัตกรรมการสอนเพื่อปรับปรุงการสอน
การพัฒนาครูในขั้นนี้คือ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับ
เพื่อนร่วมงานในสาขาอื่น ทั้งในสถานการณ์ที่เป็นทางการ
และไม่เป็นทางการ การสัมมนา ประชุมปฏิบัติการทั้งใน
ระดับท้องถิ่นและระดับชาติ การอ่านนิตยสาร วารสาร
การชมภาพยนตร์ รวมถึงการดูวิดีทัศน์การสอนของตน
และการเยี่ยมชั้นเรียน โปรแกรม โครงการสาธิตอื่นๆ
ขั้นที่ 4 การพัฒนาเต็มที่ (Maturity) อยู่ใน
ช่วง 3 หรือ 5 ปี ของการทำางาน ในขั้นนี้ ครูรู้ถึงความหมาย
ของการเป็นครู เริ่มตั้งคำาถามนามธรรมเพื่อค้นหามุมมอง
ที่เข้าถึงความหมายอย่างถ่องแท้ หยั่งรู้ความจริงในวิชาชีพ
การพัฒนาครูในขั้นนี้คือ โอกาสในการเข้าร่วมการประชุม
สัมมนาในระดับที่สูงขึ้น โอกาสในการอ่านและมีปฏิสัมพันธ์
กับนักการศึกษาที่ทำางานกับปัญหาที่หลากหลายในระดับที่
ต่างกันไป
ปัจจัยเงื่อนไขที่ส่งผลต่อพัฒนาการทางวิชาชีพของ
ครูในบริบทตะวันตก
พัฒนาการทางวิชาชีพครูเป็นกระบวนการที่มี
ความสัมพันธ์กับปัจจัยเงื่อนไขต่างๆ ที่ส่งผลกระทบอย่าง
ซับซ้อน ซึ่ง Fessler (1992) ได้แบ่งปัจจัยดังกล่าวไว้
ดังนี้
1).ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมส่วนบุคคล
(Personal Environment)
1.1) ปัจจัยด้านครอบครัว (Family) สามารถ
ส่งผลต่อครูทั้งทางบวกและลบ เช่น การสนับสนุนให้
บุตรหลานเลือกประกอบวิชาชีพครู สามีภรรยา บุตร
สถานภาพทางการเงิน สุขภาพและสวัสดิการทางสังคม
เป็นตัวแปรที่ส่งผลต่อเจตคติ และประสิทธิภาพในการ
ปฏิบัติงานของครู
1.2) ปัจจัยด้านสภาพเหตุการณ์ทางบวก
(Positive Critical Incidents) เช่น การแต่งงาน การ
ได้รับรางวัลจากการทำางาน เพราะเมื่อครูมีความสุข ครูก็
จะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่
1.3) ปัจจัยด้านภาวะวิกฤติ (Crises) ปัญหา
ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของครู
และส่งผลต่อคุณภาพการสอนของครูจนถึงขั้นลาออก
ก็ได้ เช่น การเจ็บป่วยของคนรัก ญาติสนิทเสียชีวิต การ
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 55
การศึกษาเป็นการให้ความมั่นใจแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียว่า
ทุกคนในโรงเรียนทำางานเต็มที่เพื่อให้นักเรียนได้เกิดการ
เรียนรู้มากที่สุด และสอดคล้องกับ ทำาเนียบ มหาพรหม
(2543) ศึกษาการติดตามการปฏิบัติงานตามมาตรฐาน
การประกันคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา สังกัดกรม
สามัญศึกษา โดยรวมทั้ง 4 ด้าน อยู่ในระดับปานกลาง
ทุกด้าน เรียงตามลำาดับ คือ ด้านบริหารและจัดการ ด้าน
หลักสูตรและการสอน ด้านอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม
และด้านบุคลากร
2. การเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการประกัน
คุณภาพการศึกษาของคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย
แห่งชาติลาว จำาแนกสถานภาพ ตามความคิดเห็นของผู้
บริหารและบุคลากรโดยภาพรวมทั้ง 3 ด้านไม่แตกต่าง
กัน เมื่อพิจารณาจำาแนกตามรายด้าน พบว่า
2.1 ด้านปัจจัยนำาเข้า ผู้บริหารและบุคลากร
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาวมีความคิด
เห็นด้านปัจจัยนำาเข้าโดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน เมื่อ
พิจารณาเปรียบเทียบความคิดเห็นเป็นรายข้อ พบว่า ผู้
บริหารและบุคลากรมีความคิดเห็น เกี่ยวกับผู้บริหาร
การเงินและงบประมาณ และนักศึกษา ในเรื่องความ
เข้าใจนโยบายและการวางแผนการศึกษา การจัดสรรงบ
ประมาณตามแผนดำาเนินงานของมหาวิทยาลัย และการ
ปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำาคัญ
ทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า ผู้บริหาร
มีบทบาทหน้าที่และอำานาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับการ
กำาหนดนโยบายและการวางแผนการศึกษา การจัดสรรงบ
ประมาณ แผนการดำาเนินงาน และการจัดการปฐมนิเทศ
นักศึกษาใหม่ แต่บุคลากรเป็นผู้ปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่
และอำานาจในการตัดสินใจของผู้บริหาร จึงทำาให้มีความ
คิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ
.05 ซึ่งสอดคล้อง เรวัติ ปานธรรม (2544) ได้ศึกษา
การดำาเนินการประกันคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน
ขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำานักงานการประถม
ศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี พบว่า ผู้บริหารโรงเรียนและ
ครูผู้สอนมีความคิดเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับมาตรฐาน
การเรียนการสอนซึ่งมีสภาพการดำาเนินงานที่แตกต่าง
กัน และชาญณรงค์ คำาเฉียบ (2546) ได้ศึกษาการดำาเนิน
งานประกันคุณภาพการศึกษาตามทัศนะของข้าราชการครู
สังกัดสำานักงานการประถมศึกษา จังหวัดอุบลราชธานี
พบว่า ข้าราชการครูในโรงเรียนที ่มีขนาดต่างกันมีความคิด
เห็นเกี ่ยวกับการดำาเนินการประกันคุณภาพการศึกษาในภาพ
รวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ .01
2.2 ด้านกระบวนการ ผู้บริหารและบุคลากร
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาวมีความคิด
เห็น ด้านกระบวนการโดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน ทั้งนี้
อาจเป็นเพราะว่า เมื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นเป็น
รายข้อ พบว่า ผู้บริหารและบุ คลากรมีความคิดเห็น
เกี่ยวกับการบริหารจัดการ กระบวนการเรียนการสอน
และกระบวนการพัฒนานักศึกษาในเรื่องการกำาหนด
โครงสร้างและระบบบริหาร หลักการและวิธีการวัดผลการ
ศึกษา และการติดตามผลการเรียน แตกต่างกันอย่างมี
นัยสำาคัญทางสถิติ ที่ระดับ.05 ซึ่งสอดคล้องกับ ปีเตอร์
(Peter, 1994 ; สุรพล ศรีดัน, 2543, หน้า 75)) ได้
ศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการประกันคุณภาพการ
ศึกษาในประเทศออสเตรเลีย โดยได้กล่าวถึงความจำาเป็น
ของการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษาและ
กระบวนการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษา
โดยยึดการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสำาคัญ มีการกำาหนด
เป้าหมายและทิศทางการพัฒนา การเรียนรู้อย่างชัดเจน
ให้ทุกคนมีส่วนร่วมมีการตัดสินใจโดยใช้ฐานข้อมูลที่มี
คุณภาพ กำาหนดระบบ และวิธีการควบคุมคุณภาพทั ้งใน
ส่วนของกระบวนการ และผลลัพธ์ และมุ ่งมั ่นให้สถานศึกษา
มีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และกระบวนการประกัน
คุณภาพการศึกษาเป็นวิธีการที่จะนำาไปสู่องค์การแห่งการ
เรียนรู้ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องได้ และสุวิมล ว่อง
วาณิช ( 2543 ) ได้นำาเสนอรูปแบบของการกับติดตาม
Journal of education
122
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Journal of education
2.ช่วงประสบการณ์การใช้ชีวิตเร่ร่อน
กล่าวคือในแต่ละช่วงประสบการณ์ทั้งสองจะเน้น
การพรรณนาประสบการณ์ใน 2 ลักษณะ ได้แก่1) การ
พรรณนาเชิงเนื้อหา (Textural description) เป็นการ
พรรณนาถึงการรับรู้เกี่ยวกับประสบการณ์ของบุคคล
ในช่วงต่างๆ ว่าเป็นเช่นไร (what the participants
experienced with the phenomenon) ผ่านกระบวนการ
ลดทอนข้อมูลปรากฏการณ์ (Phenomenological
Reduction) ตามขั้นตอนต่างๆ ดังได้กล่าวมาแล้ว
ข้างต้น (ขั้นที่ 1-3) 2) การพรรณนาเชิงโครงสร้าง
(Structural description) เป็นพรรณนาถึงเงื่อนไขหรือ
บริบทที่เกี่ยวโยงถึงการเผชิญประสบการณ์ในช่วงต่าง ๆ
(how the experience happen, how theparticipants
experienced with the phenomenon)ผ่าน
กระบวนการ Imaginative variation คือการสร้างความ
หมายเชิงโครงสร้าง (Structural Meaning) อธิบายการ
ปรากฏขึ้นของปรากฏการณ์ตามที่บุคคลรับรู้มา
ขั้นที่ 5 สังเคราะห์ (synthesis) ข้อมูลจากขั้น
ตอนที่ 4 เพื่อให้ได้แก่นความหมายปรากฏการณ์ในภาพ
รวม (Overall essence of the experience)
ผลการวิจัยและบทสรุป
จากการวิจัยในครั้งนี้ ได้ข้อค้นพบที่เป็นความ
หมายเชิงข้อความและความหมายเชิงโครงสร้างของ
ปรากฏการณ์ ที่เน้นให้เห็นถึงแก่นสาระของปรากฏการณ์
คนเร่ร่อนในภาพรวม ที่ครอบคลุมถึงเส้นทางการใช้ชีวิต
ตั้งแต่การเข้าสู่และการดำารงอยู่ในชีวิตเร่ร่อน ณ สนาม
วิจัยที่ทำาการศึกษา ดังหัวข้อต่อไปนี้
การให้ความหมายการดำาเนินชีวิตเร่ร่อน
จากการในครั้งนี้ พบว่า การให้ความหมายเกี่ยว
กับการรับรู้สภาพการณ์ก่อนเข้าสู่ชีวิตเร่ร่อน มี 3 ลักษณะ
ล้วนแต่เป็นการให้ความหมายในเชิงลบทั้งสิ้น ได้แก่ (1)
คนเร่ร่อนได้ให้ความหมายผ่านการรับรู้สภาพการณ์เกี่ยว
กับชีวิตครอบครัว ว่า เป็น “ความวุ่นวายในครอบครัว”
“การไม่เป็นที่ยอมรับ” ของคนในครอบครัว และ ความ
รู้สึกว่า “ด้อยความสำาคัญ” ขณะที่ (2) คนเร่ร่อนได้ให้
ความหมายผ่านการรับรู้สภาพการณ์เกี่ยวกับการหาเลี้ยง
ชีพ ว่า เป็น “ชีวิตที่ต้องดิ้นรน” และ “การสร้างปมภาระ”
และ (3) คนเร่ร่อนได้ให้ความหมายผ่านการรับรู้สภาพ
การณ์เกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตส่วนตัวว่า เป็น “ความรัก
ที่ไม่สมหวัง” “ชีวิตที่ผิดพลาด” และ “เหตุการณ์ร้ายใน
ชีวิต” ส่วนการให้ความหมายเกี่ยวกับสภาพการณ์การใช้
ชีวิตเร่ร่อนได้ให้ความหมายทั้งภาพในเชิงบวก และภาพ
ในเชิงลบในลักษณะต่าง ๆ เช่น (1) “เป็นเสมือนบ้าน”
เป็นการให้ความหมายที่ผ่านการรับรู้ว่าการใช้ชีวิตในสวน
สาธารณะกลางกรุงนั้นมีความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน และ
ความเอื้ออาทรแบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกันและกันเกิดขึ้น (2)
“ความเป็นอิสระ” เป็นการให้ความหมายที่ผ่านการรับรู้
ถึงความเป็นอิสระในการใช้ชีวิตประจำาวัน และอิสระใน
การประกอบอาชีพ รวมถึงความเป็นอิสระอันเกิดจาก
การได้ลดภาวะความกดดันทางจิตใจจากชีวิตในอดีต (3)
“ความยากลำาบากในการใช้ชีวิต” เป็นการให้
ความหมายที่ผ่านการรับรู้ถึงความท้อแท้ในการหางาน
ทำาในช่วงการปรับครั้งแรกของการใช้ชีวิตเร่ร่อน ความ
กังวลใจอันเกิดจากสภาวะความเจ็บป่วย และกังวลใจต่อ
การเปลี่ยนแปลงที่อยู่อันเนื่องจากการประกาศปิดสวน
สาธารณะกลางกรุง และ (4) “ปลง” เป็นการให้ความ
หมายที่ผ่านการรับรู้ถึงการยอมรับและพอใจในสภาพวิถี
ชีวิตเร่ร่อน ได้แก่ สภาพการหลับนอน การทำามาหากิน
และการใช้ชีวิตประจำาวันทั่วไป ดังนั้น จากการให้ความ
หมายต่างๆ ดังกล่าวจะเห็นว่า ความหมายที่ (1) (2)
และ (4) จะเป็นความหมายในเชิงบวก ขณะที่ปรากฏใน
ข้อ (3) เป็นความหมายในเชิงลบ จากข้อค้นพบนี้จึง
ขอกล่าวโดยสรุปจากการให้ความหมายการดำาเนินชีวิต
ของคนเร่ร่อนทั้งสภาพการณ์ก่อนเข้าสู่ชีวิตเร่ร่อนและ
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 163
การปฏิรูปการเรียนรู้ โดยการพัฒนาครูประจำาการด้วยการ
แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากเครือข่ายและเพื่อนครูในโรงเรียน
(สำานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2541,
หน้า19-21) เพราะบรรยากาศในโรงเรียนเป็นสภาวะที่
เกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับสิ่งแวดล้อม
ในโรงเรียนแล้วส่งผลถึงความรู้สึกของบุคคล และ
จันทรานี สงวนนาม (2533, หน้า 149) พบว่า บรรยากาศ
โรงเรียนเป็นตัวแปรที่ทำานายความสำาเร็จของโรงเรียน
กล่าวคือ หากบรรยากาศขององค์การดีทุกคนมีความพึง
พอใจ ส่งผลให้เกิดแรงจูงใจและกำาลังใจในการปฏิบัติงาน
สอดคล้องกับแนวคิดของแบนดูรา (Bandura, 1977,
pp. 71-81) กล่าวว่า แรงจูงใจจะถูกควบคุมโดยการคาด
หวังผลจากการกระทำา บุคคลจะกระทำาพฤติกรรมภายใต้
ความเชื่อที่ว่าตนเองสามารถทำาอะไรได้ และเชื่อในผลที่
เกิดจากการกระทำา อิทธิพลของความคาดหวัง และเห็น
คุณค่าจะเป็นแรงจูงใจให้บุคคลกระทำาพฤติกรรมนั้นส่วน
หนึ่งขึ้นอยู่กับการรับรู้ความสามารถของตนเอง
1.2 องค์ประกอบความสามารถด้านการจัด
ระเบียบวินัย เป็นองค์ประกอบที่มีความสำาคัญอันดับ
สอง โดยพิจารณาจากค่าน้ำาหนักองค์ประกอบและค่า
สัมประสิทธิ์การแปรผัน เนื่องจากระเบียบวินัยเป็นสิ่ง
จำาเป็นต่อการจัดสภาพการเรียนการสอนและการอยู่ร่วม
กันของสมาชิกในชั้นเรียนหรือโรงเรียนเพราะโรงเรียนเป็น
สถานที่ที่รวมของคนหมู่มาก จำาเป็นต้องมีระเบียบวินัย
เข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและมีความ
สงบเรียบร้อย ระเบียบวินัยเป็นคุณลักษณะหนึ่งที่สำาคัญ
ทางบุคลิกภาพของเด็ก ทั้งนี้เพราะผู้มีวินัยจะเป็นผู้ที่
รู้จักกาลเทศะและเอาใจใส่ต่อสังคมเป็นผู้มีระเบียบและ
ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสังคม(มหาวิทยาลัยสุโขทัย
ธรรมาธิราช, 2539 หน้า 759) การสร้างระเบียบวินัยให้
เกิดขึ้นแก่นักเรียนจะต้องปลูกฝังให้เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มต้น
และตลอดไประหว่างที่เป็นนักเรียนโดยได้รับความร่วม
มือจากครูทุกคนในโรงเรียนโรงเรียนเป็นสถาบันทางสังคม
ที่มีหน้าที่จัดการเรียนการสอน โดยอบรมสั่งสอนและปลูก
ฝังความระเบียบวินัยให้เหมาะสมกับความต้องการของ
นักเรียน และการสร้างระเบียบวินัยให้แก่นักเรียนนั้น เป็น
สิ่งจำาเป็นและสำาคัญยิ่ง ที่จะต้องกระทำาควบคู่ไปกับงาน
วิชาการและงานด้านอื่น ๆ โรงเรียนจึงควรตระหนักใน
การเสริมสร้างและรักษาระเบียบวินัย เพราะถ้าโรงเรียน
ขาดระเบียบวินัย ความสงบสุขในโรงเรียนก็จะไม่เกิดขึ้น
การเรียนการสอนก็จะไม่บังเกิดผลเต็มที่ ในขณะเดียวกัน
คุณภาพการศึกษาก็จะลดน้อยลง
1.3 องค์ประกอบความสามารถด้านการ
สอน เป็นองค์ประกอบที่มีความสำาคัญอันดับสาม โดย
พิจารณาจากค่าน้ำาหนักองค์ประกอบและค่าสัมประสิทธิ์
การแปรผัน เนื่องจากการสอนเป็นภารกิจหลักสำาคัญใน
กระบวนการทางการศึกษา ผู้สอนต้องมีวิธีการที่เหมาะ
สมเพื่อให้การสอนมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อ
ผู้เรียนอย่างแท้จริง ครูที่จะรับรู้ความสามารถในตนเอง
จะต้องพัฒนาการสอน จึงควรให้สำาคัญกับองค์ประกอบ
ด้านความสามารถในการสอน จากงานวิจัยของ รสวลีย์
อักษรวงศ์ (2545, หน้า 116) พบว่า การได้รับความ
สำาเร็จในการสอนมีอิทธิพลต่อการรับรู้ความสามารถของ
ครูในการสอนทักษะการแก้ปัญหา ซึ่งสนับสนุนทฤษฏีการ
รับรู้ความสามารถของตนเองของแบนดูรา นอกจากนี้
สคริเวน (Sciven, 1991,pp-40-51) ได้ให้ข้อสรุปว่า
ครูที่ดีควรมีทักษะการจัดกระบวนการเรียนการสอน
ควรกระตุ้นให้นักเรียนมีความพยายามในการศึกษา
สอดคล้องกับ Emmer & Hickman (1992) ที่พบ
ว่าการรับรู้ความสามารถในตนเองของครูมีความสัมพันธ์
กับความสนใจในการใช้กลยุทธ์ในการสอนให้ประสบ
ความสำาเร็จ นำาไปสู่พฤติกรรมการแสดงออกของครูใน
ทางบวก เช่น มีความมานะพยายามในการสอน พัฒนา
กิจกรรมให้มีความท้าทาย เป็นต้น
1.4 องค์ประกอบด้านสร้างความร่วมมือจากผู้
ปกครอง เป็นองค์ประกอบที่มีความสำาคัญอันดับสี่ โดย
Journal of education
168
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Fowler, M.B. (1986. March). The relationship between teacher’ perceived participation in
educational decision-making and teacher’ morale in selected elementary school in targeted
Southeastern states. Dissertation Abstracts international. 46(1), 3204-A
Linderman, R.H, Merenda, P.F., & Gold, R.Z.(1980). Introduction to bivariate and multivariate
analysis. Glenview, LL: Scott, Foreman and Company.
Manddux, J. E., & Stanley, T. (1986). Self-efficacy. In C. R. Snyder & D. R. Forsyth (Eds.), Handbook
of social and clinical psychology (pp. 54-78). New York : Pergamon Press.
Scriven, M. (1991). Duties of the teacher. Great Britain: T. J. Press.
Tschannen-Moran, M., Hoy A.W., & Hoy, W.K. (1998, Summer). “Teacher Efficacy :Its Meaning
and Measure,” Review of Educational Research. 68 (2) : 202-248.
Weiss, D.J. (1972). Canonical correlation analysis in counselling psychology. Journal of Counselling
Psychology,19, 241-252.
Journal of education
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 13
เอกสารอ้างอิง
กมลมาลย์ ชาวเนื้อดี. 2545. องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับความเป็นครูมืออาชีพระดับประถมศึกษา.
วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต ภาควิชาวิจัยการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ชาตรี ถนอมวงษ์. 2545. การศึกษาการจัดการเรียนการสอนศิลปศึกษาของครูต้นแบบตามแนว
ปฏิรูปการเรียนรู้. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต ภาควิชาศิลปศึกษา คณะครุศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
นันทวัน สวัสดิ์ภูมิ. 2540. เส้นทางการพัฒนาครูนักวิจัย: การวิจัยรายกรณีของครูดีเด่นระดับ
ประถมศึกษา. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต ภาควิชาวิจัยการศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). 2544. พุทธธรรม (ฉบับเดิม). พิมพ์ครั้งที่ 11. กรุงเทพฯ: สหธรรมิก.
วราศิริ วงศ์สุนทร. 2543. การเรียนรู้อย่างมีความสุข: การวิจัยรายกรณีครูต้นแบบด้านการเรียน
การสอนวิชาภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษา. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต ภาควิชา
วิจัยการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
วิภา ลัคนาพรวิสิฐ. 2543. ผลของการฝึกปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพครูของคุรุสภาที่มีต่อ
คุณภาพของครู: การวิจัยเชิงคุณภาพ. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต ภาควิชาวิจัย
การศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
วีณา ก๊วยสมบูรณ์. 2547. การพัฒนากระบวนการชี้แนะทางปัญญาเพื่อส่งเสริมการพัฒนาปรัชญา
การศึกษาส่วนบุคคลของครูประจำาการระดับประถมศึกษา. วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎี
บัณฑิต ภาควิชาหลักสูตร การสอนและเทคโนโลยีทางการศึกษา คณะครุศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ศิรประภา พงศ์ไทย. 2549. กระบวนการเติบโตทางวิชาชีพของครูอนุบาลที่มีวุฒิภาวะทางวิชาชีพ:
การศึกษาโดยวิธีการสร้างทฤษฎีพื้นฐานเชิงอุปมาน. วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต
ภาควิชาหลักสูตร การสอนและเทคโนโลยีทางการศึกษา คณะครุศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สมหวัง พิธิยานุวัฒน์. 2544. แนวคิดในการกำาหนดมาตรฐานวิทยฐานะครู: ยุทธศาสตร์หนึ่งของการ
ปฏิรูปครู. วารสารครุศาสตร์ 30, 1: 26-34.
สมหวัง พิธิยานุวัฒน์, มยุรี จารุปาณ และ กรรณิการ์ บารมี. 2545. ชุดฝึกอบรมครู: ประมวลสาระ. 9 เล่ม.
กรุงเทพฯ: ภาพพิมพ์.
อดิศร เนาวนนท์. 2544. การวิเคราะห์รูปแบบและเส้นทางสู่กระบวนการจัดการเรียนการสอน
ของครูต้นแบบระดับประถมศึกษา. วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและ
การสอน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
Journal of education
94
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Journal of education
ที ่ขาดแคลนอาจทดแทนได้ด้วยสิ ่งของหรือความสามารถ
พิเศษอื ่นที ่มีมูลค่าใกล้เคียงกัน แม้การแลกเปลี่ยนกันด้วย
ทรัพย์สินหรือเงินทองจะพิจารณาได้ง่ายกว่า แต่การแลก
เปลี่ยนด้วยบริการก็อาจมีประโยชน์มากเช่นกัน อย่างไร
ก็ดีทั้งสองฝ่ายควรจะตกลงกันด้วยความพึงพอใจและ
ทำาความเข้าใจกันให้ชัดเจนทุกครั้งที่แลกเปลี่ยนกัน โดย
เซอร์ (Zur, www, 2008) ได้กล่าวถึงกรณีขององค์กร
สาธารณะว่าการแลกเปลี่ยนอาจก่อให้เกิดผลกระทบด้าน
ความโปร่งใส คุณธรรมจริยธรรม จรรยาบรรณในวิชาชีพ
และผลประโยชน์ขัดแย้งขององค์กร ซึ่งอาจทำาให้ภาพ
ลักษณ์ขององค์กรเสื่อมเสียได้ แต่อาจกระทำาได้ในกรณี
ที่ได้รับการร้องขอในลักษณะของการช่วยเหลือหรือการ
แบ่งเบาภาระให้ผู ้ใช้บริการ ทั ้งนี ้การแลกเปลี ่ยนนั ้นต้องเป็น
ที ่ยอมรับของชุมชนหรือสังคม โดยต้องไม่ให้มีการเอารัด
เอาเปรียบกันและอยู่บนพื้นฐานความพึงพอใจของทั้งสอง
ฝ่าย โดยมีการลงนามยอมรับเงื่อนไขในสัญญาหรือบันทึก
ข้อตกลงร่วมกัน
ดูเหมือนว่าการแลกเปลี่ยน (Bartering) กับ
ระบบอุปถัมภ์ (Patronage System) จะมีลักษณะที่
คล้ายคลึงกัน แต่หากพิจารณาโดยละเอียดแล้วจะพบข้อ
แตกต่างที่เห็นได้ชัด คือ ระบบอุปถัมภ์เป็นพฤติกรรม
เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของคนในสังคมที่มีลักษณะของ
การช่วยเหลือ อุปการะ สนับสนุน ค้ำาจุนซึ่งกันและกัน
โดยมิได้หวังสิ่งตอบแทนที่เป็นรูปธรรม ซึ่งสอดคล้องกับ
แนวคิดของวูล์ฟ (Wolf, 1977 อ้างถึงใน ม.ร.ว.อคิน
รพีพัฒน์, 2548, หน้า 56 - 57) ว่า ความสัมพันธ์ใน
ระบบอุปถัมภ์เป็นความ สัมพันธ์แบบส่วนตัวเสมือนหนึ่ง
เป็นเพื่อนกัน สิ่งที่นำามาแลกเปลี่ยนกันนั้นไม่มีความ
แน่นอนและไม่ชัดเจน ผู้อุปถัมภ์จะให้ความช่วยเหลือด้วย
ความเต็มใจโดยไม่ทราบแน่ชัดว่าจะได้รับสิ่งใดตอบแทน
ส่วนการแลกเปลี่ยนเป็นความสัมพันธ์ที่มีลักษณะของ
การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน โดยทั้งสองฝ่ายทราบดีว่าตนจะ
ได้รับสิ่งใดตอบแทน
3. วิธีการจัดการรับเด็กฝากเข้าเรียนของโรงเรียน
ยอดนิยมในเขตกรุงเทพมหานคร พบว่า โรงเรียนยอด
นิยมมีวิธีการจัดการที ่หลากหลายแตกต่างกันตามบริบท
ของแต่ละโรงเรียน และผู ้บริหารสถานศึกษาส่วนใหญ่จะ
ดำาเนินการตามแนวนโยบายและแนวปฏิบัติการรับนักเรียน
ของสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั ้นพื ้นฐาน (สพฐ.)
ที ่มุ ่งเน้นความมีธรรมาภิบาลโดยการบริหารแบบมีส่วน
ร่วมเพื ่อให้การรับนักเรียนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
เหมาะสม และเป็นธรรม (สำานักงานคณะกรรมการการ
ศึกษาขั ้นพื ้นฐาน, 2552, หน้า 4) แต่ก็ยังมีข่าวเกี ่ยว
กับความไม่เป็นธรรมในการรับนักเรียนของโรงเรียนยอด
นิยมเกิดขึ้นอยู่เสมอ ทั้งนี้ตามหลักธรรมาภิบาล (Good
Governance) ซึ่งเป็นการบริหารจัดการองค์การด้วย
ความถูกต้องเป็นธรรม สุจริตโปร่งใส ตรวจสอบได้
มีผู้รับผิดชอบ และการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนได้ส่วน
เสีย เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพและ
ประสิทธิผล โดยคำานึงถึงความเสมอภาคและความ
ต้องการของสังคม เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือแก่องค์กร
และสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณชน โดยสำานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั ้นพื ้นฐาน (2551, หน้า 8) ได้ให้
ความสำาคัญกับการใช้หลักธรรมาภิบาลในกระบวนการรับ
นักเรียน โดยกำาหนดให้มีคณะกรรมการรับนักเรียนด้วย
ตัวแทนจากทุกภาคส่วน และกำาหนดให้คณะกรรมการ
ต้องเป็นผู้ไม่ได้รับผลประโยชน์จากการรับนักเรียน
และเป็นที่ยอมรับของสาธารณชน นอกจากนั ้นยังได้
เพิ ่มบทบาทของคณะกรรมการเขตพื ้นที ่การศึกษาและ
คณะกรรมการรับนักเรียนระดับเขตพื ้นที ่ด้วยความหวัง
ว่าเมื ่อโรงเรียนและสำานักงานเขตพื ้นที ่กาศึกษามีความ
เข้มแข็ง มีความโปร่งใสและเป็นธรรมความเสมอภาคจะ
เกิดในเขตพื้นที่เดียวกันแล้วเชื่อมโยงต่อถึงเขตพื้นที่
ใกล้เคียงจนเกิดความสมดุล (สำานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื ้นฐาน, 2552, หน้า 150, 163) แม้
จะกำาหนดให้โรงเรียนและสำานักเขตพื ้นที ่การศึกษาใช้
คณะกรรมการชุดดังกล่าวมาหลายปี แต่ปัญหาการ
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 47
การพัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษาของคณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว
Developing the Educational Quality Assurance’s System of
the Faculty of Education National University of Lao
คำาเมิง สีบุญเรือง*
เกรียงศักดิ์ บุญญา**
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษา เปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้
บริหารและบุคลากรที่มีต่อระบบประกันคุณภาพการศึกษา และนำาเสนอระบบการประกันคุณภาพการศึกษาของ
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหาร และบุคลากร รวม 140 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสัมภาษณ์และแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า สถิติที่ใช้ใน
การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย(Mean) ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (t - test Independent – Samples) และ
การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)
ผลการวิจัยพบว่า
1. การพัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษาของคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว โดยภาพ
รวมอยู่ในระดับปานกลาง
2. การเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษาของคณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว จำาแนกตามผู้บริหารและบุคลากร โดยภาพรวมพบว่าไม่แตกต่างกัน
3. ระบบการประกันคุณภาพการศึกษาของคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่ง ชาติลาว ที่พัฒนาขึ้น มี 8 องค์
ประกอบ 51 ตัวบ่งชี้ ประกอบด้วย องค์ประกอบที่ 1 ปรัชญา ปณิธาน วัตถุประสงค์ และแผนการดำาเนินการ มี 2
ตัวบ่งชี้ องค์ประกอบที่ 2 การเรียนการสอน มี 15 ตัวบ่งชี้
* นิสิตปริญญาโท สาขาวิชาการพัฒนาครุศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
** อาจารย์ ดร. ภาควิชาการอาชีวศึกษาและพัฒนาสังคม คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ประธานที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์
Journal of education
110
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Journal of education
เป็นคนดีมีความรู้ความสามารถ โดยมีคุณลักษณะที่พึง
ประสงค์ คือ มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดำารงชีวิต
และครอบครัว การงานอาชีพเทคโนโลยีสารสนเทศและ
เทคโนโลยีเพื่อการทำางานและอาชีพ มีทักษะการทำางาน
การประกอบอาชีพ การจัดการ การแสวงหาความรู้ เลือก
ใช้เทคโนโลยีและเทคโนโลยีสารสนเทศในการทำางาน
เช่น นักเรียนวางแผนและหาข้อมูลเกี่ยวกับการเตรียม
การจัดการผลผลิต จากข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต ข้อมูล
จากสารสนเทศของสำานักงานเกษตรอำาเภอโป่งน้ำาร้อน
จังหวัดจันทบุรี เกี่ยวกับการปลูกพืชในท้องถิ่น จึงสามารถ
ทำางานอย่างมีกลยุทธ์ สร้างและพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือวิธี
การใหม่ ๆ เช่น นักเรียนคิดวิธีการแปรรูปลำาไยเพื่อเพิ่ม
มูลค่าของลำาไย เป็นต้น ตลอดจนมีความรับผิดชอบ ขยัน
ซื่อสัตย์ อดทน รักการทำางาน ประหยัด อดออม ตรงต่อ
เวลา เอื้อเฟื้อเสียสละและมีวินัยในการทำางาน เห็นคุณค่า
ความสำาคัญของงานและอาชีพสุจริต ตระหนักถึงความ
สำาคัญของสารสนเทศ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
สิ่งแวดล้อมและพลังงาน และสอดคล้องกับแนวคิด ของ
ทิศนา แขมมณี (2544,หน้า37) ที่กล่าวว่า การเรียนรู้
คือ การเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ การเรียนรู้จะส่งผลต่อการ
ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงตนเอง ทั้งด้านเจตคติ ความรู้สึก
ความคิด และการกระทำา สอดคล้องกับงานวิจัยของ
วัชรินทร์ ดำารงสกุลชัย (2547) ศึกษาเรื่อง การพัฒนา
หลักสูตรบูรณาการสาระดนตรีนาฏศิลป์และอาชีพในท้อง
ถิ่นเรื่อง ระบำากรีดยาง สำาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี
ที่ 6 ของอำาเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ซึ่งผลการทดลอง
ใช้หลักสูตรพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะการ
แสดงดนตรีและนาฏศิลป์ไทย และเจตคติต่อดนตรีและ
นาฏศิลป์ไทยหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำาคัญ
ทางสถิติที่ระดับ .05
2.3 การทดลองใช้หลักสูตรส่งผลให้การวัด
เจตคติต่ออาชีพการทำาสวนลำาไย พบว่า นักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนหลักสูตรท้องถิ่นแบบบูรณาการ
เรื่อง อาชีพการทำาสวนลำาไยในชุมชนโป่งน้ำาร้อน มี
เจตคติที่ดีต่อหลักสูตรอยู่ในเกณฑ์ระดับมากที่สุด ทั้งนี้
อาจเป็นเพราะหลักสูตรที่มีผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเป็นหลักสูตรที่
มีผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเป็นหลักสูตรที่ทำาให้ผู้เรียนสนใจในการ
เรียนรู้ และการเรียนรู้ด้วยตั้งใจ เห็นคุณค่าของสิ่งที่เรียน
รู้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งหลักสูตรท้องถิ่นแบบบูรณาการ เรื่อง
อาชีพการทำาสวนลำาไยในชุมชนโป่งน้ำาร้อน ประกอบด้วย
สาระการเรียนรู้ของการอาชีพการเกษตร ที่มีกระบวนการ
จัดการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นสำาคัญ กิจกรรมการเรียนรู้
ที่หลากหลาย สื่อและแหล่งเรียนรู้ที่จริงและมีในท้องถิ่น
มีการวัดและประเมินผลตามสภาพจริงและเหมาะสมกับ
ความสามารถของผู้เรียน มีความเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำา
วันของผู้เรียน สร้างประสบการณ์ตรงให้กับผู้เรียนอย่าง
เป็นระบบ ทำาให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าและมีเจตคติที่ดี ซึ่ง
สอดคล้องกับแนวคิดในการพัฒนาจิตพิสัยของบลูม
(Bloom,1956 อ้างถึงใน ทิศนา แขมมณี, 2545,หน้า
235) ที่กล่าวว่าการพัฒนาด้านเจตคติหรือความรู้สึก
นั้น และเกิดเจตคติที่ดีต่อค่านิยมนั้น และสอดคล้องกับ
แนวคิดในการจัดการเรียนรู้ของ รุ่ง แก้วแดง (2540,หน้า
90-117 อ้างถึงใน ทิศนา แขมมณี,2545, หน้า 183)
ที่กล่าวว่า การเรียนที่สร้างความเครียดและความทุกข์
ให้กับผู้เรียนนั้น ทำาให้ผู้เรียนมีเจตคติที่ไม่ดีต่อการเรียน
รู้ ดังนั้นจึงควรมีการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนด้วยความ
สนใจ มีความสุข และสนุกกับการเรียนรู้ที่สามารถนำา
ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำาวันได้ และสอดคล้องกับ
งานวิจัยของ ประสิทธิ์ ศรเดช (2544) ได้ทำาการวิจัย
เรื่อง การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น เพลงพื้นบ้าน สำาหรับ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาในจังหวัดระยองและเอกสาร
ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องผลการวิจัยพบว่าหลักสูตรท้องถิ่น
เพลงพื้นบ้านสำาหรับนักเรียนประถมศึกษา ในจังหวัด
ระยอง มีความเหมาะสมที่จะนำาไปใช้ในการพัฒนาการ
เรียนการสอน เนื่องจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลัง
การทดลองใช้หลักสูตรท้องถิ่นเพลงพื้นบ้านสูงกว่าการ
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 123
สภาพการณ์การดำารงอยู่ในชีวิตเร่ร่อนว่าได้สะท้อนให้
เห็นถึงวิถีการดำาเนินชีวิต ที่เป็นกระบวนการถ่ายทอด
ทางสังคม กล่าวคือ ในความหมายก่อนเข้าสู่ชีวิต
เร่ร่อนจะเป็นการสื่อให้เห็นถึงกระบวนการที่ทำาให้คน
เร่ร่อนเกิดการเปลี่ยนแปลงตนเอง อันเกิดจากปัจจัย
ทางครอบครัว และความเปราะบางทางจิตใจ ซึ่งถูก
สั่งสมมาเป็นระยะเวลานาน ดังจะเห็นได้ว่าความหมาย
ที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นความหมายในเชิงลบ อันได้แก่ การ
รับรู้ถึง “ความวุ่นวายในบ้าน” “การไม่เป็นที่ยอมรับ”
“ความรู้สึกด้อยค่า” และ “การเป็นภาระ” ให้แก่คนใน
ครอบครัว ความหมายเหล่านี้นอกจะมีอิทธิพลต่อ
สภาวะทางอารมณ์และความรู้สึก ยังเป็นปัจจัยสำาคัญ
ที่ “บีบขับ” ให้คนเร่ร่อนได้ตัดสินใจออกมาใช้ชีวิตนอก
บ้าน ส่วนความหมายการดำาเนินชีวิตในขณะดำารงชีวิต
เร่ร่อน เป็นการสื่อให้เห็นกระบวนการปรับตัวของคน
เร่ร่อน อันเกิดจากปัจจัยทางสังคม ที่ขัดเกลาให้คนเร่ร่อน
เกิดการปรับตัว เปลี่ยนแปลง และเกิดการยอมรับใน
วิถีชีวิตคนเร่ร่อน อันจะเห็นได้จากความหมายที่คน
เร่ร่อนมองสวนสาธารณะว่า “เป็นเสมือนบ้าน” อันมีความ
รักความอบอุ่น การช่วยเหลือเกื้อกูล พึ่งพาอาศัย และ
เอื้ออาทรซึ่งกันและกันในกลุ่มคนเร่ร่อน นอกจากนี้สภาพ
การใช้ชีวิตของคนเร่ร่อนยังสะท้อนถึง “ความเป็นอิสระ”
ในการประกอบอาชีพ และการไม่ต้องตกอยู่ใต้ภาวะการ
บีบคั้นทางจิตใจเหมือนในอดีต เมื่อเกิดกระบวนการ
ปรับตัวเปลี่ยนแปลงได้ระยะเวลาหนึ่ง คนเร่ร่อนจะเกิด
ความรู้สึก “ปลง” ต่อสภาวะต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในวิถีชีวิต
ตนเอง ทำาให้เกิดการยอมรับกับสภาพที่เป็นอยู่อย่างต่อ
เนื่องและยาวนาน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการให้ความหมาย
การดำาเนินชีวิตของคนเร่ร่อน เป็นความหมายที่แสดงถึง
การถ่ายทอดทางสังคมอย่างชัดเจน ดังที่ วิลาสลักษณ์
ชัววัลลี (2548, หน้า 88) ได้กล่าวถึงกระบวนการ
ถ่ายทอดทางสังคมว่ามาจากคุณลักษณะทางสังคม คือ
(1) การถ่ายทอดทางสังคมเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา
ในการเปลี่ยนแปลง (2) ต้องมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
(3) มีการถ่ายทอดสิ่งต่าง ๆ ผ่านกระบวนการสื่อสาร (4)
สภาพของการถ่ายทอดทางสังคมจะเกี่ยวข้องกับสภาพ
ของอารมณ์ ความรู้สึก และ (5) กลุ่มสังคมเข้ามามีส่วน
ในการปรับแต่งการกระทำาต่าง ๆ ของบุคคล
แก่นสาระการดำาเนินชีวิตเร่ร่อน
เงื่อนไขและบริบทสำาคัญ อันเป็นความหมายเชิง
โครงสร้าง ซึ่งเชื่อมโยงกับความหมายเชิงข้อความตาม
การรับรู้ประสบการณ์ บริบทและเงื่อนไขดังกล่าว จะทำาให้
เข้าใจได้ว่าอะไรทำาให้บุคคลเข้าสู่ชีวิตคนเร่ร่อน และพวก
เขาเผชิญประสบการณ์ชีวิตเร่ร่อนอย่างไร นอกจากนั้น
การเข้าใจบริบทและเงื่อนไขต่าง ๆ จะช่วยให้เกิดการ
บูรณาการไปสู่การกำาหนดข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อ
การพัฒนาและปรับปรุงการใช้ชีวิตเร่ร่อน ให้เป็นไปใน
แนวทางที่เหมาะสม เกิดประโยชน์ต่อคนเร่ร่อนเอง และ
ต่อสังคม บริบทหรือเงื่อนไขหลักๆ ที่เกี่ยวข้องกับการ
เข้าสู่ชีวิตเร่ร่อนจึงมี 3 ประเด็น ได้แก่ ความสัมพันธ์ใน
ครอบครัว การรับรู้ตัวตน และรูปแบบความต้องการ และ
บริบทหรือเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ชีวิตเร่ร่อน
และกระบวนการคิดในการดำารงอยู่ในชีวิตเร่ร่อนก็มี 3
ประเด็นเช่นกัน ได้แก่ปฏิสัมพันธ์กลุ่ม แบบแผนชีวิต และ
การเผชิญความจริง ดังนั้นเมื่อพิจารณาในภาพรวม แก่น
สาระปรากฎการณ์จะเกี่ยวข้องกับการรับรู้ของคนเร่ร่อน
เป็นสำาคัญ ส่วนแก่นโครงสร้างในภาพรวมที่ใช้อธิบาย
ปรากฏการณ์เร่ร่อน พบว่า แก่นโครงสร้างปรากฏการณ์
ที่เป็นลักษณะร่วมคือ “ความเป็นตัวตน” ครอบคลุม
เงื่อนไขสำาคัญของปรากฏการณ์ทั้งหมดได้แก่ การรับ
รู้ตัวตน ความสัมพันธ์ในครอบครัว ปฏิสัมพันธ์กลุ่ม
แบบแผนชีวิต และการเผชิญความจริง โดยอธิบายได้ว่า
“ความเป็นตัวตน” ในสภาพการณ์ก่อนใช้ชีวิตเร่ร่อน คน
เร่ร่อนได้ให้ความหมายที่แสดงถึง “การสูญเสียความเป็น
ตัวตน” อันเกิดจากปัญหาด้านความสัมพันธ์ในครอบครัว
Journal of education
138
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Journal of education
อภิปรายผล
จากการศึกษายุทธศาสตร์ดังกล่าวพบว่ามีประเด็น
สำาคัญที่สามารถอภิปรายผลได้ดังนี้
1. การสร้างความเข้มแข็งในงานพันธกิจคริสเตียน
เพื่อเป็นแกนนำาในการเสริมสร้างคุณลักษณะที่ดีให้
นักเรียนซึ่งเป็นยุทธศาสตร์แรกของงานวิจัยนั้น ถือเป็น
ยุทธศาสตร์ที่ตอบสนองต่อนโยบายด้านพันธกิจการ
ศึกษาของมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทยที่
กำาหนดไว้ว่า “พัฒนาพันธกิจคริสเตียนในโรงเรียนสังกัด
สำานักงานพันธกิจการศึกษาให้ตอบสนองต่อนโยบาย
ของสภาคริสตจักรฯในการจัดการศึกษาโดยเน้นด้าน
คุณธรรม จริยธรรมแก่ผู้เรียน” การที่องค์กรในระดับ
ล่างมียุทธศาสตร์ที่สอดรับกับนโยบายของหน่วยงานต้น
สังกัดอาจกล่าวได้ว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพ
เนื่องจากMintzberge และ Quinn (1996:9-10) ได้
กล่าวถึงลักษณะหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพ
ไว้ว่า “ยุทธศาสตร์ควรสอดคล้องตรงประเด็นกับสิ่ง
ที่องค์กรต้องการ” ยุทธศาสตร์นี้ถือเป็นจุดเด่น หรือ
อัตลักษณ์ของโรงเรียนในสังกัดมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักร
ในประเทศไทย เพราะจากการศึกษาผลการวิเคราะห์
ข้อมูลสภาพแวดล้อมภายในพบว่าความชัดเจนของ
วิสัยทัศน์ พันธกิจและนโยบายของโรงเรียนในการเสริม
สร้างคุณลักษณะที่ดีให้นักเรียนบนพื้นฐานคริสตจริยธรรม
ทำาให้บุคลากรและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าใจตรงกัน มีค่าคะแนน
4.26 ซึ่งถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทุกประเด็นในด้าน
จุดแข็งที่มีค่าคะแนนรวมคือ4.16 นอกจากนั้นยังพบ
ว่าการที่ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์กว้างไกล เป็นกัลยาณมิตร
มีความอดทน และความมุ่งมั่นในการนำางานด้าน
ศาสนกิจ เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะที่ดีให้นักเรียน เป็น
ข้อที่มีค่าคะแนนสูงที่สุดในด้านจุดแข็งภายในคือ 4.32
จึงนับว่าเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการสร้างความเข้มแข็งในงาน
พันธกิจคริสเตียนศึกษาเป็นอย่างมากเพราะทั้ง 2 ประเด็น
นี้เป็นจุดแข็งภายในองค์กรมีลักษณะที่สอดคล้องประสาน
กันทำาให้การบริหารจัดการในด้านการสร้างความเข้มแข็ง
ในงานพันธกิจคริสเตียนเพื่อเป็นแกนนำาในการเสริมสร้าง
คุณลักษณะที่ดีให้นักเรียนเป็นไปอย่างคล่องตัวและมี
ประสิทธิภาพ
2. การมีส่วนร่วมของพ่อแม่ และผู้ปกครองใน
เสริมสร้างคุณลักษณะที่ดีของนักเรียนซึ่งเป็นยุทธศาสตร์
ย่อยของยุทธศาสตร์ที่ 6 คือการประสานพลังครอบครัว
ชุมชนและหน่วยงานภายนอกร่วมพัฒนานักเรียนสู่การ
เป็นผู้มีคุณลักษณะที่ดีนั้น ถือเป็นประเด็นที่สำาคัญยิ่ง
ประเด็นหนึ่งในการเสริมสร้างคุณลักษณะที่ดีให้นักเรียน
เพราะเด็กๆ จะใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับพ่อแม่ และญาติ
ผู้ใหญ่ซึ่งการอบรมเลี้ยงดูของคนในครอบครัวจะส่งผล
ต่อความคิด ค่านิยมและพฤติกรรมของเด็กเป็นอย่าง
มาก แนวคิดนี้สอดคล้องกับผลการศึกษางานวิจัยของ
Damon(2002 :61)ที่พบว่าพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นผู้
ที่มีอิทธิพลอันดับแรกต่อการพัฒนาด้านคุณลักษณะ
ของเด็ก และ ยังสอดคล้องกับผลการสังเคราะห์งาน
วิจัยเรื่องคุณลักษณะและกระบวนการปลูกฝังคุณธรรม
จริยธรรมของประเทศต่างๆโดยเจือจันทร์ จงสถิตอยู่ และ
รุ่งเรือง สุขาภิรมย์(2550,หน้า106-231) ที่พบว่าสถาบัน
ครอบครัวในประเทศต่าง ๆมีบทบาทสำาคัญยิ่งต่อการ
อบรมสั่งสอนเพื่อปลูกฝังในเด็กเป็นผู้มีคุณลักษณะที่ดี
เช่น ประเทศเวียดนาม เยาวชนเวียดนามจะได้รับการสั่ง
สอนจากพ่อแม่ ปู่ย่า ตายายถึงสิ่งสำาคัญที่ทำาให้เป็นเด็ก
ดี ได้แก่ความรักชาติความขยันหมั่นเพียร ความกตัญญู
รู้คุณ พ่อแม่จะสอนลูก ๆ ว่าต้องกตัญญู ถ้าไม่กตัญญู
จะไม่มีความก้าวหน้า ส่วนประเทศสวิตเซอร์แลนด์เชื่อ
ว่าครอบครัวเป็นสถาบันที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อความสำาเร็จ
ในการหล่อหลอมคุณธรรมจริยธรรมของประชาชนชาว
สวิสเพราะชาวสวิสจะได้รับการปลูกฝังในเรื่องนี้มาตั้งแต่
เกิด ด้วยการสั่งสอนอย่างใกล้ชิดของพ่อแม่อันเป็น
รากฐานสำาคัญของการพัฒนาการอย่าง สำาหรับประเทศ
แคนาดานั้น เชื่อว่าการที่เด็กและเยาวชนจะเติบโตเป็น
156
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Journal of education
การรับรู้ความสามารถในตนเองของครู เป็นแรง
จูงใจที่มีอิทธิพลต่อความพยายามในการสอน การตั้งเป้า
หมายและระดับความมุ่งหวัง ครูที่รับรู้ความสามารถใน
ตนเองสูง เป็นครูที่เปิดรับแนวคิดใหม่ ๆ มีความพยายาม
และอดทนกับนักเรียนที่เรียนรู้ช้า มีความกระตือรือร้น
และมุ่งมั่นในการสอนให้นักเรียนประสบความสำาเร็จ
ส่วนครูที่รับรู้ความสามารถในตนเองต่ำา มักจะเน้นใน
เรื่องระเบียบวินัยมากกว่าการสอน ขาดความมั่นใจ มัก
อ้างเหตุผลต่าง ๆ เช่น ขาดสื่อและอุปกรณ์การสอนไม่มี
เวลา ขาดความรู้ ทำาให้คุณภาพการสอนด้อยลง นักเรียน
มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำา จากแนวคิดและความเชื่อ
นี้ได้นำาไปสู่พฤติกรรมการแสดงออกของครูในทางบวก
ครูที่รับรู้ความสามารถในตนเองสูง จะมีความมานะ
พยายามในการสอนมากยิ่งขึ้น พัฒนากิจกรรมให้มีความ
ท้าทาย สร้างบรรยากาศในการเรียนให้เป็นไปทางบวกและ
พยายามกระตุ้นนักเรียนแต่ละคนให้มีความสนใจเรียน
ทำาให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ในขณะครู
ที่รับรู้ความสามารถในตนเองต่ำา จะขาดความพยายาม
ท้อแท้ในการแก้ไขปรับปรุงพฤติกรรมและการเรียนของ
นักเรียน ควบคุมพฤติกรรมของนักเรียนอย่างเข้มงวด มี
ความพึงพอใจในตนเองต่ำา ทำาให้คุณภาพการสอนด้อยลง
การรับรู้ความสามารถในตนเองของครู จึงเป็น
ปัจจัยสำาคัญที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
ของครูในทางบวก ที่ส่งผลต่อการจัดการศึกษาที่มี
คุณภาพ แบนดูรา (Tschannen-Moran, Woolfolk
Hoy & Hoy, 1998, p. 21 citing Bandura, 1997)
จึงได้สร้างแบบวัดการรับรู้ความสามารถในตนเองของครู
เพื่อวัดองค์ประกอบการรับรู้ความสามารถในตนเองของ
ครู 7 ด้าน ได้แก่ ความสามารถด้านการตัดสินใจ ความ
สามารถด้านการใช้แหล่งทรัพยากร ความสามารถด้าน
การสอน ความสามารถด้านการจัดระเบียบวินัย ความ
สามารถด้านสร้างความร่วมมือจากผู้ปกครอง ความ
สามารถด้านสร้างความร่วมมือจากชุมชน และความ
สามารถด้านการสร้างบรรยากาศทางบวกในโรงเรียน
โดยมุ่งวัดความสามารถในการปฏิบัติงานแต่ละด้านของ
ครูอย่างไม่เฉพาะเจาะจง แต่ประเมินความสามารถที่จะ
ปฏิบัติงานในกิจกรรมที่แตกต่างกันไป
ด้วยเหตุที่การรับรู้ความสามารถในตนเองของ
ครู เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
ของครู ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาการรับรู้ความสามารถ
ในตนเองของครู โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์องค์ประกอบ
เชิงยืนยัน เพื่อนำาผลจากการวิจัยมาเป็นแนวทางในการส่ง
เสริมสนับสนุนให้ครูได้พัฒนาการเรียนการสอนให้ผู้เรียน
ประสบความสำาเร็จตามเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1. เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันการรับรู้
ความสามารถในตนเองของครู
2. เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลองค์
ประกอบสมมติฐานการรับรู้ความสามารถในตนเองของ
ครูกับข้อมูลเชิงประจักษ์
กรอบแนวคิดในการวิจัย
การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิง
ยืนยันการรับรู้ความสามารถในตนเองของครู ตามแนวคิด
ของแบนดูรา (Tschannen-Moran, Woolfolk Hoy
& Hoy, 1998, p. 21 ; citing Bandura, 1997) ซึ่ง
วัดการรับรู้ความสามารถในตนเองของครูจากการปฏิบัติ
งาน 7 ด้าน ได้แก่ ความสามารถด้านการตัดสินใจ ความ
สามารถด้านการใช้แหล่งทรัพยากร ความสามารถด้าน
การสอน ความสามารถด้านการจัดระเบียบวินัย ความ
สามารถด้านสร้างความร่วมมือจากผู้ปกครอง ความ
สามารถด้านสร้างความร่วมมือจากชุมชน และความ
สามารถด้านการสร้างบรรยากาศทางบวกในโรงเรียน
จากแนวคิดดังกล่าว ผู้วิจัยจึงได้นำามาเป็นกรอบ
แนวคิดในการศึกษาองค์ประกอบการรับรู้ความสามารถ
ในตนเองของครู โดยมีโมเดลเชิงสมมติฐาน แสดงดังภาพ
ที่ 1 และ 2
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 85
Cunningham, William G. and Cordeiro, Paula A. (2003). Educational Leadership:A Problem-Based
Approach. 2 nd ed. Boston: Pearson Education.
Hoy,Wayne K.& Miskel,Cecil G. (2008). Educational Administration : Theory Research
Practice.8 th ed. Singapore : McGraw-Hill.
Johnson, Burke and Christensen, Larry. (2004). Educational Research: Quantitative, Qualitative,
and Mix Approaches. 2 nd ed. Boston: Pearson.
McMahon, Agnes. (2003). Fair Furlong Primary School: Five Years on. In StrategicLeadership and
Educational Improvement. Edited by Margaret Preedy; RonGlatter and Christine Wise.
Trowbridge, Wiltshire: Cromwell Press. 198-212.
Wiles, Jon and Bond, Joseph. (2004). Supervision: A Guide to Practice. 6 th ed. NewJersey: Pearson
Education.
Journal of education
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 65
ผลการประเมินโปรแกรมการฝึกอบรม โดยการ
ประเมินความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ พบว่า โปรแกรม
การฝึกอบรมมีความเหมาะสม สอดคล้องกันทุก
องค์ประกอบสามารถนำาไปใช้ในการฝึกอบรมได้
2.ผลการนำาโปรแกรมการฝึกอบรมไปใช้
จากการนำาโปรแกรมการฝึกอบรมไปใช้กับกลุ่ม
ตัวอย่าง โดยใช้รูปแบบการทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบ
ก่อนและหลังการทดลอง (One Group Pretest –
Posttest Design) สรุปผลได้ดังนี้
2.1 ครูผู้สอนภาษาอังกฤษระดับประถมศึกษา
มีคะแนนเฉลี่ยการทดสอบความร การจัดกิจกรรมการ
สอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร หลังการฝึกอบรมสูง
กว่าก่อนการฝึกอบรม
2.2 ครูผู้สอนภาษาอังกฤษระดับประถมศึกษา
มีทักษะการจัดกิจกรรมการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการ
สื่อสาร โดยรวมอยู่ในระดับดี
2.3 ครูผู้สอนภาษาอังกฤษระดับประถมศึกษา
มีความคิดเห็นต่อโปรแกรม การฝึกอบรมแบบเน้น
ประสบการณ์ในการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร อยู่
ในระดับมาก
อภิปรายผล
1. ผลการพัฒนาโปรแกรมการฝึกอบรม ผลของ
การพัฒนาโปรแกรมการฝึกอบรม ได้โปรแกรมการฝึก
อบรมแบบเน้นประสบการณ์ในการสอนภาษาอังกฤษ
เพื่อการสื่อสาร สำาหรับครูผู้สอนระดับประถมศึกษา ที่มี
องค์ประกอบครบถ้วน ทุกประเด็นมีความเหมาะสมและ
สอดคล้องกัน ทั้งนี้เนื่องมาจาก การพัฒนาโปรแกรมการ
ฝึกอบรม 4 ขั้นตอน คือ
ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาข้อมูลพื้นฐาน ผู้วิจัยได้
สำารวจความรู้พื้นฐานและความต้องการของครูผู้สอน
ภาษาอังกฤษระดับประถมศึกษา ศึกษาวิเคราะห์หลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่ม
สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เอกสาร งานวิจัยที่
เกี่ยวข้องการจัดกิจกรรมการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการ
สื่อสาร และนำาข้อมูลสภาพปัญหาและความต้องการมา
จัดสัดส่วนเนื้อหาและกำาหนดองค์ประกอบของโปรแกรม
การฝึกอบรมให้สอดคล้องกับสภาพและบริบททั้งด้านพื้น
ฐานความรู้และความต้องการของผู้เข้ารับการฝึกอบรม
สอดคล้องกับ ทาบา (Taba, 1962, pp.456 – 459
cited in Oliva, 2004, pp.128 – 133) ที่กล่าวถึง
แนวทางการพัฒนาหลักสูตรที่เน้นการจัดประสบการณ์
เรียนรู้ ต้องสำารวจสภาพปัญหา ความต้องการและความ
จำาเป็นของสังคม รวมทั้งศึกษาพัฒนาการของผู้เรียน
กระบวนการเรียนรู้ ธรรมชาติของความรู้ เพื่อนำามาเป็น
แนวทางในการกำาหนดจุดมุ่งหมายของหลักสูตร
ขั้นตอนที่ 2 การสร้างโปรแกรมการฝึกอบรม
1. การจัดทำาโปรแกรมการฝึกอบรมฉบับร่าง ผู้
วิจัยนำาผลที่ได้จากการสำารวจความรู้พื้นฐานและความ
ต้องการฝึกอบรมการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารมา
กำาหนดองค์ประกอบของโปรแกรมการฝึกอบรม จัดเรียง
ลำาดับเนื้อหาตามความยากง่ายโดยเฉพาะประเด็นความ
ต้องการที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของหลักสูตรแกน
กลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และการ
ปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางของหลักสูตร
แกนกลาง เริ่มจากความรู้พื้นฐาน การออกแบบกิจกรรม
เชื่อมโยงไปสู่การวัดประเมินผลและการจัดทำาแผนการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้ โดยนำาหน่วยการเรียนรู้ในหลักสูตร
สถานศึกษามาเป็นตัวอย่าง จัดกิจกรรมด้วยการเรียนรู้
แบบเน้นประสบการณ์ในการปฏิบัติกิจกรรมร่วมกับกลุ่ม
การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับกลุ่มและคู่ชี้แนะ
และฝึกทดลองปฏิบัติชิ้นงานใหม่ สอดคล้องกับ ชูชัย
สมิทธิไกร (2548, หน้า 140 – 154) ที่กล่าวว่า การ
กำาหนดโครงร่างของหลักสูตรจำาเป็นต้องจัดทำาโครงสร้าง
และลำาดับขั้นตอน การเสนอเนื้อหาที่ตอบสนอง
วัตถุประสงค์การฝึกอบรมที่กำาหนดไว้และสอดคล้อง
Journal of education
202
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
การสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้อินเทอร์เน็ต
สำาหรับอาจารย์โรงเรียนสร้างครูสาละวัน ประเทศสาธารณรัฐ
ประชาธิปไตยประชาชนลาว
A Construction of Computer
Assisted-Instruction on Internet Ultilization for
Teacher in Saravan Teacher Training School, Lao P.D.R
สุพรรณ เทพวงสา*
E-mail: sthephavongsa@yahoo.com
อุดม รัตนอัมพรโสภณ**
Journal of education
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้อินเทอร์เน็ต สำาหรับอาจารย์
โรงเรียนสร้างครูสาละวัน ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 โดยใช้โปรแกรม Macromedia
Author ware 7.1 ในการออกแบบและพัฒนาโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นอาจารย์ในโรงเรียน
สร้างครูสาละวัน อำาเภอ สาละวัน จังหวัดสาละวัน ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในภาคเรียนที่ 2
ปีการศึกษา 2553 จำานวน 30 คนซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) โดยการนำา
รายชื่ออาจารย์ จำานวน 58 คนมาจับฉลากเลือก 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ บทเรียนคอมพิวเตอร์
ช่วยสอน เรื่อง การใช้อินเทอร์เน็ตและแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่
ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละ
ผลจากการวิจัยพบว่า
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง การใช้อินเทอร์เน็ตประเภทเสนอเนื้อหาในลักษณะของมัลติมีเดียมี
ประสิทธิภาพ 87.80 /83.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
คำาสำาคัญ: อินเทอร์เน็ต/ การสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
*นิสิตปริญญาโท สาขาวิชาพัฒนาครุศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จ. ชลบุรี
** อาจารย์ ดร. โรงเรียนสาธิต “พิบูลบำาเพ็ญ” คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ประธานที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 79
7 ตัวบ่งชี้ มีค่าน้ำาหนักองค์ประกอบตั้งแต่ .76 ถึง.
63 เรียงลำาดับตามค่าน้ำาหนักองค์ประกอบจากมากไป
น้อย ดังนี้ 1) ผู้บริหารมีความสามารถด้านการบริหาร
จัดการโรงเรียน 2) ผู้บริหารเป็นบุคคลที่มีภาวะผู้นำาสูง
3) ผู้บริหารมีความรู้ความสามารถด้านงานวิชาการ
4) ผู้บริหารยึดหลักการบริหารงานแบบมีส่วนร่วม
5) ผู้บริหารมีคุณธรรม จริยธรรม เป็นที่ยอมรับของบุคคล
ทั้งในและนอกโรงเรียน 6) ผู้บริหารมีความมุ่งมั่นต่อ
ความสำาเร็จในการทำางาน และ 7) ผู้บริหารมีความ
สัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน องค์กรอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
4. องค์ประกอบคุณภาพของครูและบุคลากร
สามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 3.73 มีตัว
บ่งชี้จำานวน 8 ตัวบ่งชี้ มีค่าน้ำาหนักองค์ประกอบตั้งแต่
.72 ถึง .51 เรียงลำาดับตามค่าน้ำาหนักองค์ประกอบจาก
มากไปน้อย ดังนี้ 1) ครูมุ่งมั่นในการปฏิบัติงาน อุทิศ
ตนในการพัฒนานักเรียนให้มีความรู้ คุณธรรมจริยธรรม
2) ครูมีการพัฒนาตนเองสม่ำาเสมอ 3) ครูประพฤติตน
เป็นแบบอย่างที่ดีต่อนักเรียนและชุมชน 4) ครูมีทักษะใน
การจัดการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ 5) ครูมักจะ
ใช้กระบวนการวิจัย พัฒนาการเรียนการสอนของตนเอง
6) ครูปฏิบัติตนสอดคล้องกับจรรยาบรรณวิชาชีพครู
7) บุคลากรสายสนับสนุนมีความรู้ความสามารถ
สอดคล้องกับงานที่ได้รับมอบหมาย และ 8) บุคลากรสาย
สนับสนุนเข้าใจหลักธรรมคำาสอนทางศาสนาและปฏิบัติ
ตนตามหลักศาสนาอย่างเคร่งครัด
5. องค์ประกอบยุทธศาสตร์การสอน สามารถ
อธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 2.98มีตัวบ่งชี้จำานวน
4 ตัวบ่งชี้ มีค่าน้ำาหนักองค์ประกอบตั้งแต่ .75 ถึง .54
เรียงลำาดับตามค่าน้ำาหนักองค์ประกอบจากมากไปน้อย
ดังนี้ 1) การใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ สื่อและเทคโนโลยี
อย่างเหมาะสม 2) การขยายผลการใช้สื่อที่มีคุณภาพและ
เผยแพร่แก่ผู้สนใจทั่วไป 3) การใช้เทคนิคการสอนอย่าง
หลากหลาย และ 4) การนิเทศติดตามประเมินผลการ
สอนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
6. องค์ประกอบคุณภาพด้านวิชาการของนักเรียน
สามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 2.54 มีตัวบ่ง
ชี้จำานวน 5 ตัวบ่งชี้ มีค่าน้ำาหนักองค์ประกอบตั้งแต่ .66
ถึง .56 เรียงลำาดับตามค่าน้ำาหนักองค์ประกอบจากมาก
ไปน้อย ดังนี้ 1) นักเรียนสามารถเสนอความคิดเห็น
ผ่านการพูด เขียน การสื่อความได้โดยการอ้างอิงหลัก
การศาสนาอิสลาม 2) นักเรียนสามารถอ่าน เขียน แปล
ภาษาอาหรับได้ดี 3) นักเรียนสามารถสื่อสารกันด้วยภาษา
ไทยและภาษาต่างประเทศอีกอย่างน้อย 3 ภาษา 4) ผล
สัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในวิชาศาสนาเป็นไป
ตามเป้าหมายที่สถานศึกษากำาหนด และ 5) ผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนของนักเรียนโดยเฉลี่ยทุกกลุ่มสาระการเรียน
รู้วิชาสามัญเป็นไปตามเป้าหมายที่สถานศึกษากำาหนด
7. องค์ประกอบปรัชญาและเป้าหมายของ
โรงเรียน สามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ
2.39 มีตัวบ่งชี้จำานวน 4 ตัวบ่งชี้ มีค่าน้ำาหนักองค์
ประกอบตั้งแต่ .76 ถึง .58 เรียงลำาดับตามค่าน้ำาหนัก
องค์ประกอบจากมากไปน้อย ดังนี้ 1) ปรัชญา
โรงเรียนมีสาระสำาคัญสอดคล้องกับการจัดการ
ศึกษาของ ชาติ ศาสนา 2) ปรัชญาโรงเรียน
มุ่งเน้นการสร้างค่านิยมที่ถูกต้องให้เกิดแก่ผู้เรียน
3) ปรัชญาโรงเรียนสามารถสนองความต้องการของ
ชุมชนได้อย่างต่อเนื่อง และ 4) เป้าหมายโรงเรียน
มุ่งเน้นให้เกิดการพัฒนาต่อผู้เรียนทุกด้าน
8. องค์ประกอบแหล่งเรียนรู้ สามารถอธิบาย
ความแปรปรวนได้ร้อยละ 2.09 มีตัวบ่งชี้จำานวน 4 ตัว
บ่งชี้ มีค่าน้ำาหนักองค์ประกอบตั้งแต่ .73 ถึง .54 เรียง
ลำาดับตามค่าน้ำาหนักองค์ประกอบจากมากไปน้อย ดังนี้
1) ห้องปฏิบัติศาสนกิจที่ถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม
2) ห้องสมุด ศูนย์วิชาการ พร้อมทั้งเอกสารและตำาราที่
เหมาะสมและเอื้อต่อการเรียนรู้ 3) อาคารเรียน มั่นคง
แข็งแรง ปลอดภัย และมีการดูแล บำารุงรักษาอย่าง
เหมาะสม และ 4) การจัดบรรยากาศและสภาพแวดล้อม
ในโรงเรียนที่เอื้อต่อการเรียนรู้
Journal of education
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 11
ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในการส่งผ่านครูก้าวไปเป็นครูอนุบาล
ที่มีวุฒิภาวะทางวิชาชีพ ดังนั้น กระบวนการพัฒนาเชิง
วิชาชีพของครูอนุบาล ไม่ใช่การคำานึงถึงเพียงความ
รู้ ความสามารถเท่านั้น แต่การยืนยันความแน่วแน่ใน
วิชาชีพนับเป็นส่วนหนึ่งที่สำาคัญ แม้แต่กับครูที่มีความ
มุ่งมั่นตั้งใจในการเป็นครูอนุบาลมาตั้งแต่ต้นก็ตาม ซึ่ง
วีณา ก๊วยสมบูรณ์ (2547) กล่าวว่าความมุ่งมั่นตั้งใจ
ในการเรียนการสอนจะทำาให้ครูพัฒนาตนเองตลอดเวลา
สามารถฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ เพื่อที่จะเป็นครูที่ดีให้
เกิดขึ้นจริงได้ และสอดคล้องกับพุทธธรรมที่กล่าวไว้ว่า
กระบวนการฝึกอบรมจะเริ่มต้นด้วยความศรัทธา บุคคล
จึงเรียนรู้จนมองเห็นเหตุผลที่ถูกต้องด้วยตนเอง เรียกว่า
สัมมาทิฏฐิ เมื่อความเข้าใจแจ่มแจ้งชัดเจนขึ้นตามลำาดับ
ด้วยประสบการณ์จนกลายเป็นการรู้การเห็นประจักษ์
เรียกว่าขั้นสัมมาญาณ จึงปรากฏว่าบางคราวผู้มีปัญญา
มากกว่าแต่ขาดความเชื่อมั่น กลับประสบความสำาเร็จช้า
กว่าผู้ที่มีปัญญาด้อยกว่าแต่มีศรัทธาแรงกล้า (พระธรรม
ปิฎก, 2544: 233-262) ดังนั้น การผลิตและพัฒนา
ครู นอกจากจะพัฒนาความสามารถในเชิงวิชาการแล้ว
พัฒนาการของครูยังขึ้นกับการปลูกศรัทธา เพื่อให้เกิด
พลังแห่งความมุ่งมั่นในการเป็นครู จึงง่ายต่อการน้อมนำา
ให้ครูพัฒนาโดยเกิดปัญญา เดินหน้าต่อไปสู่จุดหมายได้
อย่างรวดเร็วต่อไป
การพัฒนาครูในแต่ละขั้นเพื่อเคลื่อนไปสู่
พัฒนาการขั้นต่อไปเป็นผลมาจากปัจจัยเงื่อนไขที่มีข้อ
เด่นที่แตกต่างกันในแต่ละระยะ หรือกล่าวได้ว่า แม้แต่
ปัจจัยเงื่อนไขในการพัฒนาครูก็มีลำาดับพัฒนาการ
โดยตัวของมันเองเช่นกัน ทั้งนี้มีความสัมพันธ์ล้อไป
ตามคุณลักษณะของครูที่แปรเปลี่ยนไปตามลำาดับขั้น
พัฒนาการ ตัวอย่างเช่น ระยะเริ่มต้นแห่งการเรียนรู้ พบว่า
หลักในการพัฒนาครูต้องเน้นการพึ่งพิงภายนอก ไม่ว่าจะ
เป็นบุคคลหรือแหล่งการเรียนรู้ ในลักษณะการชี้แนะ การ
อบรม หรือการได้เห็นแบบอย่างที่เป็นรูปธรรม ต่อมาเมื่อ
เข้าสู่ระยะการมีความมั่นคงทางวิชาชีพ พบว่า นอกจาก
การพึ่งพาภายนอกได้เคลื่อนย้ายเข้าสู่การเริ่มให้ครูได้
คิดพิจารณาหลักการกับการปฏิบัติ เมื่อเข้าสู่ระยะการมี
วุฒิภาวะทางวิชาชีพ พบว่า เป็นช่วงที่เคลื่อนย้ายมาสู่
ความสามารถในการคิดพิจารณาด้วยความรู้ความเข้าใจ
ที่เป็นของตนเอง มีคุณภาพที่ลึกซึ้งในทางปัญญาภายใน
ของตัวครู การเคลื่อนย้ายหลักในการพัฒนาครูดังกล่าว
สอดคล้องกับปัจจัยของการพัฒนาความเห็นที่ถูกต้อง
หรือสัมมาทิฏฐิ กล่าวคือ เริ่มต้นด้วยปัจจัยภายนอก ที่
เรียกว่า“ปรโตโฆสะ” คือ เสียงหรือการชักจูงสั่งสอนจาก
ผู้อื่น หลักการคือการมีกัลยาณมิตรเท่ากับการมีปรโตโฆ
สะที่ดี ต่อมาจึงสอนให้บุคคลเกิดปัจจัยภายในที่เรียกว่า
“โยนิโสมนสิการ” คือการทำาในใจโดยแยบคาย พิจารณา
สืบสาวตลอดสาย คิดอย่างมีระบบ ทำาให้ปัญญาเจริญ
ขึ้น จนกลายเป็นการรู้การเห็นประจักษ์ตามจริงในที่สุด
(พระธรรมปิฎก, 2544: 263-272) ดังนั้น การพัฒนาครู
อนุบาลจึงต้องรู้จักคุณลักษณะครูในแต่ละขั้นพัฒนาการ
จึงจะมองเห็นเป้าหมายที่ครูจะก้าวต่อไป และเชื่อมโยง
ไปสู่หลักและวิธีการพัฒนาที่เหมาะสมในแต่ละขั้น หาก
ใช้วิธีการหรือหลักการที่ไม่เหมาะกับครูในแต่ละขั้นอาจ
ไม่เกิดผลที่มีประสิทธิภาพสอดคล้องกันได้
ความเฉพาะของศาสตร์สาขาการศึกษาปฐมวัย
และธรรมชาติเด็กเล็ก ส่งผลให้สามารถสรุปเงื่อนไขที่
เป็นแก่นสำาคัญที่สุดที่ทำาให้ครูอนุบาลพัฒนาสู่ขั้นสูงสุด
ของวิชาชีพ ได้แก่ “การทำางานเป็นครูอนุบาล คือภารกิจ
ทางวิชาชีพที่เป็นวิถีทางให้ตัวครูพัฒนาชีวิตอย่างเป็น
องค์รวม” ซึ่งเกิดจากการที่ครูเห็นความเชื่อมโยง อิง
อาศัยซึ่งกันและกันทั้งหมดว่า “ครูเป็นอย่างไร เด็กเป็น
อย่างนั้น” จากศักยภาพการเรียนรู้โดยการเลียนแบบที่
ลงลึกอย่างเป็นองค์รวมของเด็กเล็ก ครูจึงถือเป็นบุคคล
ต้นแบบที่มีอิทธิพลยิ่งในพัฒนาเด็กวัยอนุบาล ดังนั้น การ
ทำางานเป็นครูอนุบาลก็เพื่อให้ตัวเราดีขึ้น และการพัฒนา
ตัวเราก็เชื่อมโยงกลับมาให้เราเป็นครูที่ดีขึ้นด้วย การ
Journal of education
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 29
เอกสารอ้างอิง
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, สำานักงาน. (2551). ชุดฝึกอบรมการจัดการศึกษาปฐมวัยตามหลักสูตร และ
การจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับพัฒนาการทางสมอง. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตร
แห่งประเทศไทย จำากัด.
เฉลิมชัย พันธ์เลิศ. (2540). การพัฒนาโปรแกรมการเรียนการสอนภาษาไทยโดยใช้วรรณกรรมเป็นฐานสำาหรับนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต ภาควิชาประถมศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย.
บันลือ พฤกษะวัน. (2532). มิติใหม่ของการสอนอ่าน. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช, หน้า 26.
บุษบง ตันติวงศ์. (2536). นวัตกรรมการสอนภาษาแบบธรรมชาติในการอ่านเขียนของเด็กปฐมวัย. ในแรมสมร อยู่
สถาพร (บรรณาธิการ), เทคนิคและวิธีการสอนในระดับประถมศึกษาชุดเสริมประสิทธิภาพครู. (หน้า 141-
152). กรุงเทพฯ: สำานักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ถาวร ษารักษ์. (2546). การพัฒนาแบบทดสอบวัดความพร้อมในการอ่าน สำาหรับนักเรียนชั้นอนุบาล สังกัดสำานักงาน
การประถมศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราช. ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการวัดผลการศึกษา.
มหาวิทยาลัยทักษิณ.
ภิญญดาพัชญ์ เพ็ชรรัตน์. (2551, มิถุนายน-กันยายน). การศึกษาความเข้าใจของผู้บริหารและครูปฐมวัยเกี่ยวกับการ
ปฏิบัติที่เหมาะสมกับพัฒนาการทางภาษาแรกเริ่มของเด็กปฐมวัยในจังหวัดชลบุรี. วารสารศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยบูรพา. 19(3), 37-52.
วรนาท รักสกุลไทย. (2533, กุมภาพันธ์). อนุบาลศึกษา: อดีต ปัจจุบันและอนาคต. วารสารกองทุน สงเคราะห์การ
ศึกษาเอกชน, 3(23), 13-16.
________. (2537). นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการปฐมวัยศึกษา. ใน ประมวลสาระชุดวิชา หลักการและแนวคิด
ทางการปฐมวัยศึกษา หน่วยที่ 11. (หน้า 161-162). นนทบุรี: สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย
สุโขทัยธรรมาธิราช.
วิชาการและมาตรฐานการศึกษา, สำานัก.(2553). การส่งเสริมศักยภาพทางภาษาและการรู้หนังสือสำาหรับเด็กปฐมวัย.
กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำากัด, 16-18.
Brown, H. (1980). Principles of language learning and teaching. Englewood Cliffs, New Jersey:
Prentice-Hall, p.21.
Bredekamp, S., & Copple, C. (Eds.). (1997). Developmentally appropriate practice in early
childhood programs (Rev. ed.): Washington DC: National Association for the Education
of Young Children.
________. (2006). Basic of developmentally appropriate practices: An introduction for teachers
of children 3 to 6. . Washington, DC; NAEYC. pp. 31-40.
Brown, H. (1973). A first language: The early stages. Cambridge, MA: Harvard University Press.
Journal of education
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 87
2. กลยุทธ์การจัดการรับเด็กฝากเข้าเรียนตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียนยอดนิยมในเขตกรุงเทพมหานคร
แบ่งออกเป็น 4 กลยุทธ์ ประกอบด้วย (1) กลยุทธ์การเตรียมความพร้อมและการวางแผนระดับโรงเรียนมี 3 มาตรการ
ประกอบด้วย การศึกษาสภาพความพร้อมของโรงเรียน การขอความเห็นชอบแผนการรับนักเรียนต่อผู้บังคับบัญชา
ตามลำาดับชั ้น และการยึดถือกฏระเบียบและข้อบังคับเกี ่ยวกับการรับนักเรียนเป็นแนวทางปฏิบัติ (2) กลยุทธ์การเตรียม
การรับเด็กฝากเข้าเรียนก่อนเริ่มกระบวนการรับนักเรียนมี 4 มาตรการ ประกอบด้วย การบริหารจัดการโดยเน้นการ
มีส่วนร่วมของชุมชน การแสดงความโปร่งใสในการพิจารณารับนักเรียน การเตรียมการรับเด็กฝากเข้าเรียน และการ
ให้ความสำาคัญกับเด็กในเขตพื ้นที ่บริการของโรงเรียน (3) กลยุทธ์การจัดการรับเด็กฝากเข้าเรียนระหว่างกระบวนการ
รับนักเรียน มี 2 มาตรการ ประกอบด้วย การรับเด็กฝากโดยตรงกับโรงเรียน และการรับเด็กฝากโดยอ้อมผ่านบุคคล
อื่น และ (4) กลยุทธ์การจัดการรับเด็กฝากเข้าเรียนเมื่อสิ้นสุดกระบวนการรับนักเรียนมี 2 มาตรการ ประกอบด้วย
การสำารองที ่เรียนไว้เวลาจำาเป็นหรือมีเหตุฉุกเฉินที่ต้องรับนักเรียนเพิ่ม และการรักษาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา
ของโรงเรียนยอดนิยม
คำาสำาคัญ กลยุทธ์ เด็กฝาก ธรรมาภิบาล โรงเรียนยอดนิยม
ABSTRACT
This is a qualitative research utilizing multiple case-study design with two-fold purposes
(1) to study the problems of the patronage system of students’ enrollment in popular schools in
Bangkok Metropolitan and (2) to establish strategies of good governance regarding patronage
system in these schools. The research methodology consisted of four stages: Stage one: the
study of general problems, types and management of the patronage system using an in-depth
interviewing method with school administrators from regions and representatives from a civil
sector. Stage Two dealt with a study of general problems, types and management of patronage
system in popular schools in Bangkok Metropolitan, employing an in-depth interviewing method
with those directly and indirectly involved with the patronage system. Stage Three emphasized
strategies establishment regarding patronage system, using a focus group method with education
experts and representatives that are knowledgeable and experienced in the issue of patronage
system enrollment in popular schools. Stage Four was pertained to the evaluation of suitability and
possibility of putting the strategies into practice, utilizing a focus group and individual evaluation.
The research results revealed that:
1. The problems of the patronage system of students’ enrollment could be divided into three
categories: the problems of staggering number of students; the problems of laws and litigation and
the impacting problems of patronage system enrollment. The types of patronage system could
be sub-categorized into three patterns: patterns of patronage system; time of requesting to use
Journal of education
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 23
และความแตกต่างของเด็กรายบุคคล การสอนให้เด็กรู้
หนังสือระยะแรกเริ่มและขั้นต้นจึงเป็นเครื่องมือสำาคัญใน
การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการรู้หนังสือของเด็กปฐมวัย
การสอนให้เด็กรู้หนังสือในระดับปฐมวัยนั้นจำาเป็น
ต้องศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 2 ปัจจัยซึ่งส่งผล
ต่อความสามารถทางการอ่านเขียนขั้นต้นและการใช้เสียง
ตัวอักษรก่อนการสะกดคำา ดังต่อไปนี้
1. ปัจจัยที่เกิดจากตัวเด็ก
1.1 ปัจจัยด้านเพศ เนื่องจากเด็กเริ่มเรียนรู้
หนังสือตั้งแต่ที่บ้านจากการสังเกตบทบาทของผู้ปกครอง
ในการใช้ภาษาเพื่อสื่อความหมายในชีวิตประจำาวันจะ
ช่วยให้เด็กเข้าใจตัวหนังสือและรู้จักเชื่อมโยงคำากับความ
หมาย (National Association for the Education
of young children [NAECY], 2005) การสร้างความ
สัมพันธ์และการมีส่วนร่วมระหว่างผู้ปกครองกับเด็กจะส่ง
ผลต่อการเริ่มอ่านและการพัฒนาทักษะการรู้หนังสือแรก
เริ่มอีกทั้งส่งผลต่อการกำาหนดบุคลิกภาพและพัฒนาการ
ทางการรู้หนังสือของเด็กทั้งชายและหญิง (Gilbert,
1989; Millard, 1994b; 1997) และมุมมองของเด็ก
ผู้ชายจะมองว่าการอ่านเขียนเป็นเรื่องของเด็กผู้หญิง
เป็นเรื่องยาก น่าเบื่อ และไม่น่าสนใจ (Solsken, 1992)
ตามธรรมชาติของเด็กชายจะชอบเสาะแสวงข้อมูลและจัด
กระทำากับสื่อของจริง ในขณะที่ธรรมชาติของเด็กหญิงจะ
ชอบอ่านหนังสือหรือเรื่องราว (Clark, 1976) นอกจาก
นี้ยังมีงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับตัวแปรเรื่องเพศที่ส่งผล
ต่อพฤติกรรมการรู้หนังสือของเด็กปฐมวัย ผลการวิจัย
พบว่าทัศนคติที่แตกต่างกันของเด็กชายและเด็กหญิงจะ
สะท้อนให้เห็นในผลงานทางการเขียนของเด็กอย่างเด่น
ชัด ดังจะเห็นได้จากผลงานภาพวาดของเด็กชายส่วน
มากจะสะท้อนความเป็นอิสระในตัวเอง ความมีพลัง
อำานาจ และความเป็นผู้นำา ในขณะที่ภาพวาดของเด็ก
หญิงส่วนมากจะสะท้อนเรื่องราวของมิตรภาพ การเกื้อกูล
และความเปราะบาง (Maynard, 2002; Minn, 1991)
1.2 ปัจจัยด้านอายุ แม้จะมีนักการศึกษาต่าง
ประเทศหลายท่าน ได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับช่วงอายุของ
เด็กที่เหมาะในการเริ่มสอนให้รู้หนังสือและรายงานผลวิจัย
พบว่า ช่วงอายุ 5 ขวบ เป็นช่วงอายุที่เหมาะสมในการ
สอนให้เด็กมีทักษะพื้นฐานที่จำาเป็นในการรู้หนังสือขั้นต้น
(Young, 2009 citing Blatchford, Burke, Farquar,
Plewis & Tizard, 1987; Crone and Whitehurst,
1999; Oliver, Dale & Plomin, 2005; Purcell-
Gates, 1996; Young, 2002 & 2004) หากครูเร่งสอน
อ่านเขียนสำาหรับเด็กก่อนอายุ 5 ขวบ อาจจะไม่เหมาะ
สมเพราะเด็กยังไม่สามารถจำาแนกคำาหรือผสมหน่วยเสียง
ย่อยเป็นคำาได้ เด็กยังไม่เข้าใจการออกเสียงในการเขียน
เด็กไม่รู้จักใช้ระบบเสียง ความหมาย โครงสร้างประโยค
ที่ผสมผสานเข้าด้วยกัน จึงเป็นการยากที่จะสอนให้เด็ก
รู้หนังสืออย่างมีความหมายด้วยการอ่านเขียนก่อนอายุ
5 ขวบทั้งนี้เพราะเด็กยังไม่เข้าใจหลักในการอ่านเขียนใน
ภาษาของตนเอง อย่างไรก็ตามคำาตอบเกี่ยวกับช่วงอายุ
ที่เหมาะสมในการสอนให้รู้หนังสือระดับปฐมวัยนั้นอาจ
ไม่ใช่คำาตอบที่เหมาะสมสำาหรับเด็กไทย ยังคงต้องรอ
การศึกษาค้นคว้าวิจัยในประเทศไทยเพื่อค้นหาคำาตอบ
ดังกล่าวนี้อีกต่อไป
1.3 ปัจจัยด้านกระบวนการทำางานของสมอง
สมองของเด็กปฐมวัยจะเชื่อมโยงสัญลักษณ์ที่เป็นรูป
ธรรมกับเสียงในภาษาพูดที่เด็กรู้จัก เด็กจะรับรู้ว่าภาษา
พูดแบ่งเป็นหน่วยเสียงย่อยและหน่วยเสียงย่อยสามารถ
เขียนออกมาเป็นหนังสือได้ และการตระหนักรับรู้เรื่อง
เสียงและคำาจะเป็นตัวทำานายความสำาเร็จทางการอ่าน
ที่จะคงอยู่ตลอดไป (Shankweiler et al.,1995 อ้าง
ถึงใน สำานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2552,
หน้า 16) อีกทั้งภาษาพูดและภาษาเขียนจะพัฒนาแตก
ต่างกันเนื่องจากสมองมีโปรแกรมรับรู้และพัฒนาภาษา
Journal of education
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 177
ความเป็นไทย : การปลูกฝังจิตสำานึกความเป็นไทยแก่เยาวชนไทย
ในบริบทสังคมไทยปัจจุบัน
THAINESS:THE INCULCATION OF THE CONSCIOUSNESS OF
DESIRED THAINESS AMONG THAI YOUTH IN THE CONTEXT
OF CONTEMPORARY THAI SOCIETY
ABSTRACT
The research aimed to examine the inculcation of the consciousness of desired Thainess
among Thai youth in the context of contemporary Thai society,explore the role of education
in this regard,offer viable options on the arrangement of educational approaches for this particular
purpose. Methodologies were documentary, quantitative and qualitative researches, while the
data collection tool is questionnaires. They were distributed to Thai youth studying in 3 tertiary
institutions of Thailand: Chulalongkorn University in Bangkok, Burapha and Naresuan Universities
in the upcountry as well as to the faculty of those 3 universities. In addition, indepth interview,
focus group discussion and delivering presentation on the arrangement of education approaches
to experts were also used as data collection instrument.
The results were:
1. Most of the students and teachers recognized the Thainess values and realized the
appropriate Thainess characteristics. The Thainess characteristics which should be inculcated in
Thai youth the most in the context of Thai society at present were: being devoted to the nation,
religion and the king. Secondary placed values were: gratitude and honesty.
2. Most of the students and teachers realized that education took an important part in
implanting the Thainess, beginning with the teachings from family institution, classes provided
by educational institutions, including, enhancing learning process from every part of the society,
especially in mass-media institutions.
3. Most of the students and teachers recognized that the most important educational
provision guidelines for inculcating the Thainess were: an inculcation of Thainess to Thai youth
* นิสิตระดับดุษฎีบัณฑิต คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
หทัยรัตน์ ทับพร*
E-mail:hatairathtp@hotmail.com
Journal of education
206
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Journal of education
6. นำาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไปทดลองกับ
กลุ่มเล็กกับผู้เรียนจำานวน 10 คน แก้ไขและปรับปรุง
7. นำาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไปทดลองกับ
กลุ่มตัวอย่าง
การสร้างและหาคุณภาพของแบบทดสอบวัดผล
สัมฤทธิ์ทางการเรียน
ผู ้วิจัยได้ศึกษาเอกสารการสร้างแบบทดสอบวัดผล
สัมฤทธิ์ทางการเรียนตามแนวทาง ของเยาวดี
วิบูลย์ศรี(2548, หน้า 178-186) แล้วมาสร้างแบบ
ทดสอบแบบปรนัยมี 4 ตัวเลือก 60 ข้อแล้ว นำาข้อสอบ
ดังกล่าวให้ ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความเที่ยงตรงของ
เนื้อหาตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้ (IOC) และเลือกเอา
ข้อสอบที่ค่า IOC ตั้งแต่ 0.67 นำาแบบทดสอบไปทดลอง
กับอาจารย์ที่ไม่ไช่กลุ่มตัวอย่างในโรงเรียนสร้าง
ครูสาละวัน จำานวน 9 คนเพื่อหาค่าความยากง่ายและค่า
อำานาจจำาแนกเป็นรายข้อโดยนำาใช้เทคนิคการวิเคราะห์ที่
เรียกว่า เทคนิค 50% ของเยาวดี วิบูลย์ศรี ( 2548, หน้า
152-53) ได้ค่าความยากอยู่ระหว่าง 0.38 – 0.80 และ
ค่าอำานาจจำาแนกอยู่ระหว่าง 0.25 – 0.75 จำานวน 40
ข้อ จากนั้นนำาไปหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้ง
ชุด โดยใช้สูตร KR-20 ของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน (เยาวดี
วิบูลย์ศรี, 2540, หน้า 111) ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ
0.86
การหาคุณภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
การดำาเนินการทดลองบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย
สอน เพื่อหาประสิทธิภาพ ได้ดำาเนินการ ดังต่อไปนี้
1. เสนอแผนการเก็บรวบรวมข้อมูลต่อผู้อำานวย
การโรงเรียน เพื่อขอความอนุเคราะห์ดำาเนินการทดลอง
บทเรียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
2. ผู้วิจัยได้ชี้แจงเกี่ยวกับจุดประสงค์ของการ
ทดลองโปรแกรม ตารางและเวลาการเรียนแนะนำา
คุณลักษณะ และวิธีใช้โปรแกรม ที่ห้องประชุมของ
โรงเรียนสร้างครูสาละวัน
3. แบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 15 คน
(เนื่องจากคอมพิวเตอร์ไม่ครบตามจำานวนของกลุ่ม
ตัวอย่าง) แต่ละกลุ่มจะเข้าเรียนตามตารางที่ผู้วิจัย
กำาหนดไว้
4. ดำาเนินการเรียนเป็นเวลา 2 สัปดาห์ จำานวน
14 ชั่วโมง ซึ่ง ผู้วิจัยได้ติดตามให้ความช่วยเหลือ
เมื่อโปรแกรมมีปัญหา สังเกตและบันทึกผล
5. ทดสอบหลังการเรียนด้วยแบบทดสอบวัดผล
สัมฤทธิ์ทางการเรียน ในช่วงบ่าย
6. เก็บรวบรวมแบบทดสอบ ใบคะแนน และ
เอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อนำาไปวิเคราะห์ข้อมูล
การวิเคราะห์ข้อมูล
ผู้วิจัยได้นำาเอาคะแนนที่ได้จากการทำาแบบ
ทดสอบหลังเรียนด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ของ
กลุ ่มตัวอย่างจำานวน 30 คน มาคำานวณหาค่าร้อยละเฉลี่ย
ของคะแนนทั้งกลุ่มและค่าร้อยละเฉลี่ยของจำานวน
อาจารย์ที่สามารถผ่านได้ตามเกณฑ์วัตถุประสงค์ทุกข้อ
จากการทำาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตาม
เกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ของ มนตรี แย้มกสิกร
(มนตรี แย้มกสิกร, 2550, หน้า 8 อ้างอิงจาก
เปรื่อง กุมุท 2519, หน้า 129)
สรุปผลการวิจัย
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง การใช้
อินเทอร์เน็ต ที่มีประสิทธิภาพ 87.80/83.33 ซึ่งสูงกว่า
เกณฑ์มาตรฐาน 80/80
อภิปรายผล
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้
อินเทอร์เน็ต ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์
87.80/83.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำาหนดไว้ทั้งนี้
อาจเป็นเพราะว่า ผู้วิจัยได้ดำาเนินการตามลำาดับขั้นตอน
ดังนี้
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 187
Technology, Walailak University and King Mongkut’s University of Technology Thonburi. With a
sum of 30 persons, the first group consists of 6 presidents and vice presidents, while the other
group consists of executives, with at least a director level, in a total of 10 persons for each.
Instruments using for the research are document analysis, interview and rating scale. Statistics
using for data analysis are percentage, means and standard deviation.
The result reveals that the academic administration model (The MAIN of Academic Tree
Model) which were suitable for autonomous universities in Thailand included 4 main factors;
Management, Alliance and Network, Innovation and Technology, and New Knowledge of which
composed 12 minor factors; 1) administrative guidelines, 2) university council, 3) academic
council, 4) collaboration with abroad, 5) collaboration with education institutions in the country,
6) collaboration with communities/industrial sectors, 7) technology and information systems,
8) instructions, 9) curriculum, 10) support on research, 11) research, and 12) the utilization of
knowledge/academic services.
Keywords : Academic Administration Model, Autonomous Universities
บทนำา
“มหาวิทยาลัย” เป็นแหล่งผลิตทรัพยากรมนุษย์
ที่สำาคัญของประเทศ เป็นแหล่งสร้างปัญญาและเป็น
ผู้นำาทางความคิดให้กับสังคมนั้นๆ ในบทบาทดังกล่าว
มหาวิทยาลัยจึงตระหนักและมีความจำาเป็นที่ต้องมุ่งสู่
ความเป็นเลิศ เพื่อตอบสนองและรับใช้สังคมโดยรวม
ยิ่งในสภาวะที่โลกไร้พรมแดน เกิดการแข่งขันในด้าน
ต่างๆ มากมาย มหาวิทยาลัยก็ตกอยู่ในปรากฎการณ์
นั้นๆ การเปรียบเทียบอันดับทางวิชาการหรือความเป็น
เลิศของมหาวิทยาลัยในระดับนานาชาติ กลายเป็นสิ่ง
ที่สาธารณชนให้ความสำาคัญมากขึ้น ซึ่งแตกต่างจาก
ในอดีต ที่ความสนใจในเรื่องดังกล่าวมักเกิดขึ้นเฉพาะ
ในแวดวงของนักวิชาการเท่านั้น ดังนั้น การปรับปรุง
ประสิทธิภาพการดำาเนินงานของมหาวิทยาลัย เพื่อนำา
ไปสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการที่ได้มาตรฐานในระดับ
นานาชาติ จึงเป็นสิ่งที่มีความสำาคัญ อย่างยิ่ง
ประกอบกับการจัดการเรียนการสอนในปัจจุบัน
ยังไม่สามารพัฒนาผู้เรียนได้อย่างสมกับความเป็น
สถาบันชั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นการสอนให้รู้จักคิด วิเคราะห์
วิจารณ์ รู้จักศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง รวมทั้ง
การผลิตผลงานวิจัย นักวิจัย การสร้างองค์ความรู้ และ
เทคโนโลยีที่ไม่เพียงพอกับความต้องการในการพัฒนา
ประเทศ (สำานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ,
2542) ซึ่งสอดคล้องกับ ไพฑูรย์ สินลารัตน์ (2546) ที่
กล่าวว่า การเรียนการสอนในสถาบันอุดมศึกษาของไทย
เห็นชัดเจนว่าเน้นหนักไปในการถ่ายทอดความรู้ เพราะ
เราเป็นสังคมที่รับรู้ความรู้ของต่างประเทศมาตลอด จึงไม่
แปลกอะไรที่การเรียนการสอนสถาบันอุดมศึกษาจะเน้น
การบรรยาย เน้นการบอกและการรับของผู้เรียน ซึ่งจะ
ปลูกฝังนิสัยการเป็นผู้รับความรู้อยู่ตลอดเวลา การคิดค้น
สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ จึงมีน้อย เช่นเดียวกับ จรัส สุวรรณ
เวลา (2551) ที่มีความเห็นว่า นอกจากนั้นการเรียนการ
สอนที่มุ่งถ่ายทอดความรู้ และการบรรยายในห้องเรียน
ขนาดใหญ่ ยังทำาให้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างนิสิตนักศึกษากับ
อาจารย์ลดลงอีกด้วย
Journal of education
212
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
วันที่หนึ่งเมษามาถึงแล้ว ครูทั้งผองผ่องแผ้วเกษมศรี
ด้วยอายุของกระทรวงล่วงอีกปี ปิติที่การศึกษาก้าวหน้าไป
นับเป็นปีของครูรู้แน่ชัด เพราะว่ารัฐบำารุงครูเป็นการใหญ่
ตั้งกรมการฝึกหัดครูคู่กันไป กับสร้างวิทยาลัยให้แก่ครู
เปิดศูนย์กลางอบรมศึกษาผู้ใหญ่ วิทยาลัยหมู่บ้านเป็นงานคู่
ครุศาสตร์ปรุงปรับวิชาครู ให้ขึ้นสู่ระดับปริญญา
นอกจากนี้ยังมีข้อปลีกย่อย เป็นผลพลอยเกิดในหทัยข้า
คืออิ่มในที่ได้เป็นครูมา จนเห็นแสงสว่างจ้างข้างหน้าเอย (1 เมษายน 2498)
3. สะท้อนคุณค่า แนวคิด ตลอดจนสิทธิทางการศึกษาของคนไทย
ท่านผู้ใดเดินลัดตัดสนาม จะให้เพื่อนตีความอย่างไรหนอ
นอกจากว่าคนนี้ไม่ดีพอ จึงต้องขอเลี่ยงออกนอกทาง ( 20 สิงหาคม 2498)
คำา “หอพัก” มักปนกับ “หอนอน” ต่างเป็นที่สัญจรเข้าอาศัย
“หอพัก” ย่นหนทางบ้านห่างไกล “หอนอน”นี้มีไว้เพื่ออบรม (24 กันยายน 2498)
อันสิทธิมนุษยชนข้อใดเล่า จะเทียบเท่าสิทธิการศึกษา
เราชาวไทยได้สิทธินั้นมา เมื่อพระพุทธศาสนาถึงเมืองไทย
Journal of education
4. บทกลอนที่สะท้อนบรรยากาศสถานที่เฉพาะ เช่น การตั้งวิทยาลัยวิชาการศึกษาบางแสน หรือเหตุการณ์
เฉพาะที่ประทับใจ
วันที่แปดกรกฎกำาหนดไว้ เป็นวันวิทยาลัยการศึกษา
ขยายออกท้องถิ่นจินตนา ให้อุดมศึกษาแก่ชาวไทย
เลือกจำาเพาะเหมาะดีที่บางแสน ต้องวางแผนกะการเป็นงานใหญ่
วางศิลาฤกษ์ลงตรงชายไพร เพื่อจะได้ตึกงามอร่ามตา
ตัดมะพร้าว แผ้วถาง สร้างถนน แต่ละต้น เสียดายเป็นหนักหนา
เพราะน้ำาหอมระรื่นชื่นอุรา แต่เพื่อการศึกษาก็จำาใจ
ท่านผู้ใดจะใช้ถนนนี้ ทุกทิวาน่าที่จะครวญใคร่
ว่าตนช่วยสร้างวิทยาลัย ให้ชื่อหอมแทนได้หรือไม่เอย ( 9 กรกฎาคม 2498)
บทสรุป
หนังสือ “ศึกษาภาษิต” เป็นการรวบรวมผลงานของศาสตราจารย์ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ซึ่งดำาเนินงาน
โดยคณะกรรมการบริหารมูลนิธิศาสตราจารย์ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราช
สุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นับเป็นเอกสารที่มีคุณค่าต่อการสร้างแรงบันดาลใจต่อการประกอบวิชาชีพครู และการสร้าง
ความภาคภูมิใจในวิชาชีพครูเป็นอย่างยิ่ง เหมาะกับยุคสมัยปัจจุบันที่วิชาชีพครู มีแนวโน้มถูกตั้งข้อคำาถามจากสังคม
มากขึ้นถึง “จิตวิญญาณความเป็นครู” ของผู้ประกอบวิชาชีพครูว่ามีมากน้อยเพียงใด หนังสือเล่มนี้สามารถอ่านซ้ำา
ได้หลายครั้ง เพราะเป็นบทกลอนที่มีความงามทั้งด้านภาษาและความหมาย
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 83
8. แหล่งเรียนรู้ ในประเด็นนี้พิจารณาได้ว่าอาจ
เป็นเพราะ แหล่งเรียนรู้เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่จะทำาให้
การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการจัด
บรรยากาศและสภาพแวดล้อมในโรงเรียน อาคารเรียน
มั่นคง แข็งแรง ปลอดภัย และห้องปฏิบัติศาสนกิจที่ถูก
ต้องตามหลักศาสนาอิสลาม ซึ่งทำาให้ผู้ปกครองมีความ
มั่นใจในความปลอดภัยที่มาเรียนที่ที่มีสภาพแวดล้อมที่
ดี อาจเป็นเพราะผู้ปกครองที่ส่งลูกเข้าเรียนในโรงเรียน
เอกชนสอนศาสนาอิสลามก็เพื่อต้องการให้เด็กมีการ
ปฏิบัติตนที่ถูกต้องตามหลักการของศาสนาอิสลาม
มีการปฏิบัติศาสนกิจอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับ
กระทรวงศึกษาธิการ(2552, หน้า 27) ที่ได้ส่งเสริมให้
สถานศึกษาจัดให้มีแหล่งเรียนรู้และเครือข่ายการเรียนรู้
ที่มีประสิทธิภาพในสถานศึกษาและชุมชนเพื่อการศึกษา
ค้นคว้าและแลกเปลี่ยน ประสบการณ์การเรียนรู้ ระหว่าง
สถานศึกษา ท้องถิ่น ชุมชน สังคมโลก
ข้อเสนอแนะจากผลการวิจัย
จากผลการวิจัย ผู้วิจัยได้ให้ข้อเสนอแนะเพื่อ
การนำาผลการวิจัยไปใช้เป็นประโยชน์ต่อบุคคล กลุ่ม
บุคคล หรือหน่วยงานต่างๆได้ดังต่อไปนี้
1. ผู้บริหารของสำานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
สำานักงานศึกษาเอกชนจังหวัด ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะ
กิจ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ควรกำาหนดเป็นนโยบายส่ง
เสริมคุณภาพโรงเรียนโดยใช้ผลจากการวิจัยนี้ กำาหนดเป็น
เกณฑ์มาตรฐานและตัวชี้วัดของโรงเรียนในสังกัด
2. ผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานภาครัฐ ที่มีส่วน
ร่วมในการกำาหนดนโยบายใดๆ ในเขตพัฒนาพิเศษ
เฉพาะกิจ จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะต้องคำานึงถึงวิถีชีวิต
ของคนในพื้นที่ ที่ศรัทธาและยึดมั่นในหลักจริยธรรมและ
พฤติกรรมตามหลักการศาสนาอิสลามเป็นสำาคัญ
3. ผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม เขต
พัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ จังหวัดชายแดนภาคใต้ สามารถ
นำาผลการวิจัยนี้ไปเป็นแนวทางในการบริหารสถานศึกษา
โดยการวางแผนพัฒนา หรือการกำาหนดยุทธศาสตร์และ
กลวิธีสู่การบริหารจัดการโรงเรียน หรือนำาผลการวิจัยนี้
ไปเป็นแนวทางในการดำาเนินงานระบบประกันคุณภาพ
ภายในสถานศึกษา
Journal of education
่
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 93
โรงเรียนรับได้ การร้องเรียนและฟ้องร้องดำาเนินคดี และ
ผลกระทบของการรับเด็กฝากเข้าเรียน สาเหตุเนื ่องมาจาก
ค่านิยมในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนยอดนิยม
ของผู ้ปกครองที ่ต้องการให้บุตรหลานได้รับการศึกษาที
ดีจากโรงเรียนที ่มีคุณภาพ จึงพยายามทุกวิถีทางที ่จะฝาก
เด็กเข้าเรียนในโรงเรียนยอดนิยมจนกลายเป็นวัฒนธรรม
หนึ ่งของผู ้มีโอกาสในสังคมไทย สอดคล้องกับ สิริกร มณี
รินทร์ (www, 2546) ที ่ยอมรับว่าการฝากเด็กเข้าเรียน
เป็นวัฒนธรรมที ่ฝังลึกในสังคมไทย และได้สร้างปัญหา
ด้านการรับนักเรียนและสร้างผลกระทบให้กับโรงเรียน
ยอดนิยมตลอดมา ซึ ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับระบบอุปถัมภ์
(Patronage System) ซึ ่งเป็นรูปแบบความสัมพันธ์
ในสังคมไทยที ่มีมาช้านาน ในลักษณะของการช่วย
เหลืออุปการะ สนับสนุนค้ำาจุนซึ่งกันและกันโดยมิได้
หวังสิ่งตอบแทนที่เป็นรูปธรรม ต่อมามีการพัฒนาจน
มีลักษณะคล้ายการแลกเปลี ่ยนที ่คำานึงถึงผลประโยชน์
หรือสิ่งตอบแทนที่มีมูลค่าทัดเทียมกัน สอดคล้องกับ
ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ (2548, หน้า 56-57) ที ่ได้กล่าวถึง
ความสัมพันธ์ระหว่างผู ้อุปถัมภ์กับผู ้รับอุปถัมภ์เป็นความ
สัมพันธ์ส่วนตัวเสมือนเป็นเพื ่อนกัน แต่มีการแลกเปลี ่ยน
เป็นส่วนสำาคัญ หากนำาแนวคิดระบบอุปถัมภ์มาอธิบาย
เกี ่ยวกับการฝากเด็กเข้าเรียน อาจพิจารณาได้สองแง่มุม
หากพิจารณาเชิงบวก พบว่า การรับเด็กฝากเข้าเรียนอาจ
ส่งผลดีต่อโรงเรียน เช่น ทำาให้โรงเรียนมีความสัมพันธ์ที ่ดี
กับชุมชนซึ ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการประสานความร่วมมือ
ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และทำาให้โรงเรียนมีโอกาส
ระดมทรัพยากรได้มากขึ ้น เมื ่อพิจารณาเชิงลบ พบว่า การ
รับเด็กฝากเข้าเรียนอาจส่งผลเสียกับโรงเรียน เช่น เป็นการ
เพิ ่มภาระงานให้ครูและโรงเรียน ทำาให้การดูแลนักเรียนไม่
ทั ่วถึง และอาจเป็นการสร้างปัญหาให้โรงเรียน รวมทั ้งเป็น
ความเสี ่ยงต่อการถูกฟ้องร้องดำาเนินคดีของผู ้บริหารสถาน
ศึกษาและผู ้มีส่วนเกี ่ยวข้องกับการรับนักเรียน นอกจากนั ้น
ยังเป็นการสร้างความเหลื ่อมล้ ำาในสังคม ทำาให้นักเรียนที ่มี
ความเหมาะสมกว่ากลับไม่ได้รับโอกาสเข้าเรียน สอดคล้อง
กับ ปิติเทพ อยู่ยืนยง (www.pattanitoday.com,
2546) กล่าวว่า สังคมที่มีระบบอุปถัมภ์โดยมากมักจะ
เป็นสังคมที่เกิดความเหลื่อมล้ำาและความไม่ทัดเทียมกัน
ในสังคมโดยเฉพาะประเทศกำาลังพัฒนา และสอดคล้อง
กับ ณัฐนันท์ ธนัทพิพัฒน์กุล และประยงค์ แสนบุราณ
(2550, หน้า 26 - 27) ที ่ยืนยันว่า ข้อดีของระบบอุปถัมภ์
คือ การช่วยให้ความสัมพันธ์ของคนในสังคมเป็นไปอย่าง
เอื้ออาทรและมีน้ำาใจมากกว่าสังคมที่ใช้กฎหมาย หาก
ในสังคมเกิดปัญหาขึ้นก็สามารถตกลงกันได้ง่ายโดยไม่
จำาเป็นต้องใช้กฎระเบียบเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่อาจมีข้อเสีย
คือ หากองค์กรต่างๆ นำาระบบอุปถัมภ์มาใช้กันมากอาจ
ส่งผลกระทบต่อองค์กรและสังคมโดยรวมได้ เช่น ทำาลา
ยกฏเกณฑ์ของสังคม คุณค่าความเป็นมนุษย์ ความเสมอ
ภาค และความสามัคคี สร้างระบบอิทธิพล และเป็นเหตุ
ให้เกิดการคอร์รัปชั่น เช่นเดียวกับ บิวดิ้ง (Building,
www, 2008) ที่กล่าวถึงข้อเสียของระบบอุปถัมภ์เมื่อ
แทรกซึมเข้าไปในทุกองค์กรแล้วต่อยอดและฝังรากลึก
จนทำาให้สังคมไทยขาดโอกาสในการพัฒนาทรัพยากร
มนุษย์และไม่ก้าวหน้าอย่างที่ควรจะเป็น ดังนั้นโรงเรียน
ยอดนิยมจึงต้องหาทางใช้ข้อดีของระบบอุปถัมภ์ให้เกิด
ประโยชน์สูงสุดต่อโรงเรียนด้วยความระมัดระวัง
2. ลักษณะการฝากเด็กเข้าเรียนของโรงเรียนยอด
นิยมในเขตกรุงเทพมหานคร พบว่า มีการฝากโดยตรง
กับทางโรงเรียนและการฝากโดยอ้อมผ่านคนกลาง การ
ฝากโดยตรงกับทางโรงเรียนเพื ่อขอให้พิจารณารับบุตร
หลานเข้าเรียนนั ้น ผู ้ปกครองส่วนใหญ่มักอ้างเหตุผลและ
ความจำาเป็นที ่ต้องให้บุตรหลานเข้าเรียนเป็นหนังสือและ
มักจะเสนอความช่วยเหลือโรงเรียนเป็นการตอบแทนใน
รูปแบบต่างๆ เช่น เงินบริจาค ทรัพยากรทาง การศึกษา
ของขวัญหรือสิ ่งกำานัลอื ่นๆ ซึ ่งแนวทางดังกล่าวมีลักษณะ
คล้ายกับ แนวคิดการแลกเปลี่ยน (Bartering) ซึ่งเป็น
รูปแบบการใช้จ่ายเพื่อซื้อขายสินค้าหรือบริการ สำาหรับผู ้
Journal of education
สารบัญ
บทบรรณาธิการ
หน้า
บทความวิชาการ
พัฒนาการทางวิชาชีพครูปฐมวัย 1
ศิรประภา พฤทธิกุล
เริ่มต้นอ่านเขียน : ย้อนคิดและเรียนรู้เกี่ยวกับการรู้หนังสือ ในระดับปฐมวัย 15
ภิญญดาพัชญ์ เพ็ชรรัตน์
การวิเคราะห์ข้อสอบด้วยโปรแกรมสำาเร็จรูป 32
รองศาสตราจารย์วัฒนา สุนทรธัย
บทความวิจัย
การพัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษาของคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว 47
คำาเมิง สีบุญเรือง, ดร.เกรียงศักดิ์ บุญญา
การพัฒนาโปรแกรมการฝึกอบรมแบบเน้นประสบการณ์ในการสอน ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 58
สำาหรับครูผู้สอนระดับประถมศึกษา
นิธิวดี ป่าหวาย, วิมลรัตน์ จตุรานนท์
องค์ประกอบและตัวบ่งชี้การเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ยอดนิยมเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ 73
จังหวัดชายแดนภาคใต้
รัชตา ธรรมเจริญ
กลยุทธ์การจัดการรับเด็กฝากเข้าเรียนตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียนยอดนิยมในเขตกรุงเทพมหานคร 86
ปรีชา เจริญกิจขจร
การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นแบบบูรณาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องอาชีพ 100
การทำาสวนลำาไยในชุมชนโป่งน้ำาร้อน สำาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านโป่งน้ำาร้อน
ฤทัย สุขเลิศ, อารมณ์ เพชรชื่นและ ไพรัตน์ วงษ์นาม
เส้นทางชีวิตคนเร่ร่อน : การศึกษาเชิงปรากฏการณ์วิทยาประสบการณ์คนเร่ร่อนเขตเมืองหลวง 114
วรากร ทรัพย์วิระปกรณ
ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างคุณลักษณะที่ดีของผู้เรียน ในโรงเรียนสังกัดมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักร 129
ในประเทศไทย
สิรินันท์ ศรีวีระสกุล, ปองสิน วิเศษศิริ, ศิริเดช สุชีวะ
ผลของการให้คำาปรึกษาโดยใช้ทฤษฏีโปรแกรมภาษาประสาทสัมผัส ต่อความหยุ่นตัวของเด็กที่มี 141
ประสบการณ์ทางลบ
สถาพร จันทร์พฤกษา ,อนงค์ วิเศษสุวรรณ์
การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันการรับรู้ความสามารถในตนเองของครู 154
สายใจ อินทรณรงค
ภาพอนาคตเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัยระหว่างสถาบันอุดมศึกษาใน 10 ปีข้างหน้า 169
(พ.ศ. 2552 – 2561)
สุภาวดี ลาภเจริญ
ความเป็นไทย : การปลูกฝังจิตสำานึกความเป็นไทยแก่เยาวชนไทย ในบริบทสังคมไทยปัจจุบัน 177
หทัยรัตน์ ทับพร
การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการ สำาหรับมหาวิทยาลัยในกำากับของรัฐ 186
อัมเรศ เนตาสิทธิ์
การสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้อินเทอร์เน็ตสำาหรับอาจารย์โรงเรียนสร้างครูสาละวัน 202
ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
สุพรรณ เทพวงสา, อุดม รัตนอัมพรโสภณ
ปริทรรศน์ หนังสือ
ศึกษาภาษิต 211
มนตรี แย้มสิกร
้
ความโด่ง (0.199) โดยความเบ้/ความโด่งมีความหมายดังต่อไปนี
ความเบ้เป็ นลบ (-) ดังภาพ 7.3 แปลว่า คะแนนเฉลี่ยมีค่าน้อยกว่าอีกสองค่า (Mean < Median <
เมื่อเปรียบเทียบระหว่างค่าเฉลี่ย (Mean) มัธยฐาน (Median) และฐานนิยม (Mode) แล้ว
Mode) ซึ ่งเป็ นผลมาจากข้อสอบง่ายหรือคนสอบเป็ นกลุ่มเก่ง ความเบ้เป็ นบวก (+) ดังภาพ 7.4
ความเบ้เป็
42 Journal นลบ (-) of ดังภาพ Education 7.3 แปลว่า Vol.22 คะแนนเฉลี่ยมีค่าน้อยกว่าอีกสองค่า
แปลว่า คะแนนเฉลี่ยมีค่ามากกว่าอีกสองค่า
No.3
(Mode
June
< Median
2011
<
-
Mean)
September (Mean
ซึ ่งเป็ นผลมาจากข้อสอบยาก
2011 < Median <
Mode) ซึ ่งเป็ นผลมาจากข้อสอบง่ายหรือคนสอบเป็ นกลุ่มเก่ง ความเบ้เป็ นบวก (+) ดังภาพ 7.4
หรือคนสอบเป็ นกลุ่มอ่อน
แปลว่า คะแนนเฉลี่ยมีค่ามากกว่าอีกสองค่า (Mode < Median < Mean) ซึ ่งเป็ นผลมาจากข้อสอบยาก
ความโด่งเป็นลบ นลบ (-) แปลว่า (-) แปลว่า คะแนนในกลุ่มมีการกระจายมากหรือแตกต่างกันมาก กราฟมีลักษณะแบนราบ
(Platykurtic) หรือคนสอบเป็
ลักษณะแบนราบ และความโด่งเป็นบวก นกลุ่มอ่อน
(Platykurtic) และความโด่งเป็ (+) แปลว่า คะแนนในกลุ่มมีการกระจายน้อยหรือคะแนนใกล้เคียงกัน นบวก (+) แปลว่า กราฟ
มีลักษณะโด่ง ความโด่งเป็ (Leptokurtic) นลบ ดังภาพ (-) แปลว่า 7.5คะแนนในกลุ่มมีการกระจายมากหรือแตกต่างกันมาก กราฟมี
น้อยหรือคะแนนใกล้เคียงกัน กราฟมีลักษณะโด่ง (Leptokurtic) ดังภาพ 7.5
ลักษณะแบนราบ (Platykurtic) และความโด่งเป็ นบวก (+) แปลว่า คะแนนในกลุ่มมีการกระจาย
Leptokurtic (+)
น้อยหรือคะแนนใกล้เคียงกัน กราฟมีลักษณะโด่ง (Leptokurtic) ดังภาพ 7.5
Skewness = - Skewness = +
Leptokurtic (+) Platykurtic (-)
Skewness = - Skewness = +
Platykurtic (-)
ภาพที่ 7.3 เบ้ทางลบ ภาพที่ 7.4เบ้ทางบวก ภาพที่ 7.5 ความโด่งสองลักษณะ
ภาพที่ 7.3 เบ้ทางลบ ภาพที่ 7.4เบ้ทางบวก ภาพที่ 7.5 ความโด่งสองลักษณะ
ใช้สัญลักษณ์ “@” แทนผู้สอบ 1 คน เช่น คะแนน 33, 39, 40, 43, 52
มีคะแนนละหนึ ่งคน คะแนน 48 มีสองคน เป็ นต้น
ใช้สัญลักษณ์ “@” แทนผู้สอบ 1 คน เช่น คะแนน 33, 39, 40, 43, 52
มีคะแนนละหนึ ่งคน คะแนน 48 มีสองคน เป็ นต้น
ภาพ ภาพ 8 8 กราฟแท่ง (Bar (Bar Graph) Graph)
ภาพ 8 กราฟแท่ง (Bar Graph)
Journal of education
ตัวหน้าก่อนจุด (.) คือล าต้น ตัวหลังคือ ใบ โดยมีความกว้างเท่ากับ
10 หมายถึง ล าต้นเป็ นหลักสิบ และใบเป็ นหลักหน่วย เช่น
ตัวหน้าก่อนจุด 3.3 คือ คะแนน (.) คือล 30 + าต้น 3 = ตัวหลังคือ 33 ใบ โดยมีความกว้างเท่ากับ
10 หมายถึง 3.9 คือ ล คะแนน าต้นเป็ นหลักสิบ 30 + 9 = 39 และใบเป็ นหลักหน่วย เช่น
4.03 3.3 คือ คือ คะแนน 30 40, + 43 3 = ตามล 33 าดับ เป็ นต้น
3.9 คือ คะแนน 30 + 9 = 39
ภาพ 9 ภาพต้นและใบ 4.03 คือ คะแนน 40, (Stem-and-Leaf 43 ตามล าดับ เป็ นต้น Display)
ภาพ 9 ภาพต้นและใบ (Stem-and-Leaf Display)
ภาพ 9 ภาพต้นและใบ (Stem-and-Leaf Display)
บทบรรณาธิการ
วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา มีการพัฒนาคุณภาพอย่างเข้มข้น และจริงจัง เพื่อทำาให้เป็นวารสาร
ที่มีมาตรฐานสูง เชื่อมั่นได้
วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ฉบับนี้มีความภูมิใจที่ได้นำาเสนอ บทความวิชาการเกี่ยวกับปฐมวัย
ของอาจารย์ศิรประภา พฤทธิกุล และ อาจารย์ภิญญดาพัชญ์ เพ็ชรรัตน์ ซึ่งเป็นคณาจารย์ประจำาของคณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยบูรพา รวมถึงบทความวิจัยเชิงคุณภาพที่น่าสนใจของ อาจารย์วรากร ทรัพย์วิระปรณ์ เรื่องเส้นทางชีวิต
คนเร่ร่อน : การศึกษาเชิงปรากฏการณ์วิทยาประสบการณ์คนเร่ร่อนเขตเมืองหลวง นอกจากนั้นมีบทความวิจัยที่
นำาเสนอมุมมองกับปัญหาการศึกษาที่หลากหลายด้วยเทคนิควิธีการวิจัย ที่พยายามสร้างความเชื่อมั่นสูงสุด
วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ฉบับนี้ยังมีโอกาสนำาเสนอบทความวิจัยที่สะท้อนภาพการศึกษาบาง
ส่วนของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้แก่ การพัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษาของ
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว และเรื่องการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่องการใช้อินเทอร์เน็ต
สำาหรับ อาจารย์โรงเรียนสร้างครูสาละวัน ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ช่องทางการสืบค้นวารสารศึกษาศาสตร์ นับแต่ฉบับนี้เป็นต้นไป จะมีการนำาเสนอในรูปแบบทาง E-Journal
ผ่านช่องทาง URL : www.edu.buu.ac.th / journal /
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา มุ่งมั่นพัฒนาวารสารวิชาการ เพื่อเป็นพื้นที่เกียรติยศทางวิชาการ
ด้านศึกษาศาสตร์ ให้เป็นแหล่งอ้างอิงในระดับชาติและสากล
(รองศาสตราจารย์ ดร.มนตรี แย้มกสิกร)
บรรณาธิการ
166
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Journal of education
และตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาตามนิยามเชิงปฏิบัติ
การ และปรับแก้ภาษาของแบบสอบถามตามคำาแนะนำา
ของผู้เชี่ยวชาญ นำาไปทดลองใช้เพื่อหาคุณภาพของ
แบบสอบถามและคัดเลือกข้อคำาถามที่มีคุณภาพตาม
เกณฑ์ นำาไปเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง หลังจาก
นั้นจึงวิเคราะห์องค์ประกอบ เพื่อตรวจสอบองค์ประกอบ
ของแบบวัดกับทฤษฏีจึงทำาให้แบบวัดที่สร้างขึ้นมีความ
ตรงเชิงโครงสร้าง
3. การเปรียบเทียบความกลมกลืนของโมเดลกับ
ข้อมูลเชิงประจักษ์ ปรากฏว่าโมเดลการวิเคราะห์องค์
ประกอบเชิงยืนยันอันดับสองที่ข้อคำาถามได้รับอิทธิพล
ตรงจากองค์ประกอบอันดับสองมีความสอดคล้อง
กับข้อมูลเชิงประจักษ์มากกว่าโมเดลสองระดับแบบ
ปกติ โดยพิจารณาจากความแตกต่างของค่าไค-สแควร์
(rc 2 ) มีค่าเท่ากับ 194.18 ผลต่างขององศาอิสระ
(rdf ) มีค่าเท่ากับ 38 มีความแตกต่างอย่างมีนัย
สำาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งสอดคล้องกับผลการ
ศึกษาของ ชัยยศ ชาวระนอง (2553, บทคัดย่อ) ที่
ศึกษาประสิทธิภาพของโมเดลและการตรวจสอบการ
ทำาหน้าที่ต่างกันของข้อสอบพหุมิติโดยวิธีการวิเคราะห์
องค์ประกอบเชิงยืนยันแฝงภายในพบว่า โมเดลการ
วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับสองแฝงภายใน
มีประสิทธิภาพมากที่สุดโมเดลมีความสอดคล้องกับ
ข้อมูลเชิงประจักษ์เมื่อไม่มีการปรับโมเดลอยู่ในระดับดี
เมื่อพิจารณาค่าดัชนีวัดความสอดคล้องของโมเดล พบ
ว่ามีค่าไค-สแควร์สัมพัทธ์(/df ) เท่ากับ 1.46 ค่าดัชนี
วัดระดับความกลมกลืนเปรียบเทียบ (CFI) เท่ากับ .64
และ ค่าดัชนีรากกำาลังค่าเฉลี่ยของค่าความคลาดเคลื่อน
โดยประมาณ (SMSEA) เท่ากับ .02
จากข้อสนับสนุนดังกล่าวข้างต้นจึงสรุปได้ว่า
โมเดลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับสองที่
ข้อคำาถามได้รับอิทธิพลตรงจากองค์ประกอบอันดับสอง
สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์มากกว่าโมเดลสองระดับ
แบบปกติ
ข้อเสนอแนะในการนำาผลการวิจัยไปใช้
1. การรับรู้ความสามารถในตนเองของครูเป็น
สาเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางบวกของครู
ดังนั้นผู้บริหารโรงเรียนต้องพัฒนาให้ครูในสังกัดของตน
มีความรู้ความสามารถและมีพึงพอใจในงาน เพื่อส่งผล
ให้ครูเกิดการรับรู้ความสามารถในตนเอง
2. การสร้างบรรยากาศทางบวกในโรงเรียนเป็น
องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ความสามารถใน
ตนเองของครูมากที่สุด ดังนั้นผู้บริหารโรงเรียนต้องส่ง
เสริมบรรยากาศการร่วมแรง ร่วมใจ การพึ่งพาอาศัย การ
แสดงน้ำาใจ และช่วยเหลือซึ่งกันและกันให้เกิดแก่คณะครู
ภายในโรงเรียน
3. โรงเรียนควรส่งเสริมให้ครูเข้ารับการอบรมจาก
หน่วยงานทั้งในและนอกสังกัดหรือ ศึกษาดูงานจาก
โรงเรียนหรือหน่วยงานต่าง ๆ ที่ประสบความสำาเร็จ เพื่อ
เป็นแบบอย่างในการปรับปรุงและพัฒนาการรับรู้ความ
สามารถในด้านที่ยังไม่พัฒนา
ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรศึกษาต่อไปเกี่ยวกับผลของการรับรู้ความ
สามารถในตนเองของครู เพื่อแสดงให้เห็นความสำาคัญ
ของตัวแปรดังกล่าวที่มีต่อการรับรู้ความสามารถใน
ตนเองของครู โดยเฉพาะศึกษาเปรียบเทียบระหว่างครูที่
มีการรับรู้ความสามารถสูงกับครูที่มีการรับรู้ความสามารถ
ต่ำาว่ามีพฤติกรรมการทำางานแตกต่างกันอย่างไร
2. นำาผลการวิจัยไปศึกษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ
ของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ความสามารถในตนเอง
ของครู เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาครูต่อไป
3. จากผลการเปรียบเทียบความสอดคล้องกับ
ข้อมูลเชิงประจักษ์ ปรากฏว่าโมเดลสองระดับที่ข้อคำาถาม
ได้รับอิทธิพลตรงจากองค์ประกอบอันดับสองมีความ
สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์มากกว่าโมเดลสองระดับ
แบบปกติ จึงควรมีการนำาโมเดลสองระดับที่ข้อคำาถาม
ได้รับอิทธิตรงจากองค์ประกอบอันดับสองมาใช้ในการ
ศึกษาต่อไป
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 131
ยังขาดภูมิคุ้มกันจากการบริโภคผ่านสื่อและเทคโนโลยี มี
การรับวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่หลากหลาย ผ่านการนำาเสนอ
ของสื่อต่าง ๆ ที่ยังไม่ได้ให้ความสำาคัญในการนำาเสนอ
เชิงสร้างสรรค์เท่าที่ควร ทำาให้เกิดปัญหาพฤติกรรมที่ไม่
เหมาะสมของเด็กและเยาวชน
โรงเรียน หรือ หน่วยงานที่มีหน้าที่กำากับดูแล
สถานศึกษาควรให้ความสำาคัญในการจัดการศึกษาเพื่อ
ให้บุคคลมีคุณลักษณะที่ดีตามที่สังคมต้องการ ซึ่งใน
เรื่องนี้กระทรวงศึกษาธิการได้ให้ความสำาคัญเป็นอย่าง
มากโดยได้กำาหนดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน
ไว้อย่างชัดเจนในหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้น
ฐานพุทธศักราช2551 โรงเรียนจึงควรมีการบริหารจัดการ
อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะที่ดีใน
ผู้เรียนให้บรรลุผลสำาเร็จตามเป้าหมายที่กำาหนดไว้ ซึ่งการ
บริหารจัดการดังกล่าวจำาเป็นต้องมีการบริหารจัดการที่
เป็นระบบ มีหลักการและมาจากการมีส่วนร่วมของผู้ส่วน
ได้ส่วนเสียทุกฝ่าย
เมื่อพิจารณาถึงการจัดการศึกษาของมูลนิธิแห่ง
สภาคริสตจักรในประเทศไทยซึ่งเป็นองค์กร ทางศาสนาที่
รัฐบาลให้การรับรอง มีโรงเรียนที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน
สังกัดสำานักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษา
เอกชน (สช.) จำานวน 25โรงทั ่วประเทศและใช้วิสัยทัศน์
ของสำานักงานพันธกิจการศึกษาร่วมกันคือ
สำานักงานพันธกิจการศึกษา มูลนิธิแห่ง
สภาคริสตจักรในประเทศไทย สนับสนุนและส่งเสริม
ผู้บริหาร บุคลากรของสถาบันการศึกษาและชุมชน ให้
จัดการศึกษาตามมาตรฐานสากล บนรากฐานความ
เชื่อของคริสต์ศาสนา เพื่อพัฒนาเยาวชนด้านร่างกาย
สติปัญญาจิตวิญญาณ ใฝ่หาสันติภาพ มีคุณธรรม
จริยธรรม มีค่านิยมอันพึงประสงค์ มีจิตสำานึกใน
การอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความจงรัก
ภักดีต่อชาติ ศาสนาพระมหากษัตริย์ ดำาเนินชีวิตใน
วิถีประชาธิปไตยและหลักชีวิตพอเพียง
วิสัยทัศน์ดังกล่าว คือ ภาพอนาคตที่แสดงถึง
เจตนารมณ์ในการจัดการศึกษาที่ทุกโรงเรียน ต้องนำา
ไปสานต่อให้เกิดผลแต่ในทางปฏิบัติจะพบว่าวิสัยทัศน์
ดังกล่าวยังไม่มีการศึกษาแนวทาง หรือวิธี ดำาเนินการที่
ชัดเจนหรืออีกนัยหนึ่งคือยังไม่มียุทธศาสตร์เฉพาะด้านที่
มุ่งเน้นการเสริมสร้างคุณลักษณะที่ดีให้ผู้เรียนเพื่อใช้เป็น
เป้าหมายในการจัดการศึกษาที่ส่งเสริมคุณธรรมนำาปัญญา
ประกอบกับสภาพปัญหาสังคมที่เพิ่มความรุนแรงอย่าง
รวดเร็วดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นและความเจริญก้าวหน้า
อย่างรวดเร็วด้านเทคโนโลยีการสื่อสารในปัจจุบันที่เอื้อต่อ
การกระทำาที่ผิดกฎหมาย หรือ ผิดต่อศีลธรรมอันดีของ
สังคม ผู้วิจัยเห็นว่าการบริหารในรูปแบบเดิมที่ไม่มีการ
กำาหนดคุณลักษณะที่ดีของผู้เรียนในปลายทางไว้อย่าง
ชัดเจน รวมถึงไม่มีการกำาหนดแนวทางหรือวิธีการที่จะ
นำาไปสู่การพัฒนาเพื่อให้ผู้เรียนได้มีคุณลักษณะที่ดีตาม
ที่กำาหนดไว้นั้น ไม่เอื้อให้องค์กรบรรลุเป้าหมายและอาจ
ไม่ทันต่อการแก้ไข หรือป้องกันปัญหาอันกำาลังเกิดขึ้น
กับเยาวชนในปัจจุบันและอนาคตได้
ผู้วิจัยจึงได้ศึกษาเรื่องยุทธศาสตร์การเสริม
สร้างคุณลักษณะที่ดีของนักเรียนในโรงเรียนสังกัด
มูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย โดยมีกรอบ
แนวคิดในการวิจัยคือแนวคิดของNick Tate (2005)
ในการแบ่งมิติคุณธรรม 4 ด้านคือ ด้านลักษณะเฉพาะ
ตน ด้านความสัมพันธ์กับผู้อื่น ด้านสังคม และด้านสิ่ง
แวดล้อม เนื่องจากเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับหลักคริสต
จริยธรรม(Christian ethics) และแนวคิดการกำาหนด
ยุทธศาสตร์ของ Wheelen และ Hunger (2004)ทีมี
รูปแบบพื้นฐานในการบริหารเชิงยุทธศาสตร์ คือ การ
ตรวจสอบสภาพแวดล้อม การกำาหนดยุทธศาสตร์
การนำายุทธศาสตร์ไปปฎิบัติ และการประเมินผลและ
การควบคุมยุทธศาสตร์ซึ่งในส่วนของการตรวจสอบ
สภาพแวดล้อม(Environmental scanning) และการ
กำาหนดยุทธศาสตร์(Strategy Formulation) มีความ
Journal of education
150
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Journal of education
เฉลี่ยที่ได้จากการประเมินความหยุ่นตัวมีระดับความหยุ่น
ตัวที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ดัง
นั้นวิธีการทดลองกับช่วงระยะเวลาของการทดลอง จึงมี
ผลต่อความหยุ่นตัวของเด็กที่มีประสบการณ์ลบในชีวิต
2. เด็กที่มีประสบการณ์ทางลบในชีวิต ในกลุ่ม
ทดลองคือได้รับคำาปรึกษาตามแนวคิดทฤษฏีโปรแกรม
ภาษาประสาทสัมผัสและ กลุ่มควบคุม ซึ่งไม่ได้รับการ
ปรึกษาดังกล่าว มีความหยุ่นตัวในระยะหลังการทดลอง
ไม่แตกต่างกัน กล่าวคือ กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความ
หยุ่นตัวเท่ากับ 131.8 ขณะที่กลุ่มควบคุมมีคะแนนเฉลี่ย
ความหยุ่นตัวเท่ากับ 126.2 ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ยแตกต่างกัน
ไม่มากนัก ( D = 5.6) เมื่อทดสอบความแตกต่างจึงพบ
ว่า ไม่มีนัยสำาคัญทางสถิติ ทั้งนี้เนื่องจากกิจกรรมเสริมที่
สถานสงเคราะห์เด็กชายจัดขึ้น อาจเป็นตัวแปรแทรกซ้อน
ซึ่งส่งผลต่อเด็กในกลุ่มควบคุมในระหว่างการทดลอง ซึ่ง
หมายถึงการได้รับแรงสนับสนุน และแหล่งประโยชน์จาก
ภายนอก (External Supports and Resources) จาก
สถาบัน และหน่วยงานต่าง ๆ กลุ่มควบคุมที่ได้มีส่วน
ร่วมในการจัดกิจกรรมตลอดระยะเวลาการทดลอง เช่น
การเข้าค่ายพักแรม การจัดทัศนศึกษาภายนอก การ
จัดเลี้ยงอาหาร การเล่นเกม เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้
เป็นแหล่งสนับสนุนที่สำาคัญทำาให้เด็กในกลุ่มควบคุมมี
ปัจจัยในพัฒนาทักษะความหยุ่นตัวในด้าน “สิ่งที่ฉันมี”
(I have) ดังนั้นเด็กในกลุ่มควบคุมที่ได้ผ่านกระบวนการ
เหล่านี้จะมีคุณลักษณะที่มีผลปฏิสัมพันธ์กับการพัฒนา
ทักษะความหยุ่นตัว ในขณะที่เด็กในกลุ่มทดลองได้รับ
การให้คำาปรึกษาด้วยเทคนิคการปรับมโนภาพตามแนว
คิดทฤษฏีโปรแกรมภาษาประสาทสัมผัส ที่มีการจัดการ
ในระดับจิตใต้สำานึก กล่าวคือการเสริมสร้างปัจจัยที่มี
ผลปฏิสัมพันธ์ต่อความหยุ่นตัวจากภายใน (Internal
Strengths) ซึ่งตรงกับการพัฒนาความหยุ่นตัวในการ
สร้างความเข้มแข็งจากภายในด้าน “สิ่งที่ฉันเป็น” (I am)
ซึ่งเป็นปัจจัยที่เสริมสร้างสิ่งที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของ
แต่ละบุคคล อันได้แก่ความรู้สึก ทัศนคติ และความเชื่อ
ภายในตนเอง เด็กในกลุ่มทดลองที่ได้ผ่านกระบวนการ
ให้คำาปรึกษาตามทฤษฏีโปรแกรมภาษาประสาทสัมผัส
จึงมีคุณลักษณะที่มีผลปฏิสัมพันธ์ในการพัฒนาทักษะ
ความหยุ่นตัว ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ อัจฉรา
ภักดีพินิจ (2545, หน้า 98-100) ได้ศึกษาผลของการ
ให้คำาปรึกษาทฤษฏีโปรแกรมภาษาประสาทสัมผัสต่อ
คุณค่าแห่งตนของเด็กที่ถูกทารุณกรรมทางเพศ พบว่า
เด็กที่ถูกทารุณกรรมทางเพศที่ได้รับการให้คำาปรึกษาตาม
ทฤษฏีโปรแกรมภาษาประสาทสัมผัสมีคุณค่าแห่งตนใน
ระยะหลังการทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างไม่มีนัย
สำาคัญทางสถิติ โดยมีเหตุผลว่า เด็กที่ถูกทารุณกรรมทาง
เพศจะได้รับประสบการณ์ที่เลวร้ายในชีวิตทำาให้เกิดผล
กระทบต่อจิตใจอย่างต่อเนื่องรุนแรงมากกว่าเด็กปกติ
จะได้รับ ทำาให้เกิดพยาธิสภาพทางจิตใจที่ฝังลึก แม้ว่า
การให้คำาปรึกษาทฤษฏีโปรแกรมภาษาประสาทสัมผัสจะ
ช่วยให้เด็กดังกล่าวได้รับรู้ความสามารถของตน ก็อาจ
ต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยน และขยายการรับรู้ที่จำากัด
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น ทางโรงเรียน ครู เพื่อน
ซึ่งมีส่วนในการพัฒนาคุณค่าแห่งตนอีกด้วย ดังนั้น
องค์ประกอบที่เกิดขึ้นจากผลของการให้คำาปรึกษาด้วย
เทคนิคการปรับมโนภาพ และผลของการจัดกิจกรรม
สนับสนุนจากภายนอก มีส่วนสองคล้องกันในการพัฒนา
ทักษะความหยุ่นตัวทั้งสิ้น
3. เด็กที่มีประสบการณ์ทางลบในชีวิต ในกลุ่ม
ทดลองคือได้รับคำาปรึกษาตามแนวคิดทฤษฏีโปรแกรม
ภาษาประสาทสัมผัสและ กลุ่มควบคุม ซึ่งไม่ได้รับการ
ปรึกษาดังกล่าว มีความหยุ่นตัวในระยะติดตามผล ไม่
แตกต่างกัน กล่าวคือ กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความ
หยุ่นตัวเท่ากับ 129.4 ขณะที่กลุ่มควบคุมมีคะแนนเฉลี่ย
ความหยุ่นตัวเท่ากับ 132.2 ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ยแตกต่าง
กันไม่มากนัก ( D = 2.8)เมื่อทดสอบความแตกต่าง
จึงพบว่า ไม่มีนัยสำาคัญทางสถิติ ทั้งนี้อาจเป็นผลสืบ
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 51
แห่งชาติลาว จำานวน 140 คน โดยการสุ่มแบบแบ่ง
ชั้น (Stratified Random Sampling) จาก ผู้บริหาร
อาจารย์และบุคลากรคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่ง
ชาติลาว จำานวน 220 คน ตามตารางของ เครจซี่ และ
มอร์แกน (Krejcie & Morgan, 1970, p. 608) ได้กลุ่ม
ตัวอย่าง จำานวน 140 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบสอบถาม
แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ แบ่งออกเป็น 2
ตอน ดังนี้
ตอนที่ 1 เป็นแบบสัมภาษณ์ผู้บริหารและบุคลากร
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว ประกอบ
ด้วย 3 ตอนคือ 1) สถานภาพส่วนตัวของผู้ให้สัมภาษณ์
2) การพัฒนาระบบการประกันคุณภาพของคณะศึกษา
ศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว 3) ข้อเสนอแนะในการ
พัฒนาระบบ การประกันคุณภาพการศึกษาของคณะศึกษา
ศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว
ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกี ่ยวกับความคิดเห็น
ของผู ้ตอบแบบสอบถาม เป็นแบบสอบถามแบบตรวจสอบ
รายการ (Checklist) ประกอบด้วย 3 ส่วน 1) สถานภาพ
ส่วนตัวของผู้ตอบแบบสอบถาม 2) การพัฒนาระบบ
การประกันคุณภาพการศึกษาของคณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว 3) แบบสอบถามความต้องการ
พัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษาของคณะ
ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว แบ่งออกเป็น 3
ด้าน คือ ด้านปัจจัยนำาเข้า (Input) ด้านกระบวนการ
(Process) และด้านผลผลิต (Output)
การสร้างเครื่องมือและหาคุณภาพเครื่องมือในการ
วิจัย
ผู้วิจัยสร้างเครื่องมือในการวิจัยครั้งนี้ โดยมีขั้น
ตอนในการดำาเนินการวิจัย ดังนี้
1. ศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและงานวิจัยที่
เกี่ยวข้องกับการประกันคุณภาพการศึกษาระดับ
อุดมศึกษา
2. จัดทำาแบบสอบถามฉบับร่างนำาเสนออาจารย์
ที่ปรึกษาเพื่อพิจารณาความถูกต้องด้านเนื้อหาก่อนนำา
เสนอผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา
3. นำาเสนอให้ผู้ทรงคุณวุฒิ จำานวน 5 ท่าน เพื่อ
พิจารณาตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา
4. นำาแบบสอบถามที่ได้ปรับปรุงตามข้อเสนอแนะ
ของผู้ทรงคุณวุฒิเรียบร้อยแล้วหาค่าดัชนีความสอดคล้อง
ระหว่างเนื้อหาและข้อคำาถาม (IOC) ข้อคำาถามแต่ละข้อ
ได้ค่า IOC มากกว่า .66 ทุกข้อ
5. นำาแบบสอบถามไปทดลองใช้ (Tryout) กับ
ผู้บริหารและบุคลากรที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างจำานวน 30 คน
ได้ค่าอำานาจจำาแนกรายข้ออยู่ระหว่าง .20 - .89 และ
มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .98 ซึ่งเป็นแบบสอบถามที่
สามารถนำาไปเก็บรวบรวมข้อมูลได้
การเก็บรวบรวมข้อมูล
ผู้วิจัยได้ดำาเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลตาม
ขั้นตอนดังนี้
1.ขอหนังสือแนะนำาตัวจากคณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยบูรพา ถึงคณบดีคณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว เพื่อขอความร่วมมือในการ
เก็บรวบรวมข้อมูล
2.การส่งแบบสอบถาม ผู้วิจัยได้ดำาเนินการจัด
ส่งแบบสอบถามพร้อมหนังสือจากบัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยบูรพา ถึงคณบดีคณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว และ ผู้วิจัยได้ดำาเนินการเก็บ
รวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง
3.เก็บรวบรวมแบบสอบถาม ผู้วิจัยได้ดำาเนิน
การจัดส่งแบบสอบถามจำานวน 140 ฉบับ และได้
รับแบบสอบถามคืนมาจำานวน 140 ฉบับ ซึ่งเป็น
Journal of education
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 135
- จัดให้มีสมุดบันทึกความดี หรือ ปรับปรุงสมุด
บันทึกความดีทีมีอยู่แล้วให้มีการเชื่อมโยงกับคุณลักษณะ
ที่ดีทั้ง 4 ด้านและข้อพระคัมภีร์ที่นักเรียนประทับใจหรือ
ข้อคิดจากหนังสือห้องชั้นบน/มานาประจำาวันที่เผยแพร่
บนระบบเครือข่าย มีการให้รางวัลนักเรียนที่บันทึกอย่าง
สม่ำาเสมอทุกภาคเรียน
2. ยุทธศาสตร์การระดมศักยภาพบุคลากรสู่
การจัดมวลประสบการณ์เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะ
ที่ดีให้นักเรียน
ยุทธศาสตร์ย่อย
2.1 ส่งเสริมภาวะผู้นำาและพัฒนานโยบายมุ่งเน้น
การเสริมสร้างคุณลักษณะที่ดีให้นักเรียน
นโยบาย/แนวดำาเนินการ
- ผู้บริหารเป็นผู้นำาในการทำาวิจัย หรือ โครงการ
ร่วมกับผู้ปกครอง และชุมชน ในการจัดกิจกรรม หรือ
การเรียนรู้นอกห้องเรียนที่ส่งเสริมการใช้เวลาว่างอย่าง
สร้างสรรค์และรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม
ของท้องถิ่น
- จัดให้มีการจัดการความรู้(KM)ด้านการเสริม
สร้างคุณลักษณะที่ดีโดยเชิญศิษย์เก่า ที่มีชื่อเสียง ครูและ
นักเรียนที่มีคุณลักษณะโดดเด่น ด้านคุณลักษณะที่ดีมา
แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคณะครูและนักเรียนถึงแนวคิด เรื่อง
ราวที่ประทับ หรือสิ่งที่มีอิทธิพลให้บุคคลนั้นกลายเป็น
ผู้ที่มีความโดดเด่นด้านคุณลักษณะที่ดีได้มีการถอดบท
เรียนหรือสกัดความรู้ที่ได้เป็นความรู้ใหม่ขององค์กรเพื่อ
ในระบบฐานข้อมูล และนำาไปองค์ขยายผลหรือต่อยอด
ความรู้ต่อไป
ยุทธศาสตร์ย่อย
2.2 เน้นพลังเชิงบวกของบุคลากรและบุคคล
ต้นแบบสู่การเสริมสร้างคุณลักษณะที่ดีของนักเรียน
นโยบาย/แนวดำาเนินการ
- จัดกิจกรรมยกย่องเชิดชูเกียรตินักเรียน
ปัจจุบัน นักเรียนเก่า ครูและ บุคลากร ของโรงเรียนที่มี
ความโดดเด่นด้านคุณลักษณะที่ดีเพื่อเป็นแบบอย่างใน
การปฏิบัติตนของนักเรียน
ยุทธศาสตร์ย่อย
2.3 เร่งพัฒนาระบบการบริหารบุคคลให้เอื้อ
ต่อการติดตามดูแลช่วยเหลือนักเรียนและการเป็นแบบ
อย่างที่ดี
นโยบาย/แนวดำาเนินการ
- จัดให้มีเครือข่ายครูดีต้นแบบโดยคัดเลือกครู
ที่มีคุณลักษณะที่ดีโดดเด่นเป็นครูพี่เลี้ยง(Mentor) ดูแล
อบรม แนะนำาและติดตามบุคลากรรุ่นใหม่ให้ประพฤติ
ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีในการอุทิศทุ่มเทเวลาในการ
ดูแลนักเรียนและการปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพ
ครู
3. ยุทธศาสตร์การสร้างพลังขับเคลื่อน
คุณลักษณะที่ดีโดยนักเรียนสู่นักเรียนและชุมชน
ยุทธศาสตร์ย่อย
3.1 สร้างพลังความดีจากผู้เรียนสู่ผู้เรียน
นโยบาย/แนวดำาเนินการ
- เปิดโอกาสให้นักเรียนเสนอความคิดเห็น
วางแผน ตัดสินใจและดำาเนินการร่วมกันในการทำา
กิจกรรมช่วยเหลือชุมชน สังคม เน้นให้นักเรียนได้รับ
ประสบการณ์ตรงจากกิจกรรมนั้น (Experience based
activity)หรือกิจกรรมที่สร้างสรรค์ในการพัฒนาตนเอง
มีการนำาเสนอผลการดำาเนินการต่อ นักเรียนทั่วไป ครู
และผู้ปกครอง
ยุทธศาสตร์ย่อย
3.2 เสริมพลังความดีด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย
นโยบาย/แนวดำาเนินการ
- จัดกิจกรรมเสริมที่หลากหลายทั้งกิจกรรม
ที่ปลูกฝังคุณธรรมโดยตรง หรือไม่ใช่กิจกรรมปลูกฝัง
คุณธรรมโดยตรงและมีการสอดแทรกคริสตจริยธรรมหรือ
Journal of education
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 137
5.3 เสริมประสิทธิภาพงานทุกด้านมุ่งเน้นการ
เสริมสร้างคุณลักษณะที่ดีให้นักเรียน
นโยบายและแนวดำาเนินการ
- จัดสภาพแวดล้อมภายในห้องเรียน อาคาร
และบริเวณโดยรอบให้ร่มรื่นปลอดภัยเอื้อต่อการทำา
กิจกรรมที่เสริมสร้างคุณลักษณะที่ดีมีการมอบหมาย
หน้าทีให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการดูแลเพื่อปลูกฝังให้มี
ความรับผิดชอบต่อส่วนรวมมีจิตสาธารณะและมี
จิตสำานึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
6. ยุทธศาสตร์การประสานพลังครอบครัว
ชุมชนและหน่วยงานภายนอกร่วมพัฒนานักเรียนสู่
การเป็นผู้มีคุณลักษณะที่ดี
ยุทธศาสตร์ย่อย
6.1 สานสัมพันธ์ผู้ปกครองและสื่อมวลชนรวม
พลังพัฒนานักเรียนให้มีคุณลักษณะที่ดี
นโยบาย/แนวดำาเนินการ
- จัดกิจกรรมเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับ
ผู้ปกครองในรูปแบบที่หลากหลายสอดคล้องกับสภาพ
ความพร้อมของครอบครัวเพื่อกระตุ้นผู้ปกครองให้ความ
สำาคัญและตระหนักถึงบทบาทในการอบรม ดูแลนักเรียน
โดยให้นักเรียนมีส่วนร่วม หรือเป็นผู้นำาในกิจกรรมเหล่า
นั้นเช่น ร้องเพลง แสดงผลงานทางวิชาการ หรือความ
สามารถด้านต่าง ๆ ทำาอาหารให้ผู้ปกครองทาน ฯลฯ
- จัดกิจกรรมยกย่องชมเชยผู้ปกครองที่มา
ติดต่อโรงเรียนเป็นประจำา และให้ความร่วมมือกับทาง
โรงเรียนในการเสริมสร้างคุณลักษณะที่ดีของนักเรียน เมื่อ
อยู่ที่บ้าน
ยุทธศาสตร์ย่อย
6.2 สร้างความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งกับผู้ปกครอง
และชุมชนมุ่งเน้นการเสริมสร้างคุณลักษณะที่ดีให้นักเรียน
นโยบาย/แนวดำาเนินการ
- พัฒนาเครือข่ายผู้ปกครองในแต่ละระดับ
ชั้นให้เป็นแกนนำาในการเผยแพร่ข่าวสารและกระตุ้น
ผู้ปกครองอื่นให้เห็นความสำาคัญและมีส่วนร่วมใน
กิจกรรมที่เสริมสร้างระเบียบวินัยและคุณลักษณะที่ดีทั้ง
4ด้านให้บุตรหลาน
ยุทธศาสตร์ย่อย
6.3 สร้างพลังกลุ่มแกนนำาการเปลี่ยนแปลงสู่การ
เป็นผู้มีคุณลักษณะที่ดี
นโยบาย/แนวดำาเนินการ
- ส่งเสริมให้ครู ศิษย์เก่าและนักเรียนรวมตัวเป็น
กลุ่มแกนนำา เพื่อทำากิจกรรมที่มุ่งมั่นยืนหยัดทำาความ
ดีแสดงออกถึงความกล้าหาญทางจริยธรรม ตาม
คุณลักษณะที่ดีทั้ง 4 ด้าน มีการเคลื่อนไหว (movement)
ด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจและการสื่อสารทางเทคโนโลยี
เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีและสร้างกระแสความเปลี่ยนแปลง
ให้เกิดขึ้นในสังคม
ยุทธศาสตร์ย่อย
6.4 สร้างเครือข่ายกับสถาบันการศึกษาภายนอก
เพื่อส่งเสริมคุณลักษณะที่ดีและเรียนรู้เพื่อพัฒนา
ประสิทธิภาพงาน
นโยบาย/แนวดำาเนินการ
- สร้างเครือข่ายกับสถาบันที ่มีชื ่อเสียงด้านการ
เสริมสร้างคุณลักษณะที ่ดีทั ้งภายในและต่างประเทศเพื่อศึกษา
เรียนรู้วิธีการเสริมสร้างนักเรียนให้มีคุณลักษณะที่ดีที่มี
ประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
ยุทธศาสตร์ย่อย
6.5 แสวงหาองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญภายนอก
เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะที่ดีให้เข้มแข็ง
นโยบาย/แนวดำาเนินการ
- เชิญนักเรียนเก่าที่มีความโดดเด่นด้าน
คุณลักษณะที่ดีมาเป็นวิทยากรให้นักเรียนรุ่นน้องได้รับ
ทราบถึง วิธีการในการบริหารตนเองในสภาพสังคมที่
เป็นกระแสบริโภคนิยม หรือ ข้อจำากัดในชีวิต และ ปัจจัย
ที่ทำาให้ประสบความสำาเร็จได้
Journal of education
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 113
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2538). การวัดและการประเมินผลวิชาวิทยาศาสตร์. กรุงเทพฯ:
การศาสนา
_________. (2546). การจัดสาระการเรียนรู้กลุ่มวิทยาศาสตร์หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพมหานคร:
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.
_________. (2546). คู่มือครูสาระการเรียนรู้พื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและ
เทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544. กรุงเทพฯ: คุรุสภาลาดพร้าว.
สิริพัชร์ เจษฎาวิโรจน์. (2546). การจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ. กรุงเทพฯ: บุ๊คพอยท์
สุนีย์ ภู่พันธ์. (2546). แนวคิดพื้นฐานการสร้างและการพัฒนาหลักสูตร. เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
สุมิตร คุณากร. (2520). หลักสูตรและการสอน (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: ชวนชม.
สุนทร บำาเรอราช. (2536). ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับหลักสูตร. ชลบุรี: ภาควิชาหลักสูตรและการสอนคณะศึกษา
ศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา.
________. (2543). เอกสารประกอบวิชา 40951 ทฤษฎีหลักสูตร. ชลบุรี: ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะ
ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา.
สำานักงานนิเทศและพัฒนามาตรฐานการศึกษา. (2545). แนวทางการวัดและการประเมินผลในชั้นเรียนกลุ่มสาระ
การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544. กรุงเทพฯ:
กระทรวงศึกษาธิการ.
________. (2545). แนวทางการวัดและการประเมินผลในชั้นเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามหลักสูตรการ
ศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544.กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ.
________. (2545). แนวทางการวัดและการประเมินผลในชั้นเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยตามหลักสูตรการ
ศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544.กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ.
________. (2545). แนวทางการวัดและการประเมินผลในชั้นเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และ
วัฒนธรรมตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544.กรุงเทพฯ:กระทรวงศึกษาธิการ.
Journal of education
48
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
องค์ประกอบที่ 3 กิจกรรมการพัฒนานิสิตนักศึกษา มี 4 ตัวบ่งชี้ องค์ประกอบที่ 4 การบริการวิชาการแก่
สังคม มี 8 ตัวบ่งชี้ องค์ประกอบที่ 5 การทำานุบำารุงศิลปวัฒนธรรม มี 3 ตัวบ่งชี้ องค์ประกอบที่ 6 การบริหารและ
การจัดการ มี 13 ตัวบ่งชี้ องค์ประกอบที่ 7 การเงินและงบประมาณ มี 2 ตัวบ่งชี้ องค์ประกอบที่ 8 ระบบและกลไก
การประกันคุณภาพมี 4 ตัวบ่งชี้
คำาสำาคัญ: การพัฒนาระบบประกันคุณภาพ/ การประกันคุณภาพการศึกษา/มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว
Journal of education
Abstract
The research aimed to develop the educational quality assurance system of the Faculty
of Education, National University of LAO. The sample consisted of 20 administrators and 120
personnel, with the total number of 140. The instruments used for collecting the data included
an interview form and a rating scale questionnaire on development of the educational quality
assurance system. Mean, standard deviation, Independent Samples, t-test were statistical devices
for the data analysis. Content analysis was employed for setting up guideline for development of
the educational quality assurance system.
The findings revealed as followings:
1. The existing development of the educational quality assurance system of the Faculty of
Education, National University of LAO, was rated at a medium level.
2. In the comparison of opinions towards the implementation of the educational quality
assurance system of the Faculty of Education, National University of LAO, classified by administrators
and personnel, no significant differences were found.
3. The developed educational quality assurance system of the Faculty of Education, National
University of LAO should comprise 8 components 51 indicators as the following: Component
1: Philosophy, Determination, Objectives, and Action Plans, with 2 indicators; Component 2:
Instruction, with 15 indicators; Component 3: Student Development Activities, with 4 indicators:
Component 4: Academic Services for the societies, with 8 indicators; Component 5: Arts and
Cultural Preservation, with 3 indicators; Component 6: Administration and Management, with
13 indicators; Component 7: Finance and Budget, with 2 indicators; and Component 8: Quality
Assurance Mechanism and System, with 4 indicators.
Keywords: Quality assurance system Development/Quality assurance/ National University of Lao
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 189
มหาวิทยาลัยในกำากับของรัฐ 3 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่
1. ผู้บริหารมหาวิทยาลัยในกำากับของรัฐ ประกอบ
ไปด้วยอธิการบดี และรองอธิการบดี โดยการเลือกแบบ
เจาะจง (Purposive Sampling) มหาวิทยาลัยละ 2 คน
รวมทั้งสิ้นจำานวน 6 คน
2. ผู้บริหารมหาวิทยาลัยในกำากับของรัฐ ใน
ตำาแหน่งการบริหารที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานวิชาการ
ได้แก่ อธิการบดี รองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี คณบดี
ผู้อำานวยการ มหาวิทยาลัยละ 10 คน รวมทั้งสิ้น จำานวน
30 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวมรวมข้อมูลผู้วิจัย
สร้างขึ้นจากแนวคิดทฤษฎี งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยได้
ดัดแปลงและพัฒนาให้เหมาะสมกับการวิจัยในครั้งนี้ มี
รายละเอียดดังนี้
1. แบบวิเคราะห์เอกสารโดยใช้เทคนิคการ
วิเคราะห์สาระ ซึ่งใช้ในการวิเคราะห์วิธีปฏิบัติที่ดีที่เป็น
เลิศของการบริหารงานวิชาการ มหาวิทยาลัยในกำากับ
ของประเทศไทยและต่างประเทศ จากการศึกษาเอกสาร
และเว็บไซต์
2. แบบสัมภาษณ์เพื่อสัมภาษณ์ผู้บริหาร 6 คน
จากผู้บริหารมหาวิทยาลัยในกำากับของรัฐ ในประเทศไทย
เก็บข้อมูลเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติที่ดีที่เป็นเลิศของการบริหาร
งานวิชาการ มหาวิทยาลัยในกำากับของรัฐ รูปแบบการ
บริหารงานวิชาการ ในด้านสภาวิชาการ การสอน การ
วิจัย และการบริการวิชาการ
3. แบบสอบถามความคิดเห็นเพื่อประเมิน
ความเหมาะสมเกี่ยวกับรูปแบบการบริหารงานวิชาการ
มหาวิทยาลัยในกำากับของรัฐ
ขั้นตอนดำาเนินการวิจัย มีวิธีดำาเนินการดังนี้
1. วิเคราะห์วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices)
ของการบริหารงานวิชาการ มหาวิทยาลัยในกำากับของ
รัฐในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยมีการตรวจสอบ
หรือแนวทางการพิจารณาวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best
Practices) 5 ประการ (สมพร เพชรสงค์, 2551)
1.1 วิเคราะห์วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best
Practices) ของการบริหารงานวิชาการ มหาวิทยาลัย
ในกำากับของรัฐของประเทศไทย โดยการศึกษาเอกสาร
เว็บไซต์ และการสัมภาษณ์อธิการบดี และรองอธิการบดี
มหาวิทยาลัยในกำากับของรัฐในประเทศไทย จำานวน 6
คน เกี่ยวกับสภาวิชาการ การสอน การวิจัย และบริการ
วิชาการ เพื่อเป็นแนวทางในการกำาหนดรูปแบบการ
บริหารงานวิชาการ
1.2 วิเคราะห์วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best
Practices) ของการบริหารงานวิชาการ มหาวิทยาลัยใน
กำากับของต่างประเทศ ได้แก่ University of Melbourne
ประเทศออสเตรเลีย และ Massachusetts Institute of
Technology ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยวิธีการศึกษา
เอกสาร และเว็บไซต์ ที่เกี่ยวข้องกับสภาวิชาการ การ
สอน การวิจัย และบริการวิชาการ เพื่อเป็นแนวทางใน
การกำาหนดรูปแบบการบริหารงานวิชาการต่อไป
2. พัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการของ
มหาวิทยาลัยในกำากับของรัฐที่เหมาะสมกับประเทศไทย
โดยผู้วิจัยร่างรูปแบบการบริหารงานวิชาการ จากผลที่ได้
จากการวิเคราะห์วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices)
ของการบริหารงานวิชาการ มหาวิทยาลัยในกำากับของรัฐ
ในประเทศไทยและต่างประเทศ และนำามาพัฒนารูปแบบ
ที่เหมาะสม ตามแนวคิดการพัฒนารูปแบบของ Keeves
(1988)
3. นำารูปแบบการบริหารงานวิชาการที่ผู้วิจัย
พัฒนาขึ้น ไปสอบถามความคิดเห็นเพื่อประเมินความ
Journal of education
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 117
ให้หมดสิ้น ดังพบว่าแต่อดีต พระราชบัญญัติควบคุมการ
ขอทาน ปี พ.ศ. 2484 ถือว่า “ขอทาน” เป็นการกระทำา
ที่ผิดกฎหมาย กอปรกับการศึกษาคนเร่ร่อนส่วนใหญ่
เป็นการศึกษาที่มองคนเร่ร่อนเป็นเสมือนคนขอทาน จึง
มักรวมคำาว่า “คนเร่ร่อน” เข้ากับคำาว่า “ขอทาน” คน
เร่ร่อนจึงถูกมองเป็น “คนเร่ร่อนขอทาน” ซึ่งกลายเป็น
ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าอยู่ในฐานะของ “ปัญหา” ที่ต้องกำาจัด
(กองสวัสดิการสังคม กรมประชาสงเคราะห์, 2538)
จากการศึกษาถึงสาเหตุของการเร่ร่อน โดยทั่วไป
มักมองกันว่า สาเหตุที่ทำาให้คนออกมาเร่ร่อนกันมาก มี
สาเหตุอย่างน้อย 5 ประการ (สมาคมสร้างสรรค์กิจกรรม
อิสรชน, 2551) ประการแรก คือ การเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ
ในปี พ.ศ. 2540 หรือที่เรียกว่ายุคฟองสบู่ ในยุคนั้นพบ
ภาพสะท้อนของปัญหา ที่ออกมาในรูปของคนตกงาน
และยังส่งผลกระทบต่อชนชั้นกรรมกรที่ใช้ชีวิตนอนตาม
แค้มป์งานก่อสร้าง เมื่อไม่มีงาน ก็ตกงาน และมานั่งรอ
งานอยู่แถวสนามหลวง หัวลำาโพง จนยึดเป็นที่อาศัยหลับ
นอนประจำา ประการที่สอง คือคนที่มีปัญหากับครอบครัว
ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการทะเลาะวิวาท ครอบครัวแตกแยก
หรือด้วยเหตุใด ที่ทำาให้ตัดสินใจออกมาใช้ชีวิตอิสระตาม
ลำาพัง ทั้งนี้เพื่อพิสูจน์ว่าตน สามารถดูแลตัวเองได้ ไม่
จำาเป็นต้องพึ่งพาครอบครัว ประการต่อมาคือ ผู้ที่พ้น
โทษออกจากห้องขังหรือเรือนจำา และไม่สามารถปรับตัว
เข้าสู่สังคมปกติได้ อีกประการหนึ่งคือ คนที่มีปัญหา
ด้านสุขภาพ มีโรคประจำาตัว มีโรคเรื้อรัง หรือพิการ ที่ไม่
ต้องการให้เป็นภาระของครอบครัว และประการสุดท้าย
คือประเภทที่ชอบอิสระ กลุ่มคนเหล่านี้เป็นคนเร่ร่อน
ไร้บ้าน ที่มีความพึงพอใจกับการท่องเที่ยว พเนจร ไม่
ต้องการใช้ชีวิตอยู่ในระบบ หรือกรอบของสังคมรอบข้าง
ในประเทศสหรัฐอเมริกา มีการศึกษาชีวิตคน
เร่ร่อนในเมือง ออสติน รัฐเท็กซัส เมื่อ ค.ศ. 1993
(Snow, D. & Anderson, L, 1993) โดยชี้ให้เห็นถึง
ประเด็นความสลับ ซับซ้อนทางความคิดของคนเร่ร่อน
และนำาเสนอไว้อย่างน่าสนใจว่า คนเร่ร่อนในฐานะที่เป็น
ปัญหาของสังคม มีรูปแบบการใช้ชีวิตเป็น 3 กลุ่ม ซึ่ง
มีพัฒนาการต่อเนื่องกัน คือ กลุ่มแรก เรียกว่า “ผู้ที่เพิ่ง
กลายเป็นคนเร่ร่อน” (Recently dislocate) กลุ่มนี้ยัง
ไม่กล้าที่จะยอมรับว่าตนเองเป็นคนเร่ร่อนข้างถนน จึง
เกิดความหวาดระแวง เครียด และ ไม่รู้ว่าจะใช้ชีวิตให้
อยู่รอดได้อย่างไร คนกลุ่มนี้ จึงพยายามคิดหาหนทางที่
จะกลับไปมีบ้านเหมือนเดิม และหางานทำา กลุ่มที่สอง
เรียกว่า “ผู้ที่ยังไม่แน่ใจในตัวเอง” (Straddles) เกิดความ
รู้สึกสองฝักสองฝ่าย ก้ำากึ่ง คลุมเครือในช่วงเปลี่ยนผ่าน
กล่าวคือ ด้านหนึ่ง เริ่มรู้สึกว่าตนสามารถที่จะปรับตัวรับ
สภาพได้ รู้ช่องทางในการเอาตัวรอด หรือไปขอรับความ
ช่วยเหลือจากแหล่งต่าง ๆ ขณะที่อีกด้านหนึ่ง คิดที่จะ
กลับไปมีที่อยู่อาศัย แต่ความพยายามดิ้นรนน้อยลง และ
เริ่มยอมรับโชคชะตา ขณะที่กลุ่มที่สามจะ เรียกว่า “คน
ที่สามารถแยกตัวออกจากสังคมใหญ่ด้วยความรู้คิดของ
ตนเอง” (Outsider) คนกลุ่มนี้จะยอมรับตัวเอง และใช้
ชีวิตประจำาวันเพื่ออยู่รอดอย่างคนเร่ร่อน มากกว่าที่จะ
พยายามออกจากวิถีชีวิตเร่ร่อน
จากงานวิจัยดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงวงจรชีวิต
ของคนเร่ร่อนได้อย่างชัดเจน และตอบคำาถามได้ในระดับ
หนึ่งว่า เหตุใด คนเหล่านี้จึงไม่คิดที่จะพยายามไปมีบ้าน
อย่างไรก็ตาม การศึกษาส่วนใหญ่ที่ผ่านมายังคงเป็นการ
ค้นหาสาเหตุและแนวทางแก้ไข ไม่ใช่เพื่อจะเข้าใจวิถีชีวิต
ของพวกเขาอย่างที่พวกเขา “เป็น” อีกทั้งกรอบแนวคิด
ยังจำากัดเกินไปจนไม่อาจจะอธิบายเกี่ยวกับคนเร่ร่อน
จำานวนมากที่ไม่ได้เป็นขอทาน เป็นการมองในฐานะคน
ไร้ความสามารถที่ต้องรับการสงเคราะห์ มากกว่าจะเห็น
มิติการดิ้นรนต่อสู้ หรือความสามารถในการปรับตัวเพื่อ
การอยู่รอด นอกจากนี้ มักใช้วิธีการสัมภาษณ์อย่างเป็น
ทางการ ทำาให้มีข้อจำากัดในการเข้าถึงชีวิตที่มีความสลับ
ซับซ้อน และหากผู้ให้ข้อมูลมีความหวาดกลัว อาจให้
ข้อมูลที่ปรุงแต่ง บิดเบือน ยากแก่การตรวจสอบ การ
Journal of education
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 195
4.3.3 มีศูนย์บริการวิชาการ และบุคลากร
ที่สนับสนุนการให้บริการวิชาการ
4.3.4 เปิดหลักสูตรระยะสั้นที่สนองตอบ
ความต้องการของชุมชน
4.3.5 จัดอบรมทั้งภายในและภายนอก
มหาวิทยาลัย โดยใช้ทรัพยากรและเทคโนโลยีที่
มหาวิทยาลัยมีอยู่แล้ว
อภิปรายผล
การจะเจริญเติบโตของงานวิชาการนั้น เปรียบ
เสมือนการเติบโตของต้นไม้ ดังนั้น ผลการพัฒนารูป
แบบการบริหารงานวิชาการในมหาวิทยาลัยในกำากับของ
รัฐ จึงเปรียบเสมือนต้นไม้ที่ประกอบไปด้วยองค์ประกอบ
หลัก 4 ประการ อันได้แก่ การบริหารจัดการ พันธมิตร
และเครือข่าย นวัตกรรมและเทคโนโลยี และการผลิตองค์
ความรู้ ซึ่งองค์ประกอบหลักทั้ง 4 ประการนี้ สามารถส่ง
ผลให้การบริหารงานวิชาการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
และประสิทธิผล ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการบริหารงาน
วิชาการของ ประสาท สืบค้า (2552) ที่กล่าวว่า “การ
มีพื้นฐานดีประดุจต้นไม้ที่มีลำาต้นดี ถ้ามีลำาต้นดีกิ่งก้าน
ดี ใบผลก็ดีตามไปด้วย” โดยการอภิปรายผลแบ่งเป็น 4
ด้าน ดังนี้
1. ด้านการบริหารจัดการ ผลการวิจัยพบว่า
แนวทางการบริหารงานวิชาการ สำาหรับมหาวิทยาลัย
ในกำากับของรัฐ ควรมุ่งเน้นการมีอิสระและความคล่อง
ตัวในการบริหารจัดการ ซึ่งสอดคล้องกับ Rhiddes
(1992) ที่กล่าวว่าความมีอิสระและเสรีภาพทางวิชาการ
ของมหาวิทยาลัย คือต้องมีเสรีภาพที่จะบริหารงาน
สถาบันที่ปราศจากการแทรกแซงจากบุคคลที่ไม่ใช่
กลุ่มนักวิชาการ มีอิสระเสรีภาพที่สถาบันจะได้รับการ
จัดสรรงบประมาณเพื่อจัดการศึกษาตามที่สถาบันเห็น
ว่าเหมาะสมและจำาเป็น มีอิสระเสรีภาพในการดำาเนิน
การจัดหา เลือกสรรบุคลากรและการกำาหนดเงื่อนไขใน
การปฏิบัติงานภายในมหาวิทยาลัยได้ มีอิสระเสรีภาพใน
การคัดเลือกรับนักศึกษาเข้าศึกษา มีอิสระในการกำาหนด
หลักสูตร ออกแบบหลักสูตร และบริหารโปรแกรมวิชา
ต่าง ๆ ได้ และมีอิสระและเสรีในการกำาหนดมาตรฐาน
การศึกษา และวิธีการประเมินผลการเรียนการสอนขึ้นเอง
ได้ และ Altbach (2003) เห็นว่าความคล่องตัวในการ
บริหารจัดการต้องไม่มีการแทรกแซงกิจกรรมทางวิชาการ
จากภายนอก และมีเสรีภาพทางวิชาการ มีบรรยากาศที่
มีความตื่นตัวทางปัญญา เป็นสิ่งสำาคัญในการเสริมสร้าง
มหาวิทยาลัยที่มีมาตรฐานระดับโลก
แนวทางการบริหารอีกประเด็นหนึ่งที่ค้นพบ
จากการวิจัยคือ การใช้แนวทางการบริหารเพื่อให้
สามารถใช้ทรัพยากรทุกประเภทให้เกิดประโยชน์สูงสุด
และการมุ่งเน้นการบริหารงานสมัยใหม่ (Modern
Management) เช่น การบริหารการเปลี่ยนแปลง
(Change Management) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ
ทางการแข่งขัน ซึ่งสอดคล้องกับ สุรศักดิ์ ฐานีพานิช
สกุล (2553) ที่กล่าวว่ามหาวิทยาลัยในกำากับของรัฐ
จำาเป็นต้องหาทางจัดการกับความเปลี่ยนแปลง เพื่อยัง
คงสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) เพื่อความยั่งยืน
(Sustainability) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งพา
ตนเอง (Self Reliability) และเพื่อความสามารถในการ
อยู่รอด (Survivability) และควรใช้หลักการบริหารความ
เสี่ยง (Risk Management) เนื่องจากการบริหารความ
เสี่ยงเป็นการบริหารปัจจัย และควบคุมกิจกรรม รวมทั้ง
กระบวนการ การดำาเนินงานต่าง ๆ โดยลดมูลเหตุแต่ละ
โอกาส ที่องค์การจะเกิดความเสียหาย เพื่อให้ระดับและ
ขนาดของความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอยู่ในระดับ
ที่องค์การยอมรับได้ ประเมินได้ ควบคุมและตรวจสอบ
ได้อย่างมีระบบ โดยคำานึงถึงการบรรลุเป้าหมายของ
องค์การเป็นสำาคัญ จะทำาให้สามารถแข่งขันเพื่อให้เหนือ
กว่าคู่แข่ง ทั้งในเชิงบริหารงาน และการพัฒนาองค์กรให้
บรรลุผลตามเป้าหมายขององค์กรได้ และยังสอดคล้อง
Journal of education
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 203
Abstract
This research aimed to construct a computer-assisted instruction package on using the
Internet for teachers at Saravan Teacher Training School to achieve the 80/ 80 efficiency standard
criterion. The program used to control the lessons and to link the multimedia for presenting the
subject contents of the lessons was Macromedia Author ware 7.1. The construction comprised
five phases: 1) Studying and analyzing the subject contents and the general purposes on the
Internet Basics from textbooks and documents; 2) Studying theories on how to design
a computer-assisted instruction package and designing the lessons; 3) Creating the storyboards;
4) Writing programmed lessons; and 5) Finding the efficiency of the computer-assisted instruction
package. The instruments used for collecting the data were the computer-assisted instruction
package on the Internet Usage and a 53-item, 4-alternative multiple choice achievement test. The
sample used in the experiment consisted of 30 learners at Saravan
Teacher Training School, Saravan District, Saravan Province, in Lao P.D.R. The experiment
lasted for two weeks. Mean, standard deviation and percentage were statistical devices for the
data analysis through Microsoft Office Excel.
The finding revealed that the computer-assisted instruction package on the Internet Usage
presenting the subject contents in the form of multimedia had efficiency at 87.80/ 83.33, which
was higher than the 80/ 80 standard criterion.
Keywords: Internet; A Construction of Computer Assisted Instruction
ความเป็นมาและความสำาคัญของปัญหา
ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศได้เจริญก้าวหน้า
อย่างรวดเร็วและมีบทบาทสำาคัญในด้านเศรษฐกิจ การ
บริการสังคม การท่องเที่ยวและด้านอื่นๆ โดยเฉพาะ
ในวงการศึกษา กล่าวได้ว่าเทคโนโลยีสารสนเทศหรือ
ไอซีทีเปรียบเสมือนปัจจัยสำาคัญที่เป็นตัวขับเคลื่อนการ
พัฒนาทางการศึกษาอย่างมากมาย เนื่องจากไอซีที
เป็นการนำาเทคโนโลยีสารสนเทศและเทคโนโลยีการ
สื่อสารมาใช้ร่วมกันทำาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่าง
รวดเร็วในวงการศึกษา อันส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลง
บทบาทและรูปแบบการเรียนการสอนของผู้เรียนผู้สอน
และการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์สถานศึกษา เพื่อให้
เหมาะสมกับการใช้ไอซีที รวมถึงการบูรณาการวิชา
ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ (กิดานันท์
มะลิทอง, 2548 หน้า 2) การใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อ
พัฒนาการศึกษาหรือกิจกรรมการเรียนการสอนนั้นได้
ดำาเนินมาตั้งแต่เริ่มมีอินเทอร์เน็ตใช้ อินเทอร์เน็ตได้กลาย
เป็นสื่อและเครื่องมือที่สำาคัญต่อการศึกษาค้นคว้า
การสื่อสารระหว่างผู้สอนและผู้เรียน ระบบเครือข่าย
อินเทอร์เน็ตนั้น เป็นระบบที่ใช้ง่ายทำาให้เป็นบริการที่ทุก
คนสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก โดยผู ้สอนและผู ้เรียนก็
สามารถเข้าถึงแหล่งความรู้หลากหลายจากสิ่งที่เรียกกัน
ว่า “หอสมุดโลก” โดยการสืบค้นผ่านอินเทอร์เน็ตไปสู่
เว็บไซต์ เช่น ผู ้สอนและผู ้เรียนสามารถค้นหาข้อมูลแหล่ง
ต่างๆ ทั่วโลกโดยไม่มีข้อจำากัดทางด้านสถานที่และเวลา
Journal of education
18
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Journal of education
จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าความเชื่อที่แตก
ต่างจะนำาไปสู่แนวการสอนให้เด็กรู้หนังสือที่แตกต่างกัน
ส่งผลให้เกิดประเด็นขัดแย้งถกเถียงในแวดวงการศึกษา
ปฐมวัยอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดระหว่างนักวิชาการ
ผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้สอน ผู้ดูแลเด็ก และ
ผู้ปกครอง จึงเป็นที่มาของประเด็นคำาถามที่หลากหลาย
เช่น ควรสอนอ่านเขียนสะกดคำาแยกเป็นทักษะสำาหรับ
เด็กปฐมวัยหรือไม่ ช่วงอายุเท่าไรที่เหมาะสมที่สุดในการ
สอนให้เด็กปฐมวัยรู้หนังสือก่อนอ่านเขียนได้ กลยุทธ์การ
สอนภาษาอย่างไรที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด
ในการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีทักษะพื้นฐานที่จำาเป็นก่อน
การรู้หนังสืออย่างเป็นทางการในระดับประถมศึกษา
แนวคิดเกี่ยวกับการรู้หนังสือของเด็กปฐมวัย
นักการศึกษาหลายท่านได้ศึกษาเกี่ยวกับการ
รู้หนังสือของเด็กปฐมวัย โดยเริ่มจากเคลย์ (Clay,
1966) เป็นผู้บัญญัติคำาศัพท์คำาว่า “Emergent
Literacy” หรือ “การรู้หนังสือระยะแรกเริ่ม” และให้
นิยามของการรู้หนังสือระยะแรกเริ่มว่าหมายถึง การ
ที่เด็กแสดงพฤติกรรมการอ่านระยะแรกเริ่มอย่างเป็น
ธรรมชาติโดยทำาท่าอ่านหนังสือทั้ง ๆ ที่เด็กยังอ่านไม่
เป็น ก่อนที่จะพัฒนาไปสู่พฤติกรรมการอ่านขั้นต้น ใน
การใช้เสียงพยัญชนะต้นที่รู้จักเพื่อคาดเดาและตรวจสอบ
คำาที่อ่านและรู้ว่าคำาสามารถผสมกันกลายเป็นคำาใหม่ได้
พฤติกรรมการอ่านที่แสดงออกนี้จะสัมพันธ์กับพฤติกรรม
การเขียนตามขั้นพัฒนาการการรู้หนังสือขั้นต้น (Early
Literacy) ที่เด็กพยายามเขียนด้วยการคิดวิธีสะกดคำา
ด้วยตนเอง เด็กอาจเขียนพยัญชนะต้นหรือสระและ
พยายามเขียนโดยผสมพยัญชนะและสระด้วยตนเองซึ่ง
ใกล้เคียงกับวิธีสะกดของผู้ใหญ่
นอกจากนี้ยังมีนักการศึกษาอีกหลายท่านที่มี
ความเห็นเป็นไปในแนวทางเดียวกันเกี่ยวกับการรับรู้
ภาษาแรกเริ่มและการรู้หนังสือของเด็กปฐมวัย ซึ่งสามารถ
สรุปแนวคิดโดยสังเขปได้ว่า เด็กปฐมวัยเริ่มเรียนรู้ภาษา
ตั้งแต่เป็นทารก และการรู้หนังสือของเด็กค่อย ๆ พัฒนา
ให้เห็นเมื่อเด็กเริ่มแสดงความสนใจ ความคิดเห็น ความ
รู้สึก และพยายามทำาความเข้าใจกับความหมายของสิ่ง
แวดล้อมด้วยการอ่านเขียน กระบวนการของพัฒนา
ทางการรู้หนังสือของเด็กปฐมวัยเกิดก่อนที่เด็กจะเข้า
เรียนในโรงเรียน โดยเริ่มจากการที่ผู้ใหญ่อ่านหนังสือให้
เด็กฟัง เด็กจะมองตามตัวหนังสือและพยายามหาความ
หมายจากภาพหรือตัวหนังสือ เด็กมีโอกาสสังเกตเห็น
ผู้ใหญ่อ่านหนังสือ จับพลิกหนังสือหรือเขียนสื่อสารใน
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำาวันด้วยสื่อและ
แหล่งเรียนรู้ที่แวดล้อมด้วยตัวหนังสือทั้งที่บ้านและ
ชุมชน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของพฤติกรรมการรู้หนังสือ
ของเด็กปฐมวัย จึงอาจกล่าวได้ว่าเด็กสามารถรู้หนังสือ
ระยะแรกเริ่มก่อนที่จะเข้าเรียนในโรงเรียน (Durkin,
1966; Heath, 1983; Holdaway, 1979; Taylor,
1983; Teale & Sulzby, 1986; Vygotsky, 1962)
การรู้หนังสือของเด็กระยะแรกเริ่มส่วนใหญ่จะคล้ายคลึง
กันและเป็นไปตามธรรมชาติโดยไม่ต้องมีการสอนหรือ
ฝึกฝน กล่าวคือ เด็กจะเริ่มแยกแยะสิ่งที่ได้ยินไม่ว่าจะ
เป็นเรื่องราว โคลงกลอน เพลง และเด็กจะตอบสนองต่อ
เรื่องราวในหนังสือ ให้ความหมายของหนังสือจากรูปภาพ
หรือประสบการณ์เดิม เรียนรู้คำาและเกิดความคิดรวบยอด
ในเรื่องราวต่าง ๆ ขยายกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ต่อมาเด็กจะ
เริ่มเรียนรู้หนังสือขั้นต้น เด็กจะรับรู้ เข้าใจและถ่ายทอด
ความคิดด้วยสัญลักษณ์หลายแบบผสมผสานกันอย่างมี
จุดมุ่งหมายผ่านการฟัง พูด อ่าน เขียน จากประสบการณ์
จริงในชีวิตประจำาวัน โดยการเชื่อมโยงความรู้ใหม่ให้เข้า
กับความรู้และประสบการณ์เดิมจากการมีปฏิสัมพันธ์ที่
มีความหมายกับภาษาและตัวหนังสือ จนสามารถสร้าง
องค์ความรู้ใหม่ขึ้นภายในตนเองและถ่ายทอดให้ผู้อื่นรับ
รู้และเข้าใจได้ โดยธรรมชาติเด็กเรียนรู้ที่จะอ่านเขียนจาก
ประสบการณ์และภาษาที่แวดล้อมตัวเด็ก เด็กตระหนัก
ถึงความหมายของตัวหนังสือในสถานการณ์หรือบริบท
ต่างๆ รับรู้และเข้าใจรูปแบบและหน้าที่ของการเขียน
และสามารถพูดเกี่ยวกับสิ่งที่เขียน รวมทั้งตระหนักและ
เข้าใจว่าภาษาเขียนมีกฎเกณฑ์และวิธีการ เด็กจะเกิดการ
126
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Journal of education
มาใช้ชีวิตเร่ร่อน หรือคนที่ไม่เคยเร่ร่อนได้เข้ามาเป็นคน
เร่ร่อน และ (4) มาตรการในการผลักดันพระราชบัญญัติ
การคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง กล่าวคือ พระราชบัญญัตินี้จะ
ตัวกำาหนดกลไกสำาคัญ ๆ หลายประการที่จะเป็นกำาลัง
สำาคัญในการร่วมแก้ไขปัญหาคนไร้ที่พึ่งหรือคนเร่ร่อน
ทั่วประเทศไม่ใช่เฉพาะกรุงเทพมหานคร หนึ่งในกลไก
ดังกล่าวคือ การให้อำานาจองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น
มีส่วนร่วมในการให้บริการ การคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง และ
เปิดโอกาสให้องค์กรภาคเอกชนสามารถเปิดสถานรับดูแล
คนไร้ที่พึ่งได้ รวมถึงการเปิดโอกาสให้คนไร้ที่พึ่งที่มีความ
สามารถรวมตัวกันเพื่อเปิดศูนย์เพื่อดูแลกันเองได้ โดยได้
รับการสนับสนุนจากรัฐ และที่สำาคัญคือ กำาหนดให้มีคณะ
กรรมการคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งขึ้น
6. คนเร่ร่อนเป็นบุคคลที่ต้องการได้รับโอกาส
จากคนรอบข้าง ดังนั้นในการสร้างโอกาสให้คนเหล่านี้
จึงมีความจำาเป็นต้องทราบความต้องการอย่างแท้จริง
ของเขาเสียก่อน เช่น บางคนต้องการกลับไปใช้ชีวิตที่
บ้านในภูมิลำาเนาของตน แต่ไม่สามารถกลับได้ เนื่องจาก
ครอบครัวล่มสลาย หากรัฐหรือผู้มีอำานาจสามารถให้ช่อง
ทางหยิบยื่นโอกาสที่เหมาะสมให้เขา เขาจะสามารถยืน
หยัดได้ด้วยตนเอง
7. การผลักดันคนเร่ร่อนออกจากสวนสาธารณะ
ที่เคยอาศัยเป็นหลับนอนยามค่ำาคืน ควรมีกระบวนการ
รองรับที่เหมาะสม ไม่ใช่จัดแยกสู่สถานสงเคราะห์หรือ
ส่งกลับบ้านในทันที ควรมีหน่วยงานในภาคสนามที่เป็น
ฝ่ายปฏิบัติการแยกแยะความต้องการที่เหมาะสมของคน
เร่ร่อน ทั้งนี้การลงภาคสนามดังกล่าวจำาเป็นต้องอาศัยผู้ที่
มีความเข้าใจคุ้นเคยในการทำางานพัฒนาคนเร่ร่อน ร่วม
กับนักวิชาการ หลากหลายสาขา เช่น นักจิตวิทยา นัก
สังคมสงเคราะห์ นักการสาธารณสุข เป็นต้น ทั้งนี้การ
ช่วยเหลือคนเร่ร่อนอาจต้องใช้องค์ความรู้ที่หลากหลาย
รอบด้าน และลึกซึ้ง จะสามารถช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว
สอดคล้องกับความต้องการของคนเร่ร่อน
ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป
จากการที่ได้ทำาการศึกษาและได้ข้อค้นพบข้างต้น
จึงขอแนะนำาสำาหรับข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยต่อไปนี้
1. การศึกษาปรากฏการณ์โดยใช้วิธีวิทยาตาม
แนวปรากฏการณ์เชิงอุตรวิสัย เป็นแนวการศึกษาที่มี
แนวคิดลึกซึ้ง ยากต่อการนำาไปใช้ โดยเฉพาะในเรื่อง
การพักมูลบท (Bracketing) ในกระบวนการลดทอน
ข้อมูล (Reduction) เพื่อให้ได้ความหมายประสบการณ์
ตามการรับรู้ของผู้ให้ข้อมูล ค่อนข้างจะทำาได้ยาก และ
มักเกี่ยวข้องกับความเป็นอัตวิสัยของผู้วิจัย ดังนั้น
หากต้องการเลือกวิธีการศึกษาแนวนี้ ผู้วิจัยจึงควร
ศึกษาแนวคิดอย่างละเอียดรอบคอบ และขั้นตอนของ
กระบวนการวิเคราะห์ควรศึกษาให้ได้แนวทางปฏิบัติที่
ชัดเจน เพื่อให้ได้ผลการวิจัยที่สอดคล้องกับวิธีวิทยา และ
สามารถตอบคำาถามการวิจัยได้อย่างลึกซึ้ง ครอบคลุม
และมีความน่าเชื่อถือ
2. วิธีวิเคราะห์ข้อมูลตามแนวคิด Moustakas
(1994) นับว่าเป็นวิธีวิเคราะห์ที่มีกระบวนการที่ค่อนข้าง
ชัดเจนเป็นรูปธรรม ขึ้นอยู่กับว่าผู้วิจัยจะทำาความเข้าใจ
กับกระบวนการได้อย่างชัดเจนเพียงไร อย่างไรก็ตามใน
การศึกษาแนวปรากฏการณ์วิทยายังมี แนวคิดอื่นและวิธี
การวิเคราะห์ในแนวอื่นซึ่งมีลักษณะเฉพาะตามสาขาวิชา
เช่น ปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ (Hermeneutical
Phenomenology) ปรากฏการณ์วิทยาแนวอัตถิภาวะ
นิยม (Existential Phenomenology) หรือปรากฏการณ์
วิทยาแนวจิตวิทยา หรือแนวสังคมวิทยา ขึ้นอยู่กับว่า
ปัญหาวิจัยที่ผู้วิจัยต้องการศึกษา สอดคล้องกับแนวคิด
ในสาขาวิทยาใด การเลือกใช้จึงต้องพิจารณาให้เหมาะ
สม เพื่อให้สามารถนำาวิธีวิทยาไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
และได้ผลการวิจัยที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
3. การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ เน้นทำาความเข้าใจ
การรับรู้ประสบการณ์ของคนเร่ร่อน ซึ่งเป็นผู้ประสบกับ
สภาพการณ์ในประสบการณ์โดยตรง เพื่อให้ได้แก่นสาระ
28
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
ให้เด็กอ่านเขียนขั้นต้นและรู้ความหมายในสิ่งที่อ่าน
เขียนรวมถึงรู้วิธีสะกดคำาตามกฎเกณฑ์ของตนเองแม้จะ
ยังไม่สามารถสะกดคำาได้ถูกต้องตามหลักภาษา แต่เด็ก
ก็มีทักษะจำาเป็นพื้นฐานต่อยอดไปสู่การเรียนอ่านเขียน
อย่างเป็นทางการในระดับสูงขึ้น แนวการสอนให้เด็กรู้
หนังสือแบบสมดุลจึงเป็นคำาตอบที่สนองความต้องการ
ของผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็กทุกฝ่ายอีกทั้งก่อให้เกิดประโยชน์
สูงสุดต่อตัวเด็กทั้งทางด้านความรู้และทักษะกระบวนการ
อ่านเขียน รวมถึงเจตคติที่ดีต่อการเริ่มอ่านเขียนก่อนที่
จะพัฒนาไปสู่การเป็นนักอ่านและนักเขียนที่ดีต่อไป อีก
ทั้งยังนำาไปสู่การลดอัตราการไม่รู้หนังสือของเด็กไทยได้
เป็นอย่างดี
Journal of education
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 191
องค์ประกอบของรูปแบบการบริหารงานวิชาการ
สำาหรับมหาวิทยาลัยในกำากับของรัฐ ประกอบไป
ด้วย
1. ด้านการบริหารจัดการ (Management)
1.1 แนวทางการบริหาร
1.1.1 ใช้หลักการบริหารเพื่อให้สามารถใช้
ทรัพยากรทุกประเภทให้เกิดประโยชน์สูงสุด
1.1.2 มีอิสระและความคล่องตัวในการ
บริหารจัดการ
1.1.3 มุ่งเน้นการบริหารงานสมัย
ใหม่ (Modern Management) เช่น การบริหารการ
เปลี่ยนแปลง (Change Management) และการบริหาร
ความเสี่ยง (Risk Management) เป็นต้น
1.1.4 บริหารมหาวิทยาลัยโดยใช้
หลักธรรมัตตาภิบาล (Self Good Governance)
1.1.5 ใช้กลไกการประเมินคุณภาพโดย
รวมของทั้งมหาวิทยาลัย มาเป็นแนวทางเพื่อพัฒนาระบบ
บริหารจัดการ
1.1.6 ใช้ระบบสารสนเทศในการบริหาร
จัดการ
1.1.7 ใช้ระบบการจ้างงานภายนอก
(Outsourcing)
1.1.8 นำาคู่มือปฏิบัติงาน (Work
Manual) และการปรับปรุงกระบวนการในการ
ปฏิบัติงาน (Work Flow) มาช่วยพัฒนาระบบบริหาร
งานในมหาวิทยาลัย
1.1.9 กำาหนดให้เป็นองค์กรแห่งการเรียน
รู้ (Learning Organization)
1.1.10 เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
(Stakeholder) เช่น กลุ่มนักศึกษาปัจจุบัน ศิษย์เก่า
ผู้ปกครอง และผู้ประกอบการ ฯลฯ ให้ข้อคิดเห็นเพื่อนำา
ไปสู่แนวทางการดำาเนินงานและแผนการปฏิบัติงานของ
มหาวิทยาลัย
1.1.11 มีผู้บริหารของมหาวิทยาลัยเป็นผู้
มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักในวงการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม
ภาคธุรกิจ และอาชีพอื่น ๆ
1.1.12 มีตำาแหน่งการบริหารที่รองลงมา
จากอธิการบดี เช่น รองอธิการบดี (Provost) และรอง
อธิการบดีฝ่ายบริหารและการเงิน (Executive Vice
President & Treasurer)
1.1.13 มีการก่อตั้งกองทุนคงยอดเงินต้น
(Endowment Fund)
1.2 สภามหาวิทยาลัย
1.2.1 มีการจัดตั้งสำานักงานสภา
มหาวิทยาลัย
1.2.2 การบริหารงานภารกิจต่าง ๆ ดำาเนิน
การสิ้นสุดที่สภามหาวิทยาลัย
1.2.3 นายกสภามหาวิทยาลัย เลือกจาก
บุคคลที่เป็นที่ยอมรับทางด้านการศึกษา ด้านธุรกิจ หรือ
เคยเป็นผู้นำาองค์กรในภาคอุตสาหกรรมของบริษัทหรือ
องค์กรขนาดใหญ่ที่ประสบความสำาเร็จ
1.2.4 มีผู้ทรงคุณวุฒิจากภูมิภาคที่
มหาวิทยาลัยตั้งอยู่ ร่วมเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย
1.2.5 มีกรรมการที่มีความรับผิดชอบ
หลัก เช่น คณะกรรมการด้านการตรวจสอบความเสี่ยง
ด้านความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัย ด้านสวัสดิการ
บุคลากร ด้านการเงิน และด้านกฎหมาย ฯลฯ ที่ได้รับ
การแต่งตั้งจากสภามหาวิทยาลัย
1.2.6 มีการประชุมกรรมการสภา
มหาวิทยาลัยร่วมกับผู้บริหารนอกรอบ (Retreat) เพื่อ
ร่วมระดมสมอง ในบรรยากาศที่เอื้อต่อการแสดงความ
คิดเห็น
1.3 สภาวิชาการ
1.3.1 มีสภาวิชาการที่มีความเข้มแข็ง เช่น
สามารถกำากับดูแล พัฒนากิจกรรมทางวิชาการ ปฏิบัติ
หน้าที่เป็นกรรมการอุธรณ์ร้องทุกข์ขั้นสูงสุด (Final
Journal of education
84
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
เอกสารอ้างอิง
Journal of education
กรมวิชาการ. (2544 ). เอกสารประกอบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 แนวทางการวัดและ
ประเมินผลการเรียน ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544. กรุงเทพฯ : กรมวิชาการ
กระทรวงศึกษาธิการ
กระทรวงศึกษาธิการ. (2553). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551.
สำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.กรุงเทพฯ : สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำากัด.
คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส). (2549). รายงานคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์
แห่งชาติ(กอส)เอาชนะความรุนแรงด้วยพลังสมานฉันท์ : ข้อเสนอของ กอส. ต่อรัฐบาล (ระหว่าง เมษายน
กันยายน 2548). (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : สำานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
โนรีซัน อุมา. (2551). ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
ในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จังหวัดปัตตานี. วิทยานิพนธ์ ศษ.ม. (บริหารการศึกษา). ปัตตานี :
บัณฑิตวิทยาลัย. มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี.
มูหัมมัดมันซูร หมัดเร๊าะ.(2551). อิทธิพลของวัฒนธรรมอาหรับต่อสังคมมลายูในจังหวัดปัตตานี. วิทยานิพนธ์ ศศ.ม.
(อิสลามศึกษา). ปัตตานี : บัณฑิตวิทยาลัย. มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี.
สำานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. (2545). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไข
เพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545. กรุงเทพฯ: พริกหวานกราฟฟิค จำากัด.
สำานักพัฒนาการศึกษาเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้. (2551). “การพัฒนา การศึกษาขั้นพื้นฐาน
เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปีงบประมาณ 2551. สำานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน. กระทรวงศึกษาธิการ.
สุนทร โคตรบรรเทา. (2551). หลักการและทฤษฎีการบริหารการศึกษา. กรุงเทพฯ : ปัญญาชน
สุพล (ชารีกรีน) บุญมาเลิศ. (2549). วิถีชีวิตมุสลิม. กรุงเทพฯ :ประสานมิตร (ปสม.) จำากัด
สมจิตร อุดม. (2547). ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำาเร็จในการบริหารโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษา ในภาคใต้.
ปริญญานิพนธ์ กศ.ด. (การบริหารการศึกษา). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
เสริมศักดิ์ วิศาลาภรณ์. (2552). สภาพการจัดการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้. สำานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
กระทรวงศึกษาธิการ. กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำากัดวี.ที.ซี.คอมมิวนิเคชั่น; พิมพ์ครั้งที่ 2
สำานักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน. (2545). ปัจจัยที่เกื้อหนุนต่อการจัดการศึกษาเอกชนในทศวรรษหน้า.
รายงานการวิจัย.กรุงเทพฯ : กระทรวงศึกษาธิการ.
อำารุง จันทวานิช และคณะ. (2547). แนวทางการบริหารและการพัฒนาสถานศึกษาสู่โรงเรียนคุณภาพ. กรุงเทพฯ:
วัฒนาพานิช.
อ้อมใจ วงษ์มณฑา. (2553). คุณภาพโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้. [ออนไลน์].
สืบค้นเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2552. จาก http://gotoknow.org/blog/omjai-w/188727.
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 71
เอกสารอ้างอิง
กรมวิชาการ. (2543). รายงานการประเมินหลักสูตรภาษาอังกฤษ พุทธศักราช 2539. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์
คุรุสภาลาดพร้าว.
_________.(2546) . รายงานวิจัย เรื่อง การศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่มุ่งเน้นทักษะการ
สื่อสารตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน.กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
_________.(2548). การวัดและประเมินผลอิงมาตรฐานการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช
2544 :กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ.. กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่ง
ประเทศไทย จำากัด.
เกดศินี พลบูรณ์. (2551). การสอนภาษาอังกฤษระดับประถมศึกษา:รูปแบบการเรียนการสอนที่หลากหลาย. วารสาร
หลักสูตรและการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปีที่ 2 ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน 2551. หน้า
73 - 79.
ชูชัย สมิทธิไกร. (2548). การฝึกอบรมบุคลากรในองค์การ. (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์แห่ง
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ปราณี ธนะชานันท์. (2547). การสอนภาษาอังกฤษสำาหรับเด็กเริ่มเรียน. กรุงเทพมหานคร: บริษัท เพียร์สัน เอ็ด
ดูเคชั่น อินโดไชน่า จำากัด.
พิเชฎษ์ จับจิตต์. (2550). การพัฒนาหลักสูตรอบรมการพัฒนาความเข้มแข็งของสำานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต. ปริญญานิพนธ์ การศึกษาดุษฎีบัณฑิต การบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัย
ศรีนครินทรวิโรฒ.
สงัด อุทรานันท์. (2532). พื้นฐานและหลักการพัฒนาหลักสูตร. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มิตรสยาม.
สมชาติ กิจยรรยง. (2546). เทคนิคการถ่ายทอดอย่างมีประสิทธิภาพ .กรุงเทพมหานคร: สำานักพิมพ์อินฟอร์มีเดีย
บุคส์.
สำานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 1. (2551). สรุปผลการประเมินความรู้ครูผู้สอนภาษาอังกฤษ สำานักงาน
เขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 1. สระแก้ว: กลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา.
สำานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (2548). แนวการประเมินผลด้วยทางเลือกใหม่ ตามหลักสูตรการศึกษาขั้น
พื้นฐาน พุทธศักราช 2544 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ.กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์
การเกษตรแห่งประเทศไทย จำากัด.
_________.(2549). รายงานการสังเคราะห์ แนวคิดและวิธีจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมทักษะ การคิดวิเคราะห์
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ. กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย
จำากัด.
_________.(2551). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศตามหลักสูตรแกน
กลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำากัด.
Broughton G., Brumfit C., Flavell R., Hill P. & Pincas A. (1981). Teaching English as a Foreign
Language.
Journal of education
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 59
2. ผลการนำาโปรแกรมการฝึกอบรมไปใช้ พบว่า 1) ความรู้เกี่ยวกับการจัดกิจกรรม การสอนภาษาอังกฤษเพื่อ
การสื่อสารของผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลังการฝึกอบรมสูงกว่าก่อนฝึกอบรมมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 83.20 ของคะแนนเต็ม
สูงกว่าเกณฑ์ที่กำาหนด คือ ร้อยละ 70 2) ทักษะการจัดกิจกรรมการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ของผู้เข้ารับ
การฝึกอบรม อยู่ในระดับดี และ 3) ความคิดเห็นของผู้เข้ารับการฝึกอบรมที่มีต่อโปรแกรมการฝึกอบรมแบบเน้น
ประสบการณ์ในการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร อยู่ในระดับมาก
คำาสำาคัญ โปรแกรมการฝึกอบรมแบบเน้นประสบการณ์ / การสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร/
Abstract
The study was the research and development. The main purposes of this research and
development were to develop at training program on communicative English language instruction
for elementary school teachers and to evaluate its efficiency. The study was organized into 2 phases.
Phase 1: The Development of a training program. The training program was developed through
4 stages of research and development as follows. Stage 1: Studying and surveying fundamental
data. Stage 2: Constructing a training program. Stage 3: Experimenting of the training and Stage
4: Evaluating the training program. Two research instruments were used to collect data. One was
an achievement test of the participants’ knowledge and skills on communicative English language
instruction; the other was a 5 level rating scale teacher opinion questionnaire with 16 items.
The training program was experimented with 30 elementary school teachers were purposively
selected to be trained in the experimenting the program. The one group pretest - posttest design
was utilized in the experimental phase. The data were analyzed by using the percentage, average
means and standard deviation.
The results of the study found that:
1. The training program composed of seven elements which were the problem and the need
assessment, the principles of training program, the goals, the contents, the training activities, the
training materials and the methods of measurement and evaluation. It was qualified and rated
at a high level by the experts.
2. The results were that the experimental group: (1) After training, the trainees’ knowledge
was higher than those of before training. The posttest average score was 83.20% which was higher
than the criteria (70%). (2) The trainees’ skills on communicative English language instruction
were at the good level, and (3) the trainees’ opinion was at the high level overall.
Keywords : Experiential tvaining pvogram, Communicative english langvoge instvuction,
Journal of education
164
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Journal of education
พิจารณาจากค่าน้ำาหนักองค์ประกอบและค่าสัมประสิทธิ์
การแปรผัน เนื่องจากจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ที่สำาคัญ
คือบ้านหรือครอบครัว ครอบครัวเป็นสถาบันแห่งแรก
ที่ให้การศึกษาแก่บุคคล และเป็นปัจจัยสำาคัญในสังคมที่
ทำาให้เกิดการเรียนรู้ เป็นแหล่งที่ช่วยปลูกฝังพฤติกรรม
แบบแผนการดำาเนินชีวิต และเป็นแหล่งที่บุคคลสามารถ
เรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต พ่อแม่ผู้ปกครองจึง
มีบทบาทสำาคัญในการเสริมสร้างการเรียนรู้ทั้งที่บ้าน
โรงเรียน และแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ การรวมตัวของพ่อแม่
ผู้ปกครอง เป็นเครือข่ายเพื่อช่วยปฏิรูปการเรียนรู้ จะ
ช่วยปฏิรูปการเรียนรู้ได้สำาเร็จ (สำานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาแห่งชาติ, 2544, หน้า 11) สอดคล้องกับ
พัชรี วรจรัสรังสี (2541, หน้า 123) ได้ศึกษาการนำาเสนอ
แนวทางสำาหรับผู้ปกครองในการส่งเสริมการเรียนระดับ
ประถมศึกษา โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ฝ่ายประถมได้ให้ข้อเสนอแนะสำาหรับผู้ปกครองว่า
ผู้ปกครองควรให้ความสำาคัญในการส่งเสริมการเรียน ควร
ให้ความสนใจ เอาใจใส่ เป็นกำาลังใจ และสนับสนุนการ
เรียนของนักเรียนในปกครองอย่างเต็มกำาลังความสามารถ
ผู้ปกครองควรหาโอกาสพบอาจารย์ผู้สอน เพื่อปรึกษาขอ
คำาแนะนำาในการดูแลนักเรียนในปกครองเพิ่มเติม ตลอด
จนแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับนักเรียน ผู้ปกครอง
ที่เห็นความสำาคัญในการส่งเสริมการเรียนย่อมจะทำาให้
นักเรียนประสบความสำาเร็จในการศึกษา
1.5 องค์ประกอบด้านการตัดสินใจ เป็นองค์
ประกอบที่มีความสำาคัญอันดับห้า โดยพิจารณาจาก
ค่าน้ำาหนักองค์ประกอบและค่าสัมประสิทธิ์การแปรผัน
เนื่องจากครูที่รับรู้ความสามารถในตนเองจะมีความเชื่อ
มั่นในตนเองสูง คิดว่าตนเองมีความสามารถเพียงพอต่อ
การปฏิบัติงาน มีผลต่อคุณภาพการตัดสินใจ จากงานวิจัย
ของ โฟลเลอร์ (Fowler, 1986, p. 3204-A) พบว่า การ
มีส่วนร่วมในการตัดสินใจสั่งการ มีความสัมพันธ์เชิงบวก
กับขวัญกำาลังใจในการทำางานของครู อาจารย์ โรงเรียนที่
ไม่เปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจส่งผลต่อการ
มีขวัญกำาลังใจในการทำางานแตกต่างกัน สอดคล้องกับ
แบนดูรา (Bandura, 1977, p.71-81) กล่าวว่าการ
รับรู้ความสามารถของตนเอง จะมีผลต่อกระบวนการ
เลือกกระทำาพฤติกรรม โดยบุคคลจะเลือกกระทำาใน
สถานการณ์ที่เชื่อว่าเขาทำาได้ เป็นการเปิดโอกาสที่จะ
พัฒนาศักยภาพของตนเอง
1.6 องค์ประกอบความสามารถด้านสร้าง
ความร่วมมือจากชุมชน เป็นองค์ประกอบสำาคัญอันดับ
หก โดยพิจารณาจากค่าน้ำาหนักองค์ประกอบและค่า
สัมประสิทธิ์การแปรผัน เนื่องจากการมีส่วนร่วมของ
ชุมชนในการพัฒนาสถานศึกษานั้น เป็นสิ่งจำาเป็นใน
การบริหารสถานศึกษาในยุคปัจจุบัน เมื่อชุมชนเข้ามา
มีส่วนร่วมในการพัฒนาจะทำาให้สถานศึกษานั้นมีความ
เข้าใจและมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ซึ่งสอดคล้องกับ
แนวการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่ง
ชาติ 2542 ที่มุ่งให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
พัฒนาระบบการเรียนรู้ ให้องค์กรชุมชนมีสิทธิ์ในการ
จัดการศึกษาขั้นพึ้นฐาน (มาตรา 12) ร่วมบริหารและ
จัดการศึกษาโดยเป็นคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้น
ฐานที่มีอำานาจบริหารจัดการทั้งด้านวิชาการ งบประมาณ
การบริหารงานบุคคล และบริหารงานทั่วไป (มาตรา 39)
การมีส่วนร่วมของประชาชนจึงมีความสำาคัญที่จะสร้าง
ความเชื่อมั่นว่าประชาชนเป็นเจ้าของชุมชน ดำาเนินการ
จัดการศึกษาโดยชุมชนเพื่อประโยชน์ของชุมชนนั้น งาน
วิจัยของ กุลยา ตันติผลชีวะ (2544, หน้า 30) กล่าวว่า
การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองกับโรงเรียน เป็นการสร้าง
คุณค่าการศึกษาให้กับเด็ก และเป็นการสร้างคุณค่าให้
กับสังคม เพราะหมายถึงการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง
ครู และโรงเรียน ในการสร้างสรรค์พัฒนาเด็กให้เจริญ
เติบโตและพัฒนาได้เต็มตามศักยภาพ และงานวิจัยของ
สฤษดิ์ มินทระ (2536, บทคัดย่อ) พบว่า การจัดการ
ศึกษาในอนาคตต้องตั้งอยู่บนหลักการมีส่วนร่วมของ
80
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Journal of education
ผลการวิเคราะห์เพื่อยืนยันความเที่ยงตรงตาม
สภาพจริงของตัวบ่งชี้การเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา
อิสลามยอดนิยม เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัด
ชายแดนภาคใต้ กับกลุ่มผู้รู้แจ้งชัด(Known Group)
เป็นการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของตัวบ่งชี้ที่ได้กับเกณฑ์
ประเมินค่าที่ระดับมาก(µ=3.50) ตามการแปลความ
หมายค่าเฉลี่ยแบบอิงเกณฑ์ (Criterion Reference)
พบว่า ผู้ปกครองนักเรียนมีระดับความคิดเห็นต่อตัวบ่ง
ชี้ที่สะท้อนถึงการเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม
ยอดนิยมเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาค
ใต้ ในระดับมากอย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ .001
ทุกตัวบ่งชี้ สามารถยืนยันได้ว่า ตัวบ่งชี้ ทั้ง 51 ตัวบ่งชี้
มีความเที่ยงตรงตามสภาพจริง
อภิปรายผลการวิจัย
องค์ประกอบและตัวบ่งชี้การเป็นโรงเรียนเอกชน
สอนศาสนาอิสลามยอดนิยม เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ
จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย 8 องค์ประกอบ
51 ตัวบ่งชี้และในทุกๆองค์ประกอบมีความเที่ยงตรงตาม
สภาพจริง ดังนี้
1. จริยธรรมของนักเรียนตามหลักศาสนา
อิสลาม เป็นองค์ประกอบที่สามารถสะท้อนการเป็น
โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามยอดนิยม เขตพัฒนา
พิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้มากที่สุด ใน
ประเด็นนี้พิจารณาได้ว่า จริยธรรมตามหลักการศาสนา
อิสลาม เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของประชาชนในจังหวัด
ชายแดนภาคใต้ ที่ยึดหลักทางศาสนาอิสลามเป็นสำาคัญ
ประชาชนส่วนใหญ่ มีวิถีการดำาเนินชีวิตที่ต้องเป็นไปตาม
หลักการศาสนาในทุกเรื่องทุกเวลา สังคมมุสลิมยกย่อง
ผู้มีการศึกษาศาสนาอิสลาม และส่งเสริมให้คนมุสลิม
ขวนขวายหาวิชาความรู้ ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่
ส่งเสริมและกระตุ้นเตือนให้มุสลิมศึกษาหาความรู้
ทุกด้านตลอดเวลา มิได้แยกความรู้ทางโลกและทาง
ธรรมออกจากกัน(อ้อมใจ วงษ์มณฑา, www, 2553)
สอดคล้องกับสวาสดิ์ สุมาลยศักดิ์ อดีตจุฬาราชมนตรี
ที่กล่าวว่า การศึกษาศาสนาอิสลามเป็นสิ่งสำาคัญสำาหรับ
มุสลิมทุกคน หากได้นำาหลักการของศาสนาอิสลามไป
อยู่ในระบบการจัดการเรียนการสอน จะช่วยให้เด็กและ
เยาวชนมุสลิมได้รับการพัฒนาในวิชาสามัญและวิชา
ศาสนาควบคู่กันไป ถือเป็นการจัดการศึกษาที่สามารถ
ตอบสนองความต้องการของชุมชนมุสลิมได้อย่างแท้จริง
(กระทรวงศึกษาธิการ, 2553, หน้า สารจุฬาราชมนตรี)
ประกอบกับองค์ประกอบด้านนี้เป็นคุณลักษณะขั้น
พื้นฐานที่โรงเรียนจะต้องมีมาตรการในการดำาเนิน
การ กล่าวคือจะต้องฝึกให้นักเรียนมีวินัยในตนเอง
มีความซื่อสัตย์สุจริต มีจิตสำานึกในการอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความรับผิด
ชอบ เป็นผู้ห่างไกลอบายมุขทั้งปวง มีความเสียสละต่อ
ส่วนรวม มีเจตคติที่ดีต่ออาชีพสุจริต เป็นผู้นำาในการ
ดำาเนินกิจกรรมของชุมชน เป็นผู้ห่างไกลยาเสพติด และ
นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่าง
สม่ำาเสมอ ซึ่งสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษา
แห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2)
พ.ศ. 2545 (สำานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ,
2545) ที่กล่าวถึงว่า การจัดการศึกษาจะต้องจัดโดยยึด
คุณธรรมนำาความรู้
2. พฤติกรรมของนักเรียนตามหลักการอิสลาม
เป็นองค์ประกอบที่สามารถสะท้อนการเป็นโรงเรียน
เอกชนสอนศาสนาอิสลามยอดนิยม เขตพัฒนาพิเศษ
เฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้เป็นลำาดับที่สอง ใน
ประเด็นนี้พิจารณาได้ว่าอาจเป็นเพราะโรงเรียนเอกชน
สอนศาสนาอิสลามยอดนิยม เป็นโรงเรียนที่มีลักษณะ
เฉพาะมุ่งเน้นสอนหลักธรรมและพฤติกรรมการปฏิบัติ
ตนตามหลักศาสนาอิสลาม ดังนั้นนอกจากนักเรียนจะ
ต้องรู้หลักธรรมทางศาสนาโดยทั่วไปแล้วคุณลักษณะ ที่
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 97
4. ควรมีการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative
Research) เกี่ยวกับกลยุทธ์การจัดการรับเด็กฝาก เข้า
เรียนของโรงเรียนยอดนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งลักษณะ
ของการวิจัยเชิงอนาคต (Future Research) เพื่อให้
ทราบคำาตอบในเชิงกว้างและก้าวไกลมากขึ้น
หมายเหตุ บทความวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของ
วิทยานิพนธ์ตามหลักสูตรศึกษาศาสตรดุษฏีบัณฑิต
สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิต
กุล ซึ่งผู้วิจัยขอขอบคุณคณะกรรมการที่ปรึกษา ประกอบ
ด้วย ศาสตราจารย์ ดร.เสริมศักดิ ์ วิศาลาภรณ์ ราชบัณฑิต
รองศาสตราจารย์ ดร.ไพศาล หวังพานิช และอาจารย์
ดร.สงวนพงศ์ ชวนชม เป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้
Journal of education
้
86
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
กลยุทธ์การจัดการรับเด็กฝากเข้าเรียนตามหลักธรรมาภิบาล
ของโรงเรียนยอดนิยมในเขตกรุงเทพมหานคร
The Strategies of Good Governance Management
Regarding the Patronage System of Students’ Enrollment
for Popular Schools in Bangkok Metropolitan.
Journal of education
บทคัดย่อ
ปรีชา เจริญกิจขจร*
E-mail.pimcharoen@gmail.com
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบพหุกรณีศึกษา มีวัตถุประสงค์ คือ (1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหา
ลักษณะการฝากเด็ก และวิธีการจัดการรับเด็กฝากเข้าเรียนของโรงเรียนยอดนิยมในเขตกรุงเทพมหานคร (2) เพื ่อ
สร้างกลยุทธ์การจัดการรับเด็กฝากเข้าเรียนตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียนยอดนิยมในเขตกรุงเทพมหานคร โดยแบ่ง
ขั้นตอนการดำาเนินการวิจัยออกเป็น 4 ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั ้นตอนที ่ 1 ศึกษาข้อมูลทั ่วไปเกี ่ยวกับสภาพปัญหา
ลักษณะการฝากเด็กและวิธีการจัดการรับเด็กฝากเข้าเรียนของโรงเรียนยอดนิยมทั ่วไป โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เจาะลึกผู
บริหารสถานศึกษาในส่วนภูมิภาค ตัวแทนภาคประชาชน และองค์กรอิสระที่มีข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการรับเด็กฝาก
เข้าเรียน ขั้นตอนที่ 2 ศึกษาสภาพปัญหา ลักษณะการฝากเด็กและวิธีการจัดการรับเด็กฝากเข้าเรียนของโรงเรียนยอด
นิยมในเขตกรุงเทพมหานคร โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เจาะลึกผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงและโดยอ้อมกับการจัดการรับ
เด็กฝากเข้าเรียน ขั ้นตอนที ่ 3 สร้างกลยุทธ์การจัดการรับเด็กฝากเข้าเรียนตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียนยอดนิยม
ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยใช้วิธีการจัดกลุ ่มสนทนาผู ้ทรงคุณวุฒิทางการศึกษาและตัวแทนภาคประชาชนที่มีความรู้
และประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดการรับเด็กฝากเข้าเรียนของโรงเรียนยอดนิยม และขั้นตอนที่ 4 ประเมินความเหมาะ
สมและความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของ กลยุทธ์การจัดการรับเด็กฝากเข้าเรียน โดยใช้วิธีการจัดกลุ่มสนทนาและการ
ประเมินแบบอิสระเป็นรายบุคคล
ผลการวิจัยปรากฏดังนี้
1. สภาพปัญหาในการจัดการรับเด็กฝากเข้าเรียนของโรงเรียนยอดนิยมในเขตกรุงเทพมหานคร แบ่งออกเป็น 3
ประเด็น ได้แก่ ปัญหาจากจำานวนเด็กฝากมากเกินกว่าที่โรงเรียนสามารถรับได้ ปัญหาเกี่ยวการการร้องเรียนและการ
ฟ้องร้องดำาเนินคดี และปัญหาจากผลกระทบของการรับเด็กฝากเข้าเรียน ลักษณะการฝากเด็กเข้าเรียนแบ่งออกเป็น
3 ส่วน ได้แก่ รูปแบบการฝากเด็กเข้าเรียน ช่วงเวลาที่ฝากเด็ก และผู ้ฝากเด็กเข้าเรียน ส่วนวิธีการจัดการรับเด็กฝากเข้า
เรียนของโรงเรียนยอดนิยมในเขตกรุงเทพมหานครมีความหลากหลายตามบริบทที่ต่างกันของแต่ละโรงเรียน โดยไม่มี
รูปแบบการจัดการที่เป็นรูปธรรมชัดเจน
*นิสิตหลักสูตรศึกษาศาสตร์ดุษฎีบัญฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล
142
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
ABSTRACT
The purpose of this research was to study the effects of Neuro Linguistic Programming
Counseling on Resiliency of Children with negative experiences. The samples composed of 10
Children aged 13 – 21 in a home for boys who had low Resilience scores. The simple random
sampling was used to assign into two groups: an experimental group and a control group with
five members in each. The instruments used in this research were the State-Trait Resilience
Inventory and the Neuro Linguistic Programming, Visual Kinesthetic Dissociation technique. The
sample was individually intervened for one session, 40 – 60 minutes. The study was divided into
three phases: the pre - test phase, the post - test phase and the follow - up phase. The data were
analyzed through repeated measures analysis of variance: one between - subject variable and
one within - subjects variable.
The results revealed that the interaction between the method and duration of the experiment
was statistically significant difference at the .05 level. The levels of resiliency in the experimental
and the control groups in the post - test phase and the follow - up phase were not statistically
significant difference. The resiliency in the experimental group in the post - test phase and the
follow up phase were statistically significant difference higher than the pre – test phase the
statistically significant difference was at the .05 level.
Journal of education
KEYWORDS : Resiliency/ Children With Negative Experiences / Neuro Linguistic Programming/
บทนำา
ชีวิตของบุคคลอาจผ่านประสบการณ์อันเลวร้าย
ที่มีส่วนจะฉุดรั้งชีวิตให้พบกับความทุกข์ทรมาน ไม่ว่า
จะเป็นเหตุที่เกิดจากมนุษย์ด้วยกัน หรือแม้แต่เหตุที่เกิด
จากสิ่งแวดล้อม ภัยธรรมชาติต่างๆ สิ่งเหล่านี้ได้นำาพา
ความสูญเสียแก่บุคคลทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งส่งผล
ให้บุคคลบางคนไม่สามารถก้าวข้ามพ้นประสบการณ์ทาง
ลบไปได้ ติดอยู่ในความทุกข์ทรมานจากเหตุการณ์อันเลว
ร้าย และความเจ็บปวดที่มีมาก นำาไปสู่ความหวาดระแวง
ความซึมเศร้า และการฆ่าตัวตาย จึงเป็นสิ่งสำาคัญในการ
ศึกษา ปัจจัยที่สามารถทำาให้บุคคลปกป้องตัวเองให้พ้น
ออกไปจากความทุกข์ทรมานไม่ว่าทางร่างกาย และจิตใจ
สามารถที่จะปรับตัวเพื่อใช้ชีวิตในสังคมให้เป็นปกติสุข
คือ ความหยุ่นตัว (Resilience) ซึ่งเป็นปัจจัยในการ
ปรับตัวต่อภาวะความลำาบากยากแค้น ความเจ็บปวดจาก
เหตุการณ์รุนแรง โศกนาฏกรรม วิบัติภัย รวมถึงปัจจัย
ต่างๆ ที่ทำาให้เกิดความทุกข์ เช่น ปัญหาครอบครัว ความ
โดดเดี่ยว โรคภัยไข้เจ็บ และ ภาวะเศรษฐกิจ ความหยุ่น
ตัวเกิดการเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปจากประสบการณ์
ให้มีชีวิตที่สมบูรณ์ (American Psychological
Association, 2007) ความหยุ่นตัวเป็นความสามารถ
ขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนในวัยเด็ก ผู้ปกครองหรือ
ญาติพี่น้องควรเพิ่มพูนความหยุ่นตัวให้แก่เด็ก ๆ ได้
โดยผ่านประสบการณ์ทางโลก รวมถึงการแสดงออกต่อ
เด็ก ๆ และการสร้างสภาพแวดล้อม ผู้ปกครองมีส่วนใน
การสร้างแรงสนับสนุนในครอบครัว ซึ่งจะนำาไปสู่ความ
64
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Journal of education
วิธีดำาเนินการวิจัย
ดำาเนินการวิจัยด้วยรูปแบบกระบวนการวิจัยและ
พัฒนา (Research and Development) แบ่งเป็น 2
ระยะ คือ
ระยะที่ 1 ระยะการพัฒนาโปรแกรมการฝึก
อบรม 4 ขั้นตอน ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาข้อมูลพื้นฐานสำาหรับ
สร้างโปรแกรมการฝึกอบรม แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ
ส่วนที่ 1 ศึกษาเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้องและวิเคราะห์
เอกสาร (Document Analysis) และส่วนที่ 2 สำารวจ
ความรู้พื้นฐานและความต้องการฝึกอบรม ของครูผู้สอน
ภาษาอังกฤษระดับประถมศึกษา เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการ
พัฒนาโปรแกรมการฝึกอบรม
ผลการศึกษาข้อมูลพื้นฐาน พบว่า ครูผู้สอนภาษา
อังกฤษระดับประถมศึกษา มีความรู้พื้นฐานในระดับน้อย
และมีความต้องการฝึกอบรมในระดับมากที่สุด คือ การ
จัดทำาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบอิงมาตรฐาน
การจัดกิจกรรมภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารแบบมุ่งงาน
ปฏิบัติ จากผลการสำารวจนำาข้อมูลมากำาหนดสัดส่วน
โครงสร้างเนื้อหา ประกอบด้วย ความรู้พื้นฐาน การจัด
กิจกรรม การออกแบบกิจกรรม การวัดและประเมินผล
การสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร และการจัดทำาแผนการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้ภาษาเพื่อการสื่อสาร ด้วยกระบวนการ
Backward Design กิจกรรมและระยะเวลาในการฝึก
อบรมให้สอดคล้องกับความต้องการและบริบทของ
ผู้เข้ารับการฝึกอบรม
ขั้นตอนที่ 2 การสร้างโปรแกรมการฝึกอบรม
นำาข้อมูลจาการศึกษาข้อมูลพื้นฐานมาพิจารณาเพื่อสร้าง
โปรแกรมการฝึกอบรม โดยดำาเนินการเป็น 2 ส่วน คือ
ส่วนที่ 1 การจัดทำาโปรแกรมการฝึกอบรมฉบับร่าง และ
ส่วนที่ 2 การประเมินโปรแกรมการฝึกอบรมฉบับร่าง
โดยเสนอผู้เชี่ยวชาญประเมินและนำามาปรับปรุงก่อน
นำาไปทดลองใช้ องค์ประกอบโปรแกรม การฝึกอบรม
ประกอบด้วย สภาพปัญหาและความจำาเป็นของการฝึก
อบรม หลักการ จุดมุ่งหมาย เนื้อหาสาระ กิจกรรม สื่อ
การฝึกอบรม และการวัดและประเมินผลการฝึกอบรม
ขั้นตอนที่ 3 การทดลองใช้โปรแกรมการฝึก
อบรม นำาโปรแกรมการฝึกอบรมฉบับร่างไปใช้โดยการ
ศึกษาคุณภาพเบื้องต้นกับกลุ่มที่มีคุณลักษณะเดียวกับ
กลุ่มตัวอย่าง จำานวน 10 คน ที่ได้มาจากการสุ่มแบบ
แบ่งชั้นจากแต่ละอำาเภอ อำาเภอละ 2 คน และดำาเนินการ
สุ่มอย่างง่ายโดยวิธีการจับสลาก ได้กลุ่มตัวอย่างจำานวน
10 คน ทดลองใช้โดยปฏิบัติกิจกรรมเหมือนจริงกับ
การนำาไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างทุกประการ
ขั้นตอนที่ 4 การประเมินผลโปรแกรมการ
ฝึกอบรมและปรับปรุง การประเมินเป็น 3 ระยะ คือ
ก่อนฝึกอบรมประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ ระหว่างฝึกอบรม
ประเมินโดยแบบทดสอบความรู้และแบบประเมินทักษะ
ผู้เข้ารับการฝึกอบรม และหลังฝึกอบรมประเมินโดยแบบ
ประเมินความคิดเห็นและแบบประเมินทักษะผู้เข้ารับ
การฝึกอบรมซึ่งประเมินโดยคู่ชี้แนะและผู้วิจัย
ระยะที่ 2 ศึกษาผลการนำาโปรแกรมการฝึก
อบรมไปใช้
นำาโปรแกรมการฝึกอบรมที่แก้ไข ปรับปรุงไป
ใช้กับกลุ่มตัวอย่าง จำานวน 30 คน โดยใช้รูปแบบการ
วิจัยแบบหนึ่งกลุ่มทดลองทดสอบก่อนและหลัง ( One
Group Pretest- Posttest Design) และประเมิน
ประสิทธิผลของโปรแกรมการฝึกอบรม
ผลการวิจัย
1. ผลการพัฒนาโปรแกรมการฝึกอบรม
ได้โปรแกรมการฝึกอบรมแบบเน้นประสบการณ์
ในการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร สำาหรับครูผู้สอน
ระดับประถมศึกษา มีองค์ประกอบ คือ สภาพปัญหาและ
ความจำาเป็นของ การฝึกอบรม หลักการ จุดมุ่งหมาย
กิจกรรม สื่อการฝึกอบรม และการวัดประเมินผล
6Journal of education
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
พัฒนาการทางวิชาชีพครูในบริบทไทย
แนวคิดเกี่ยวกับพัฒนาการทางวิชาชีพครูที่ศึกษา
จากครูไทยโดยตรงยังไม่ปรากฎ ดังนั้นผู้เขียนจึงนำาการ
ศึกษาที่เกี่ยวข้องและวิทยฐานะของครูซึ่งพอจะเทียบ
เคียงกันได้มานำาเสนอไว้ ดังนี้
การศึกษาที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการของครู
อัญชลี ตาขัน (2546) ได้นำาแนวคิดตะวันตก
มาเป็นกรอบในการศึกษาวงจรวิชาชีพจากครู 397 คน
โรงเรียนสังกัดสำานักการศึกษากรุงเทพมหานคร สรุป
เป็นค่าร้อยละของครูที่อยู่ในวงจรทางวิชาชีพแต่ละช่วง
และสรุปสัดส่วนของครูในแต่ละช่วงมีความแตกต่าง
และไม่แตกต่างกันในตัวแปรด้านต่างๆ นอกจากนี้ มี
การศึกษาครูที่ได้รับการยกย่องว่ามีการพัฒนาเป็นที่
ประจักษ์ สามารถสังเคราะห์งานวิจัยที่มีอยู่สรุปสาระได้
2 ประการ คือ 1) ลักษณะการสอนของครูที่ได้รับการ
ยกย่องจะมีรูปแบบการสอนที่แตกต่างกันไป แต่จุดร่วม
ที่เหมือนกันคือ การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำาคัญ
และมีการเตรียมการสอนที่ดี 2) ลักษณะส่วนตัวที่ทำาให้
ครูประสบความสำาเร็จ อาทิ มีจิตวิญญาณความเป็นครู
มีอุดมการณ์ มีความตั้งใจ เสียสละ ทุ่มเท มีการพัฒนา
ตนเองและพัฒนาการสอนอย่างสม่ำาเสมอ มีทัศนคติ
ที่ดีต่อวิชาชีพครู มีสำานึกในการพัฒนาท้องถิ่น (นันท
วัน สวัสดิ์ภูมิ, 2540; วราศิริ วงศ์สุนทร, 2543; อดิศร
เนาวนนท์, 2544; ชาตรี ถนอมวงษ์, 2545; กมลมาลย์
ชาวเนื้อดี, 2545)
วิทยฐานะของครูในบริบทไทย
การกำาหนดมาตรฐานวิทยฐานะของครู เปรียบ
เป็นเส้นทางความก้าวหน้าของครู พอที่จะนำาคุณลักษณะ
ของครูตามลำาดับขั้นของวิทยฐานะมาเชื่อมโยงสู่ระดับ
พัฒนาการด้านวิชาชีพของครูในบริบทไทยได้หนทาง
หนึ่ง ซึ่งสมหวัง พิธิยานุวัฒน์ (2544) ได้เสนอไว้ดังนี้
1) ครูปฏิบัติการ หรือครูนักปฏิรูปการศึกษา เป็น
บุคลากรที่ยังต้องอาศัยการนิเทศ แนะนำาเพื่อความมั่นใจ
ในการปฏิบัติงาน ลักษณะการสอนเน้นผู้เรียนเป็นสำาคัญ
รู้จักวิเคราะห์ผู้เรียน จัดการเรียนการสอนอย่างหลาก
หลายพอควร เหมาะสมกับธรรมชาติและสนองความ
ต้องการของผู้เรียน มีการจัดกิจกรรมเพื่อฝึกฝนและส่ง
เสริมคุณธรรมและจริยธรรมของผู้เรียน ส่งเสริมความ
เป็นประชาธิปไตย การทำางานร่วมกับผู้อื่น และความ
รับผิดชอบต่อกลุ่มร่วมกัน และมีการประเมินพัฒนาการ
ของผู้เรียนด้วยวิธีการที่หลากหลายและต่อเนื่อง โดยนำา
ผลประเมินไปใช้ในการพัฒนาผู้เรียนและวิธีการเรียนรู้
เป้าหมายในการสอนเน้นการสอนเนื้อหาตามหลักสูตร
และผลที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนอย่างสมดุลรอบด้าน
2) ครูชำานาญการ หรือครูนักพัฒนา เป็นบุคลากร
ซึ่งทำาหน้าที่สอนได้อย่างอิสระ สามารถกำาหนดเป้าหมาย
ในรูปสัมฤทธิผลของผู้เรียนได้อย่างชัดเจน พร้อมมีแผน
ปฏิบัติการสู่เป้าหมาย และสามารถพัฒนาเพื่อนครูได้
ลักษณะการสอนที่ต่อยอดจากขั้นครูปฏิบัติการ คือ ให้ผู้
เรียนรู้จักคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ สร้างสรรค์ คิดแก้ปัญหา
และตัดสินใจ มีการนำาภูมิปัญญาท้องถิ่น เทคโนโลยี และ
สื่อที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน มีการ
จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนรักสถานศึกษาของตน และมีความ
กระตือรือร้นในการไปเรียน ครูสามารถสอนโดยเน้นผู้
เรียนเป็นสำาคัญจนเกิดความชำานาญ สามารถนำาไปเผย
แพร่และพัฒนาเพื่อนครูในเครือข่ายได้อย่างมีประสิทิภาพ
เป้าหมายการสอนเน้นการสอนเพื่อให้ผู้เรียนแต่ละบุคคล
เกิดการพัฒนาอย่างรอบด้านและสมดุล และเกิดฉันทะใน
การเรียนรู้ตลอดชีวิต
3) ครูเชี่ยวชาญ หรือครูนักวิชาการ เป็น
บุคลากรวิชาชีพซึ่งทำาหน้าที่สอนได้อย่างอิสระ สามารถ
ใช้กระบวนการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ได้ มี
ความชำานาญในการนิเทศการสอน และสามารถพัฒนาครู
ได้อย่างเกิดประสิทธิผล มีการพัฒนาการเรียนการสอน
อย่างเป็นรูปธรรม เป็นระบบและต่อเนื่อง ลักษณะการ
สอนคือเป็นผู้เชี่ยวชาญและพัฒนารูปแบบการสอนโดย
162
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
3. การเปรียบเทียบความสอดคล้องของโมเดลกับข้อมูลเชิงประจักษ์ระหว่างโมเดลสองระดับแบบปกติ
กับโมเดลสองระดับที่ข้อคําถามได้รับอิทธิพลตรงจากองค์ประกอบอันดับสอง
3. การเปรียบเทียบความสอดคล้องของโมเดลกับ โมเดลสองระดับที่ข้อคำาถามได้รับอิทธิพลตรงจากองค์
ผลการเปรียบเทียบดังตารางที่ 1
ข้อมูลเชิงประจักษ์ระหว่างโมเดลสองระดับแบบปกติ กับ ประกอบอันดับสอง ผลการเปรียบเทียบดังตารางที่ 1
ตารางที่ 1 ผลการเปรียบเทียบความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ระหว่างโมเดลสองระดับแบบ
ตารางที่ ปกติกับโมเดลสองระดับที่ข้อคําถามได้รับอิทธิพลตรงจากองค์ประกอบอันดับสอง
1 ผลการเปรียบเทียบความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ระหว่างโมเดลสองระดับแบบปกติกับ
โมเดลสองระดับที่ข้อคำาถามได้รับอิทธิพลตรงจากองค์ประกอบอันดับสอง
โมเดล � 2 df � 2 /df RMSEA RMR CFI Δ� 2 Δdf Sig
โมเดลสองระดับแบบปกติ 1610.27 923 1.74 0.04 0.06 0.99
194.18 38 .01**
โมเดลสองระดับที่ข้อคําถาม
ได้รับอิทธิพลตรงจาก
องค์ประกอบอันดับสอง 1416.09 885 1.60 0.03 0.05 0.95
Journal of education
จากตารางที่ 1 พบว่า โมเดลสองระดับแบบ การอภิปรายผลการวิจัย
ปกติมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ จากตารางที่ 1 พบว่า โมเดลสองระดับแบบปกติมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมีค่า
โดยมีค่า
1. ตัวแปรการรับรู้ความสามารถในตนเองของ
ไค-สแควร์สัมพัทธ์ (c2/df) (� 2 /df) เท่ากับ เท่ากับ 1.74 1.74 ค่ารากของค่าเฉลี่ยกําลังสองของความคลาดเคลื่อนโดยประมาณ ครูที่ได้จากการวิจัยประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ เรียง(RMSEA)
ค่าเฉลี่ยกำาลังสองของความคลาดเคลื่อนโดยประมาณ
เท่ากับ 0.04 ค่ารากของค่าเฉลี่ยกําลังสองของเศษเหลือ ลำาดับโดยพิจารณาจากค่าน้ำาหนักองค์ประกอบจากมาก
(RMR) เท่ากับ 0.06 ค่าดัชนีวัดความสอดคล้อง (CFI) เท่ากับ
(RMSEA)
0.99 ส่วนโมเดลสองระดับที่ข้อคําถามได้รับอิทธิพลตรงจากองค์ประกอบอันดับสองมีสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประ
เท่ากับ 0.04 ค่ารากของค่าเฉลี่ยกำาลัง ไปน้อยได้แก่ ความสามารถด้านการสร้างบรรยากาศทาง
สองของเศษเหลือ (RMR) เท่ากับ 0.06 ค่าดัชนีวัด
โดยมีค่าไค-สแควร์สัมพัทธ์ (� 2 /df) เท่ากับ 1.60 ค่ารากของค่าเฉลี่ยกําลังสองของความคลาดเคลื่อนโดยประมาณ
บวกในโรงเรียน ความสามารถด้านการจัดระเบียบวินัย
ความสอดคล้อง (CFI) เท่ากับ 0.99 ส่วนโมเดลสอง
ความสามารถด้านการสอน ความสามารถด้านสร้างความ
ระดับที่ข้อคำาถามได้รับอิทธิพลตรงจากองค์ประกอบ
(RMSEA) เท่ากับ 0.03 ค่ารากของค่าเฉลี่ยกําลังสองของเศษเหลือ (RMR) เท่ากับ 0.05 ค่าดัชนีวัดความสอดคล้อง (
ร่วมมือจากผู้ปกครอง ความสามารถด้านการตัดสินใจ
อันดับสองมีสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์โดยมีค่า
เท่ากับ 0.95 ผลการเปรียบเทียบความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ความสามารถด้านสร้างความร่วมมือจากชุมชน พบว่า โมเดลสองระดับที่ข้อคําถามได้รับอิท และ
ไค-สแควร์สัมพัทธ์ ตรงจากองค์ประกอบอันดับสองมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ดีกว่าโมเดลสองระดับแบบปกติ (c2/df) เท่ากับ 1.60 ค่ารากของ
ความสามารถด้านการใช้แหล่งทรัพยากร ซึ่งเป็นไปตามโดยพิจาร
ค่าเฉลี่ยกำาลังสองของความคลาดเคลื่อนโดยประมาณ
จากค่าผลต่างของค่าไค-สแควร์ (Δ� 2 ) มีค่าเท่ากับ 194.18 กรอบแนวคิดของนักวิจัยที่ได้ศึกษาไว้
ผลต่างขององศาอิสระ (Δ df) เท่ากับ 38 มีความแตกต่าง
(RMSEA) เท่ากับ 0.03ค่ารากของค่าเฉลี่ยกำาลังสอง
อย่างมีนัยสําคัญที่ระดับ .01
1.1 องค์ประกอบความสามารถด้านการสร้าง
ของเศษเหลือ (RMR) เท่ากับ 0.05 ค่าดัชนีวัดความ
บรรยากาศทางบวกในโรงเรียน เป็นองค์ประกอบที่มีความ
สอดคล้อง การอภิปรายผลการวิจัย
(CFI) เท่ากับ 0.95 ผลการเปรียบเทียบความ
สำาคัญมากที่สุด โดยพิจารณาจากค่าน้ำาหนักองค์ประกอบ
สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ 1. ตัวแปรการรับรู้ความสามารถในตนเองของครูที่ได้จากการวิจัยประกอบด้วย พบว่า โมเดลสองระดับ
7 องค์ประกอบ เรียงลําดับ
ที่ข้อคำาถามได้รับอิทธิพลตรงจากองค์ประกอบอันดับ
และค่าสัมประสิทธิ์การแปรผัน เนื่องจากบรรยากาศที่ดี
พิจารณาจากค่านํ ้าหนักองค์ประกอบจากมากไปน้อยได้แก่ ความสามารถด้านการ
สองมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ดีกว่าโมเดล
ในโรงเรียนเกิดจากปฏิสัมพันธ์ที่ดีทางสังคมระหว่างผู้
สองระดับแบบปกติ สร้างบรรยากาศทางบวกในโรงเรียน โดยพิจารณาจากค่าผลต่างของค่า ความสามารถด้านการจัดระเบียบวินัย บริหารกับสมาชิกในโรงเรียน ความสามารถด้านการสอน
ได้แก่ครูและนักเรียนที่มี
ไค-สแควร์ ความสามารถด้านสร้างความร่วมมือจากผู้ปกครอง (∆c2 ) มีค่าเท่ากับ 194.18 ผลต่างขององศา ความสามารถด้านการตัดสินใจ ความพยายามร่วมกันในการดำาเนินกิจกรรมต่างๆ ความสามารถด้านสร้างความ ของ
อิสระ ร่วมมือจากชุมชน (∆ df) เท่ากับ 38 และความสามารถด้านการใช้แหล่งทรัพยากร มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำาคัญ โรงเรียนให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ บรรยากาศที่ดีใน
ซึ ่งเป็นไปตามกรอบแนวคิดของนักวิจัยที่ได้ศึกษา
ที่ระดับ .01
โรงเรียนจะเอื้ออำานวยต่อการดำาเนินตามยุทธศาสตร์ใน
1.1 องค์ประกอบความสามารถด้านการสร้างบรรยากาศทางบวกในโรงเรียน เป็นองค์ประกอบที่มีความส
มากที่สุด โดยพิจารณาจากค่านํ ้าหนักองค์ประกอบและค่าสัมประสิทธิ ์การแปรผัน เนื่องจากบรรยากาศที่ดีในโรงเร
184
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Journal of education
Educational Provision Methods aiming
to cultivate Thainess Qualities needed in Thai
youth in the social context at present were:
- to include the knowledge of the Being
Thai Consciousness in several subjects
- to provide activities strengthening the
knowledge of the Being Thai Qualities needed
in Thai youth
- to campaign all types of cooperation
which helps enhancing the Being Thai Qualities
needed in Thai youth
The guidelines of cultivating the Being
Thai Qualities needed in Thai youth in the
social context at present were:
- Co-operation from all aspects of the
society
- Media reformation
- Place/Announce/ Promote as a national
agenda
Suggestions for the guidelines of
cultivating the Thai Consciousness were:
1. To cultivate/promote “Being Thai”
consciousness and pride
2. To provide projects of extra activities in
curriculums or activities for college students with
the goal of cultivating the Thai Consciousness
3. To provide an action conference
between college professors and students
4. To include the subject of “Being Thai
Quality” in educational curriculums at all levels
5. To create the “Thai Youth Ambassador”
project
6. To provide more community cultural
learning centers
7. To ask for cooperation from all types
of Media
In conclusion, Most of the students and
teachers recognized the Thainess values and
realized the appropriate Thainess characteristics.
The Thainess characteristics which should be
inculcated in Thai youth the most in the context
of Thai society at present were: being devoted
to the nation, religion and the king. Secondary
placed values were: gratitude and honesty.
Most of the students and teachers realized that
education took an important part in implanting
the Thainess, beginning with the teachings
from family institution, classes provided by
educational institutions, including, enhancing
learning process from every part of the society,
especially in mass-media institutions. Most of the
students and teachers recognized that the most
important educational provision guidelines for
inculcating the Thainess were: an indoctrination
of Thainess to Thai youth so they will be aware
of the Thainess values, a cultural integration
in society, a co-operation and development of
families, educational institutions, communities,
society and organizations from every part of
the society together with the development in
learning process in order to preserve and pass
the Thainess on forever.
“Thainess” as relates to the
Reconciliation and Unity in the Nation
In the past, Thai people in all kinds of
different races, religions and culture cloud live
136
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Journal of education
คุณธรรมสากลในกิจกรรมเหล่านั้น เช่น ชมรมถ่ายภาพ
ชมรมดนตรีพื้นเมือง ชมรมนักประหยัดไฟวัยจิ๋วชมรม
มัคคุเทศก์น้อยฯลฯ
4. ยุทธศาสตร์การพัฒนากระบวนการเรียนรู้สู่
การเสริมสร้างคุณลักษณะที่ดี
ยุทธศาสตร์ย่อย
4.1 พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนที่มุ่งเน้น
การเสริมสร้างคุณลักษณะที่ดีให้นักเรียน
นโยบาย/แนวดำาเนินการ
- บูรณาการคุณลักษณะที่ดีทั้ง 4 ด้านลงใน
หน่วยการเรียนรู้ของสาระต่างๆ ในหลักสูตรสถานศึกษา
ของแต่ละโรงเรียน
- พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนและ
กิจกรรมต่าง ๆ มุ่งเน้นให้นักเรียนทำากิจกรรมร่วมกันให้
มากขึ้น (Activities-Based Curriculum)โดยมีกิจกรรม
ทั้งในกลุ่มขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ และกิจกรรม
รวมทั้งโรงเรียนเพื่อฝึกความรับผิดชอบ การมีน้ำาใจช่วย
เหลือกัน และรู้รักสามัคคี
ยุทธศาสตร์ย่อย
4.2 พัฒนาการเรียนรู้สู่คุณลักษณะที่ดีโดยการใช้
ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศ
นโยบาย/แนวดำาเนินการ
- จัดทำาหลักสูตร on- line เพื ่อเสริมสร้าง
คุณลักษณะที ่ดีของนักเรียนโดยมีเนื ้อหา การนำาเสนอ ข้อ
คำาถามหรือประเด็นที่ดึงดูดความสนใจ สอดคล้องกับ
ความต้องการของนักเรียนและสถานการณ์ปัจจุบัน มี
กิจกรรมที่เน้นปฏิสัมพันธ์ (Interaction) ให้ผู้เรียนมี
โอกาสแสดงความคิดเห็นหรือถามปัญหาครูผู้สอนได้
- ส่งเสริมให้ครูจัดกิจกรรมที่ใช้สื่อเทคโนโลยีทั้ง
สื่อที่ผลิตขึ้นเองและสื่อที่สามารถ Download ได้ฟรีจาก
Website ต่างประเทศเพื่อพัฒนานักเรียนให้มีความโดด
เด่นด้านคุณธรรม และภาวะผู้นำามากยิ่งขึ้น
ยุทธศาสตร์ย่อย
4.3 พัฒนาแหล่งเรียนรู้และสื่อเสริมสร้าง
คุณลักษณะที่ดีด้วยพลังเสริมจากชุมชน
นโยบาย/แนวดำาเนินการ
- ประสานงานกับหน่วยงานชุมชนเพื่อใช้
สื่อร่วมกันหรือร่วมกันพัฒนา/สร้างแหล่งเรียนรู้ ด้าน
คุณธรรมจริยธรรมในชุมชนเพื่อให้นักเรียนได้เข้าไปศึกษา
เรียนรู้ และเกิดความรักหวงแหนในวัฒนธรรมประเพณี
ของท้องถิ่นและสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ
5.ยุทธศาสตร์การยกระดับคุณภาพการบริหาร
จัดการให้เอื้อต่อการเสริมสร้างคุณลักษณะที่ดี
ยุทธศาสตร์ย่อย
5.1 ปรับระบบการบริหารจัดการสื่อเสริมสร้าง
คุณลักษณะที่ดีโดยยึดหลักความพอเพียงและการพึ่งพา
ตนเอง
นโยบาย/แนวดำาเนินการ
- นำาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาบูรณา
การในแผนปฏิบัติการประจำาปี มีการจัดสรรงบประมาณ
ด้านสื่ออุปกรณ์เพื่อการเสริมสร้างคุณลักษณะที่ดีและด้าน
อื่นอย่างพอเพียง เหมาะสม มีงาน/โครงการที ่แสดงให้เห็นถึง
ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีภูมิคุ ้มกันที ่ดีบนพื้น
ฐานของความรู้และคุณธรรม
ยุทธศาสตร์ย่อย
5.2 พัฒนาระบบการบริหารงานบุคคลให้เอื้อต่อ
การเสริมสร้างคุณลักษณะที่ดี
นโยบาย/แนวดำาเนินการ
- แต่งตั ้งคณะกรรมการประกอบด้วยตัวแทน
ผู ้บริหาร ครูรุ ่นเก่า รุ ่นใหม่และเชิญผู ้เชี ่ยวชาญด้าน
กฎระเบียบจากหน่วยงานภายนอกมาทบวนกฎระเบียบและ
สร้างคู ่มือการปฏิบัติที ่ชัดเจน เป็นที ่ยอมรับของทุกฝ่ายแล้ว
ประชาสัมพันธ์ให้ครูและบุคลากรทุกฝ่ายทราบ มีการเน้นย้ำา
อยู่เป็นประจำา และผู้เกี่ยวข้องถือปฏิบัติอย่างจริงจัง
ยุทธศาสตร์ย่อย
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 69
ความสนใจ โดยเฉพาะการให้สะท้อนความคิดของตนเอง
ร่วมกับกลุ่มและคู่ชี้แนะ ซึ่งเหมาะสมกับวัยของผู้เข้ารับ
การฝึกอบรมที่ชอบการเรียนรู้และมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่ม
หรือเพื่อน การฝึกประสบการณ์ใน การเรียนรู้ร่วมกัน
จะสามารถทำาชิ้นงานหรือภาระงานของตนเองได้ดี และ
สอดคล้องกับ เมสกิล (Meskill, (2005, pp. 739 –
756) ที่กล่าวว่า การพัฒนาบุคลากรควรเป็นกิจกรรม
การนำาความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติงาน การปฏิบัติงานกลุ่ม
หลังจากนั้นจึงจัดกิจกรรมส่งเสริมรายบุคคลและการนำา
เสนอร่วมกับเพื่อนเกี่ยวกับสิ่งที่ได้รับการฝึกอบรมและ
ประเด็นการพัฒนาความรู้ให้แก่ผู้เรียน ตลอดจนสิ่งที่ได้
ปฏิบัติในหน่วยงานของตนเอง
2.3 ความคิดเห็นที่มีต่อโปรแกรมการฝึก
อบรมแบบเน้นประสบการณ์ในการสอนภาษาอังกฤษ
เพื่อการสื่อสาร สำาหรับครูผู้สอนระดับประถมศึกษา โดย
รวมอยู่ในระดับมากที่สุด ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก การ
สำารวจความรู้พื้นฐานและความต้องการของผู้เข้ารับการ
ฝึกอบรมก่อน การพัฒนาและเป็นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ
ภาษาเพื่อการสื่อสารซึ่งเป็นสาระการเรียนรู้ในหลักสูตร
แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ทำาให้
ครูผู้สอนสนใจ เห็นความจำาเป็นใน การเรียนรู้จึงตรงกับ
ความต้องการของผู้เข้ารับการฝึกอบรม กระบวนการและ
กิจกรรมเน้นประสบการณ์การมีส่วนร่วมโดยการทดลอง
ปฏิบัติร่วมกับกลุ่มและคู่ ได้เรียนรู้อย่างเป็นระบบจาก
ทฤษฎีสู่การนำาความรู้และประสบการณ์ไปใช้ในชั้นเรียน
จริง สื่อและเอกสารในการฝึกอบรมมีรายละเอียดและ
ตัวอย่างที่ชัดเจนตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด
ของหลักสูตรระดับประถมศึกษา ในการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้ผู้เรียนจะมีชิ้นงานตามแนวทางของหลักสูตรแบบ
อิงมาตรฐานอย่างชัดเจน สอดคล้องกับผลการวิจัยของ
เทอร์รี (Terry, 2001, pp.1-9) ที่พบว่า การใช้รูปแบบ
การเรียนรู้แบบเน้นประสบการณ์ การลงมือปฏิบัติในการ
แก้ปัญหาเป็นความต้องการและความสนใจของผู้เรียน
การใช้วิธีการเรียนรู้โดยการมีส่วนร่วมจะเป็นประโยชน์ที่
จะสนับสนุนให้ผู้สอนมีทางเลือกสำาหรับออกแบบการสอน
เพื่อพัฒนาความสามารถในการปฏิบัติกิจกรรม การเรียน
รู้และความพึงพอใจของผู้เรียน
ข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะในการนำาผลการวิจัยไปใช้
1. การนำาโปรแกรมการฝึกอบรมแบบเน้น
ประสบการณ์ในการสอนภาษาอังกฤษเพื่อ การสื่อสารไป
ใช้กับครูผู้สอนที่ไม่ใช่กลุ่มระดับปานกลาง จำาเป็นต้อง
ปรับปรุงเนื้อหาและกิจกรรมให้เหมาะสมก่อน หรืออาจ
เตรียมความรู้พื้นฐานหรือการใช้ภาษาก่อนการฝึกอบรม
2. การประเมินหลังการฝึกอบรม คู่ชี้แนะซึ่ง
เป็นผู้ติดตามและประเมินทักษะของคู่ชี้แนะหลังการฝึก
อบรมควรมีคุณสมบัติด้านความรู้ ความสามารถและ
ประสบการณ์สอนด้าน การจัดกิจกรรมการสอนภาษา
อังกฤษเพื่อการสื่อสารแบบมุ่งงานปฏิบัติ และคู่ชี้แนะควร
ทำาความเข้าใจประเด็นการประเมินแผนการจัดกิจกรรม
การเรียนรู้ให้ชัดเจนก่อนการประเมินผลงานของคู่ร่วม
ปฏิบัติ
3. การจัดกิจกรรมอภิปรายระหว่างฝึกอบรม
สมาชิกในกลุ่มควรมี 4-5 คน เพื่อให้แสดงความคิดเห็น
ได้ทั่วถึงทุกคน เมื่อจัดกิจกรรมคู่ควรให้ผู้เข้ารับการฝึก
อบรมแต่ละคู่มาจากกลุ่มใหญ่ต่างกลุ่มกัน เพื่อให้เกิด
ประสบการณ์ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่หลากหลายใน
การชี้แนะ
ข้อเสนอแนะสำาหรับการวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรดำาเนินการวิจัยเปรียบเทียบเพื่อขยายผล
การทดลองใช้หลักสูตรในบริบทที่แตกต่างจากการวิจัย
ครั้งนี้โดยอาจนำาไปทดลองใช้กับครูผู้สอนภาษาอังกฤษ
ระดับประถมศึกษากลุ่มพื้นฐาน (Basic) ที่มีความแตก
ต่างกันในด้านพื้นฐานความรู้ทางภาษา
Journal of education
112
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
เอกสารอ้างอิง
Journal of education
กรมวิชาการ.(2542). ภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน.กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์
คุรุสภาลาดพร้าว
กาญจนา คุณารักษ์. (2543). พื้นฐานการพัฒนาหลักสูตร เล่ม 1. นครปฐม: ภาควิชาหลักสูตรและการสอน
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์.
โครงการปรับปรุงหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2551).
หลักสูตรแกนกลางพุทธศักราช 2551.วันที่ค้นข้อมูล 18 ตุลาคม 2551. เข้าถึงได้จาก http://academic.
obec.go.th/curriculum44
ฆนัท ธาตุทอง.(2550). การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น. นครปฐม:เพชรเกษมการพิมพ์.
ใจทิพย์ เชื้อรัตนพงศ์. (2539). การพัฒนาหลักสูตร หลักการและแนวปฏิบัติ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์อลีน เพรส.
ดวงกมล ไตรวิจิตรคุณ. (2542). เครื่องมือวัดพฤติกรรมด้านจิตพิศัยในเอกสารประกอบการสอนวิชา การประเมิน
ผลการเรียนการสอน บทที่ 8. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ทิศนา แขมมณี. (254). ศาสตร์การสอน (พิมพ์ครั้งที่3) . กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ธำารง บัวศรี(2542). ทฤษฎีหลักสูตร: การออกแบบและการพัฒนา (พิมพ์ครั้งที่ 2).กรุงเทพฯ:ธนธัชการพิมพ์.
บุญชม ศรีสะอาดและบุญส่ง นิลแก้ว. (2535, กรกฎาคม). การอ้างอิงประชาการเมื่อใช้เครื่องมือแบบมาตรส่วน
ประมาณค่ากับกลุ่มตัวอย่าง. วารสารการวัดผลประเมินผลการศึกษามหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ
มหาสารคาม, 3(1), 22-55
พัชนี พงศ์สุภา. (2544). การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง งานใบตอง สำาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี
ที่ 5. วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบันฑิต, สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน, บัณฑิตวิทยาลัย,
มหาวิทยาลัยบูรพา.
พิมพันธ์ เดชะคุปต์.(2544). การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำาคัญ: แนวคิด วิธีและเทคนิคการสอน 1. กรุงเทพฯ:
เดอะมาสเตอร์กรุ๊ป แมเนจเม้นท์.
ภิญโญ สาธร. (2526). หลักการบริหารการศึกษา. กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา.
รุจิร์ ภู่สาระ. (2545). การพัฒนาหลักสูตร: ตามแนวปฎิรูปการศึกษา. กรุงเทพฯ:สามัคคีสาร.
ลัดดาวัลย์ มีทอง. (2548). การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง ภูมิปัญญาท้องถิ่นในจังหวัดนครศรีธรรมราช สำาหรับ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปี 4. วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบันฑิต, สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน,
บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยบูรพา.
วัฒนาพร ระงับทุกข์. (2542). แผนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง. กรุงเทพฯ: แอล พี เพรส.
วิชัย ดิสสระ. (2535). การพัฒนาหลักสูตรและการสอน กรุงเทพฯ: สุวิริยาสาส์น.
วิชัย ประสิทธิ์วุฒิเวชช์. (2542). การพัฒนาหลักสูตรสานต่อที่ท้องถิ่น. กรุงเทพฯ: เซ็นเตอร์ดิสคัพเวอรี่.
วิชัย วงษ์ใหญ่. (2537). กระบวนการพัฒนาหลักสูตรและการเรียนการสอนภาคปฏิบัติ. กรุงเทพฯ:สุวิริยาสาส์น.
สงัด อุทรนันท์. (2544). พื้นฐานและหลักการพัฒนาหลักสูตร (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์มิตรสยาม
Journal of education
ตารางที่ 3 Journal ผลการทดสอบของวิธีการทดลองในระยะหลังการทดลอง
148ตารางที่ 3 ผลการทดสอบของวิธีการทดลองในระยะหลังการทดลอง
of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
แหล่งของความแปรปรวน
แหล่งของความแปรปรวน
ปรับค่า ระหว่างกลุ่ม df ด้วยวิธีการของ Welch-Satterthwaite 1 (Howell, 78.4 2007, 78.4 p. 451) 1.2
ตารางที่ ระหว่างกลุ่ม 3 ผลการทดสอบของวิธีการทดลองในระยะหลังการทดลอง
1 78.4 78.4 1.2
ภายในกลุ่ม 24 1527.6 63.6
ภายในกลุ่ม แหล่งของความแปรปรวน 24 1527.6 63.6
05(1,11) = 4.84
ปรับค่า 05(1,11) ด้วยวิธีการของ = 4.84 Welch-Satterthwaite (Howell, 2007, p. 451)
ได้ค่า ปรับค่า = 16 ด้วยวิธีการของ Welch-Satterthwaite (Howell, 2007, p. 451)
ระหว่างกลุ่ม 1 78.4 78.4 1.2
ได้ค่า ภายในกลุ่ม = จากตารางที่ 16 3 พบว่าในระยะหลังการทดลอง 24 1527.6 คะแนนเฉลี่ยความหยุ่นตัวของเด็กที่มี
63.6
ได้ค่า ประสบการณ์ทางลบในกลุ่มทดลอง
05(1,11) df = 16 จากตารางที่ = 4.84 3 พบว่าในระยะหลังการทดลอง และเด็กที่มีประสบการณ์ทางลบในกลุ่มควบคุมไม่แตกต่างกัน
คะแนนเฉลี่ยความหยุ่นตัวของเด็กที่มี
ปรับค่า ด้วยวิธีการของ Welch-Satterthwaite (Howell, 2007, p. 451)
ประสบการณ์ทางลบในกลุ่มทดลอง จากตารางที่ 3 พบว่าในระยะหลังการทดลอง และเด็กที่มีประสบการณ์ทางลบในกลุ่มควบคุมไม่แตกต่างกัน
คะแนนเฉลี่ยความหยุ่นตัวของเด็กที่มีประสบการณ์ทางลบใน
กลุ่มทดลอง
ได้ค่า = 16
ตารางที่ 4 ผลการทดสอบของวิธีการทดลองในระยะติดตามผล
และเด็กที่มีประสบการณ์ทางลบในกลุ่มควบคุมไม่แตกต่างกัน
จากตารางที่ 3 พบว่าในระยะหลังการทดลอง คะแนนเฉลี่ยความหยุ่นตัวของเด็กที่มี
ตารางที่
ประสบการณ์ทางลบในกลุ่มทดลอง 4 4 ผลการทดสอบของวิธีการทดลองในระยะติดตามผล
แหล่งของความแปรปรวน และเด็กที่มีประสบการณ์ทางลบในกลุ่มควบคุมไม่แตกต่างกัน
แหล่งของความแปรปรวน
ระหว่างกลุ่ม 1 19.6 19.6 0.3
ตารางที่ 4 ผลการทดสอบของวิธีการทดลองในระยะติดตามผล
ระหว่างกลุ่ม 1 19.6 19.6 0.3
ภายในกลุ่ม 24 1527.6 63.6
แหล่งของความแปรปรวน
ภายในกลุ่ม 05(1,11) = 4.84
24 1527.6 63.6
F
ปรับค่า
05(1,11) ระหว่างกลุ่ม ด้วยวิธีการของ = = 4.84 4.84
Welch-Satterthwaite 1 (Howell, 2007, 19.6 p. 451) 19.6 0.3
ปรับค่า ได้ค่า ภายในกลุ่ม
df = ด้วยวิธีการของ 16
Welch-Satterthwaite (Howell,
24
(Howell, 2007, p.
1527.6
2007, 451) p. 451)
63.6
ได้ค่า df = = 16 จากตารางที่ 4 พบว่าในระยะติดตามผล คะแนนเฉลี่ยความหยุ่นตัวของเด็กในกลุ่มทดลอง และ
05(1,11) = 4.84
เด็กในกลุ่มควบคุมไม่แตกต่างกัน
จากตารางที่ จากตารางที่ 4 พบว่าในระยะติดตามผล 4 คะแนนเฉลี่ยความหยุ่นตัวของเด็กในกลุ่มทดลอง และเด็กในกลุ่ม
ปรับค่า ด้วยวิธีการของ Welch-Satterthwaite (Howell, 2007, p. 451)
ได้ค่า เด็กในกลุ่มควบคุมไม่แตกต่างกัน
= 16
ตารางที่ 5 ผลการทดสอบของระยะเวลาในเด็กที่มีประสบการณ์ทางลบในกลุ่มทดลอง
จากตารางที่ 4 พบว่าในระยะติดตามผล คะแนนเฉลี่ยความหยุ่นตัวของเด็กในกลุ่มทดลอง และ
เด็กในกลุ่มควบคุมไม่แตกต่างกัน
ตารางที่ แหล่งของความแปรปรวน
5 ผลการทดสอบของระยะเวลาในเด็กที่มีประสบการณ์ทางลบในกลุ่มทดลอง
ระหว่างบุคคล แหล่งของความแปรปรวน 4 1064.2
ระยะเวลา
ตารางที่ ระหว่างบุคคล 2
5 ผลการทดสอบของระยะเวลาในเด็กที่มีประสบการณ์ทางลบในกลุ่มทดลอง
4 764.4 1064.2 382.2 65.1*
ความคลาดเคลื่อน
ระยะเวลา
8
แหล่งของความแปรปรวน 2
46.9
764.4
5.8
382.2 65.1*
รวม
ความคลาดเคลื่อน
14
ระหว่างบุคคล 4 8
1875.6
1064.2 46.9 5.8
F.05(2,8)
ระยะเวลา รวม = 4.46
14 2 1875.6
p < .05
764.4 382.2 65.1*
.05
ความคลาดเคลื่อน .05(2,8) จากตารางที่ = 4.46 5 พบว่าคะแนนเฉลี่ยความหยุ่นตัวของเด็กที่มีประสบการณ์ทางลบในกลุ่มทดลอง 8 46.9 5.8
ในระยะก่อน
จากตารางที่ 5 พบว่าคะแนนเฉลี่ยความหยุ่นตัวของเด็กที่มีประสบการณ์ทางลบในกลุ่มทดลอง
การทดลอง รวม .05 ระยะหลังทดลอง และระยะติดตามผล 14 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ
ในระยะก่อนการทดลอง ระยะหลังทดลอง และระยะติดตามผล
1875.6
.05 จึงเปรียบเทียบ
คะแนนเฉลี่ยความหยุ่นตัว
แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่
.05(2,8) จากตารางที่ = 4.46 5 เป็นรายคู่ด้วยวิธีทดสอบแบบนิวแมน พบว่าคะแนนเฉลี่ยความหยุ่นตัวของเด็กที่มีประสบการณ์ทางลบในกลุ่มทดลอง
– คูลส์ (Newman – keuls Method) ดังตาราง
ที่
ในระยะก่อนการทดลอง
6
.05 ระยะหลังทดลอง และระยะติดตามผล แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่
จากตารางที่ 5 พบว่าคะแนนเฉลี่ยความหยุ่นตัวของเด็กที่มีประสบการณ์ทางลบในกลุ่มทดลอง
9
9
9
56
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Journal of education
จากการ ศึกษาการวิจัยและพัฒนาระบบประเมินภายใน
ของสถานศึกษา คือ ควรกำาหนดระบบการติดตามโดย
การจัดประชุมความก้าวหน้าอย่างสม่ำาเสมอ
2.2 ด้านผลผลิต ผู้บริหารและบุคลากรคณะ
ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาวมีความคิดเห็น
ระบบการประกันคุณภาพ ด้านผลผลิต โดยภาพรวมและ
รายข้อไม่แตกต่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับอุดม เอี่ยมสร้อย
(2545) ได้ศึกษาปัญหาการดำาเนินการประกันคุณภาพ
การศึกษาของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญ
ศึกษา จังหวัดบุรีรัมย์ ในการเตรียมความพร้อมเพื่อรับ
การประเมินจากองค์การภายนอก ตามพระราชบัญญัติ
การศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2542 พบว่า ด้านการตรวจ
สอบและการทบทวนคุณภาพการศึกษา ด้านพัฒนาและ
การปรับปรุงคุณภาพ และด้านการเตรียมการประเมินจาก
องค์กรภายนอก มีปัญหาอยู่ในระดับปานกลาง เมื ่อเปรียบ
เทียบปัญหาการดำาเนินการการประกันคุณภาพการศึกษาของ
โรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดบุรีรัมย์ ตามความคิดเห็น
ของผู้บริหาร ผู้ช่วยบริหาร ฝ่ายวิชาการครู โดยรวม และ
รายด้าน พบว่าไม่แตกต่างกัน
3. ระบบการประกันคุณภาพการศึกษาของคณะ
ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่ง ชาติลาวที่พัฒนาขึ้น พบ
ว่า มี 8 องค์ประกอบ 51 ตัวบ่งชี้ ประกอบด้วย องค์
ประกอบที่ 1 ปรัชญา ปณิธาน วัตถุประสงค์ และแผนการ
ดำาเนินการ มี 2 ตัวบ่งชี้ องค์ประกอบที่ 2 การเรียนการ
สอน มี 15 ตัวบ่งชี้ องค์ประกอบที่ 3 กิจกรรมการพัฒนา
นิสิตนักศึกษา มี 4 ตัวบ่งชี้ องค์ประกอบที่ 4 การบริการ
วิชาการแก่สังคม มี 8 ตัวบ่งชี้ องค์ประกอบที่ 5 การ
ทำานุบำารุงศิลปวัฒนธรรม มี 3 ตัวบ่งชี้ องค์ประกอบที่ 6
การบริหารและการจัดการ มี 13 ตัวบ่งชี้ องค์ประกอบที่
7 การเงินและงบประมาณ มี 2 ตัวบ่งชี้ องค์ประกอบที่
8 ระบบและกลไกการประกันคุณภาพมี 4 ตัวบ่งชี้ ทั้งนี้
อาจเป็นเพราะ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่ง
ชาติลาว (เหนียว ศีลาวงศ์, 2551) ได้กำาหนดปรัชญา
วัตถุประสงค์ ภารกิจและแผนงาน ให้สอดคล้องกับภารกิจ
การเรียนการสอน ปัจจัยเกื้อหนุน กิจกรรมการพัฒนา
นักศึกษา การวิจัย การทำานุบำารุงศิลปวัฒนธรรม การ
บริหารและจัดการ รวมทั้งการเงินและงบประมาณ เพื่อ
เป็นแนวทางในการจัดการศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับ พงศ์
เทพ จิระโร (2546, หน้า 356-360) ได้ทำาวิจัยเรื่องการ
พัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในสำาหรับการศึกษา
เฉพาะทางของกองทัพเรือ พบว่า มาตรฐานการประกัน
คุณภาพของกองทัพเรือ ประกอบด้วย 8 มาตรฐาน ทั้ง
ระดับอุดมศึกษาและต่ำากว่าอุดมศึกษา จำานวน 46 ตัว
บ่งชี้
ข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะสำาหรับการนำาผลการวิจัยไปใช้
1. คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว ควร
จัดตั้งหน่วยงานประกันคุณภาพการศึกษาเพื่อรับผิดชอบ
งานประกันคุณภาพและสามารถปฏิบัติงานได้อย่างแท้จริง
2. คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว
ควรมีการฝึกอบรม แลกเปลี่ยนความคิดและประสบการณ์
ในการพัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษาแก่บุคลากร
ที่เกี่ยวข้องทุกกลุ่ม เพื่อให้เกิดการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น
3. คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว
ควรมีการประเมินผลการเรียนการสอน และติดตามการ
ประเมินนักศึกษาที่จบในแต่ละปีการศึกษา เพื่อเป็นการ
ปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง และสามารถประกัน
คุณภาพการศึกษาของคณะได้
ข้อเสนอแนะในการทำาวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรศึกษาการติดตามการพัฒนาระบบ
การประกันคุณภาพการศึกษาของคณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว
2. ควรศึกษาการประเมินผลการดำาเนินการและ
รายงานตามนโยบายเพื่อการแสวงหาแนวทางแก้ไข
ปรับปรุงและพัฒนาการดำาเนินงานประกันคุณภาพการ
ศึกษาตามนโยบายต่อไป
ประสานงานกองบรรณาธิการและสมาชิก ดร.สุทธาภา โชติประดิษฐ์ ผู้ช่วยบรรณาธิการ
โทร. (038) 102021 โทรสาร (038) 391043
จัดทำาโดย
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
สำานักงาน
สำานักงานเลขานุการ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี 20131
ผู้จัดต้นฉบับ นางสาวสุปราณี เสงี่ยมงาม taew_supranee@hotmail.com
ออกแบบปก - จัดรูปเล่ม - พิมพ์ที่ เก็ทกู๊ดครีเอชั่น
62 ถ.บ้านบึง - บ้านค่าย ต.บ้านบึง อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี 20170
โทรศัพท์ (038) 443202
ข้อตกลงและเงื่อนไข - บทความที่เสนอลงตีพิมพ์ อาจเป็นภาษาไทยหรือ ภาษาอังกฤษ
- บทความหรือข้อคิดเห็นใดๆ ในวารสารศึกษาศาสตร์ถือว่า
เป็นความคิดเห็นของผู้เขียนโดยเฉพาะ คณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยบูรพา หรือคณะบรรณาธิการ
ไม่จำาเป็นต้องเห็นพ้องด้วยเสมอไป
- บทความที่ได้นำาลงในวารสารศึกษาศาสตร์ผู้ใดจะนำาไปตีพิมพ์ ที่เผยแพร่
ในรูปแบบอื่นๆ โปรดขออนุญาตบรรณาธิการหรือผู้เขียนก่อน
การส่ง เพื่อขอตีพิมพ์ รองศาสตราจารย์ ดร.มนตรี แย้มกสิกร บรรณาธิการ
E-mail : montree@buu.ac.th, myamkasikorn@yahoo.com
ดร.สุทธาภา โชติประดิษฐ์ ผู้ช่วยบรรณาธิการ
sutthaph@buu.ac.th, edubuu_journal@hotmail.com
กำาหนดออก ปีละ 3 ครั้ง
สมัครเป็นสมาชิก โปรดยื่นความจำานงได้ตามแบบใบสมัครสมาชิกในหน้าสุดท้าย
พร้อมส่งเงินสดหรือธนาณัติ ปทฝ. มหาวิทยาลัยบูรพา (ไม่รับเช็ค)
สั่งจ่ายในนาม คณบดีคณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยบูรพา อ.เมือง จ.ชลบุรี 20131
ค่าบำารุงสมาชิก
ปีละ 450 บาท (รวมค่าส่ง)
46
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
ของสถาบันอีกด้วย ส่วนโปรแกรม TAP เป็นโปรแกรม
ที่มีจุดเด่นหลายประการ ประการแรก เป็นโปรแกรมที่ให้
เปล่าและมีความสะดวกในการใช้ สอง มีคู่มือประกอบ
การศึกษาสำาหรับผู้ใช้มือใหม่ สาม โปรแกรมนี้ให้ผลลัพธ์
ให้เลือกใช้หลายอย่าง รวมทั้งกราฟหลายชนิด ทำาให้ผู้ใช้
สามารถเลือกใช้ได้ตามความถนัด สี่ โปรแกรมมีตัวอย่าง
เพื่อใช้ประกอบการศึกษาหลายตัวอย่าง ห้า โปรแกรมนี้
ให้ผลลัพธ์ที่สำาคัญของการวิเคราะห์ข้อสอบแบบดั้งเดิม
ได้ครบถ้วน หก โปรแกรมสามารถสุ่มตัวอย่างจากข้อมูล
ที่มีอยู่มาวิเคราะห์ ซึ่งสามารถนำาไปใช้ประกอบการเรียน
การสอนได้ จึงหวังว่าบทความนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้
ผู้สอนที่ไม่เคยวิเคราะห์ข้อสอบมาก่อนได้ตระหนักถึง
คุณค่าของการวัดผลและเริ่มต้นวิเคราะห์ข้อสอบ ด้วย
การดาวน์โหลดโปรแกรม TAP มาทดลองวิเคราะห์ เพื่อ
สร้างความคุ้นเคย ก่อนที่จะวิเคราะห์จริงตามคำาแนะนำา
ข้างต้นต่อไป แล้วท่านจะพบว่า การวิเคราะห์ข้อสอบเป็น
เรื่องที่สามารถทำาได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว และมีประโยชน์
ต่อระบบการวัดและประเมินผลเป็นอย่างยิ่ง
เอกสารอ้างอิง
ฉัตรศิริ ปิยะพิมลสิทธิ์. (2010). วัดผลจุดคอม. สืบค้นเมื่อ 8 ตุลาคม 2553, จาก http://www.watpon.com
วัฒนา สุนทรธัย. (2552). BU Academic Review. กรุงเทพมหานคร: ห้างหุ้นส่วนจำากัด สามลดา.
ศิริชัย กาญจนวาสี. (26 ธันวาคม 2546). การวิเคราะห์ข้อสอบ. เอกสารประกอบการอบรมการวิเคราะห์ข้อสอบ
เพื่อมาตรฐานการศึกษา คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
Brooks, Gordon P. (2005). Test Analysis Program (TAP). สืบค้นเมื่อ 12 ตุลาคม 2553,จาก http://oak.
cats.ohiou.edu/%7Ebrooksg/tap.htm
Johanson, George. (2008). Instructor’s Guide for TAP. สืบค้นเมื่อ 9 ตุลาคม 2553,จาก http://oak.cats.
ohiou.edu/~brooksg/downloads/tap_instructor_guide.pdf
Journal of education
26
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Journal of education
อ่านโดยใช้ประสบการณ์เป็นฐาน มีทักษะที่จำาเป็นในการ
เรียนรู้หนังสือขั้นต้นซึ่งเป็นพื้นฐานสำาคัญก่อนที่เด็กจะ
อ่านเขียนได้อย่างเป็นทางการ
การจัดประสบการณ์แบบสมดุลเพื่อพัฒนาการรู้
หนังสือของเด็กปฐมวัยนั้นนอกจากครูจะต้องมีความรู้
และทักษะจำาเป็นดังกล่าวข้างต้นแล้วยังต้องคำานึงถึงแนว
การปฏิบัติที่เหมาะสมกับพัฒนาการ (Developmentally
Appropriate Practices[DAP]) ของสมาคมการศึกษา
ปฐมวัยแห่งสหรัฐอเมริกา (NAECY) (Bredekamp
& Copple, 1997) โดยยึดหลักการที่มุ่งเน้นให้เด็ก
สร้างความรู้ด้วยตนเอง เรียนรู้ผ่านการมีปฏิสัมพันธ์
ทางสังคมและทางกายภาพ เนื่องจากเด็กมีแรงจูงใจและ
การชี้นำาตนเอง การจัดประสบการณ์จึงควรใช้ประโยชน์
จากแรงจูงใจของเด็กที่ต้องการการสำารวจ ทดลองและ
สร้างความเข้าใจด้วยตนเองผ่านประสบการณ์ที่เป็นรูป
ธรรม เด็กเรียนรู้ด้วยการคิดวิเคราะห์ ร่วมกันทำางาน
และแก้ปัญหาจากประสบการณ์การเรียนรู้ที่หลากหลาย
ในที่สัมพันธ์กับชีวิตประจำาวัน นอกจากนี้ยังต้องมีการ
จัดเตรียมสภาพแวดล้อมและสื่อที่เอื้อต่อการรู้หนังสือ
ของเด็กปฐมวัย รวมถึงการประเมินผลการรู้หนังสือของ
เด็กปฐมวัยตามสภาพจริงโดยการสังเกตและพิจารณา
จากเอกสารประกอบ(Documentation) ที่สะท้อน
ความรู้ ทักษะ และ เจตคติเกี่ยวกับการรู้หนังสือแรก
เริ่มและการรู้หนังสือขั้นต้นของเด็กปฐมวัยทางด้านการ
อ่านเขียนและการใช้เสียงตัวอักษรดังนี้ 1) การประเมิน
พัฒนาการทางการอ่านแรกเริ่มและการอ่านขั้นต้น โดย
พิจารณาจากการสร้างความหมายจากตัวหนังสือหรือคำา
โดยอาศัยประสบการณ์เดิมของเด็กและบริบทที่แวดล้อม
การเชื่อมโยงคำาพูดกับภาษาเขียนขณะอ่านนิทาน เพลง
โคลง กลอน การจำาแนกความแตกต่างของคำาหรือ
ข้อความที่พบเห็นในชีวิตประจำาวัน การอ่านบทอ่านที่
ไม่คุ้นเคยทีละคำาทีละบรรทัด และเจตคติที่ดีต่อการอ่าน
2) การประเมินพัฒนาการทางการเขียนแรกเริ่มและเขียน
ขั้นต้น โดยพิจารณาจากความรู้ ความเข้าใจ ความคิด
รวบยอดและการคิดสะกดคำา การสร้างความหมายของ
คำาหรือข้อความเพื่อการสื่อสารที่เหมาะสมกับสถานการณ์
การคิดระบบสื่อสารและถ่ายทอดเป็นสัญลักษณ์ด้วย
ตนเอง การใช้โครงสร้างภาษาพูดเทียบเคียงสู่ภาษาเขียน
ทิศทางการเขียนจากซ้ายไปขวาจากบนลงล่าง การอ่าน
ทวนในสิ่งที่เขียนเพื่อยืนยันความหมาย การเขียนสื่อสาร
เพื่อตนเองและเขียนสื่อสารโต้ตอบกับผู้อื่น และเจตคติ
ที่ดีต่อการเขียน 3) การประเมินพัฒนาการทางการใช้
เสียงตัวอักษร โดยพิจารณาจากการเชื่อมโยงภาพกับตัว
หนังสือ การสร้างวิธีสะกดด้วยตนเองโดยยึดจากเสียง
พยัญชนะต้นที่เด่นชัด การสร้างคำาใหม่โดยเชื่อมโยงคำา
ที่รู้จักและการสะกดคำาง่าย ๆ ที่พบเห็นในชีวิตประจำาวัน
(Cutting, 1989, Education Department of
Western Australia, 2005)
บทบาทครูในการสอนเด็กปฐมวัยให้รู้หนังสือจึง
เป็นไปในลักษณะผู้ให้แนวทาง ผู้สังเกต ผู้สนับสนุน ผู้
สร้างสถานการณ์และสร้างช่วงเวลาที่เป็นธรรมชาติใน
การเรียนรู้หนังสือสำาหรับเด็กปฐมวัย และเลือกใช้วิธี
การประเมินพัฒนาการทางการรู้หนังสือที่หลากหลายที่
เหมาะกับความแตกต่างรายบุคคล เพื่อให้เกิดการเรียน
รู้ที่มีความหมายสำาหรับเด็ก นับเป็นการเตรียมพร้อมที่ดี
เพื่อให้เด็กก้าวไปสู่การอ่านเขียนอย่างเป็นทางการต่อไป
(Bredekamp & Copple, 1997; 2006) ดังตัวอย่าง
กิจกรรมที่จะนำาเสนอต่อไปนี้ (Education Department
of Western Australia, 2005; Palmer & Bayley,
2008)
1) กิจกรรมเพื่อพัฒนาการการรู้หนังสือทางการ
อ่าน โดยให้เด็กมีความคิดรวบยอดเกี่ยวกับหนังสือและ
ตัวหนังสือผ่านกิจกรรมการชี้ตัวหนังสือและคำาขณะอ่าน
กิจกรรมเรียนรู้คำาศัพท์ กิจกรรมการคาดคะเนเนื้อหาล่วง
หน้าจากประสบการณ์ คาดคะเนคำาจากสิ่งที่อ่านและใช้
ตัวบ่งชี้ตรวจสอบการคาดคะเน การสังเกตลักษณะตัว
118
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Journal of education
ขาดแคลนงานศึกษาที่จะทำาความเข้าใจเกี่ยวกับคนเร่ร่อน
ทำาให้สังคมใช้สามัญสำานึกตัดสินและประทับตราคนเร่ร่อน
อย่างมีอคติเช่น เหมารวมว่า “สกปรก” เป็นสิ่งแปลก
ปลอมของบ้านเมือง น่าหวาดระแวง และสมควรกำาจัด
ซ้ำาร้ายยังตอกย้ำาให้เกิดสภาพที่เลวร้ายต่อคนเร่ร่อน ทำาให้
คนเร่ร่อนถูกมองในฐานะของผู้ที่ยากจนที่สุด หรืออยู่ใน
จุดต่ำาสุดของสังคม อย่างไม่รู้จักจบสิ้น ทั้ง ๆ ที่คนเร่ร่อน
ก็เป็นมนุษย์ในสังคม ที่ควรมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน
แต่ต่างกันที่ คนเร่ร่อน “มีสวนสาธารณะ เป็นบ้าน” และ
มีชีวิตที่เป็นอิสระจากกรอบบรรทัดฐานของคนส่วนใหญ่
เท่านั้นเอง
การวิจัยวิถีชีวิตคนเร่ร่อนที่ผ่านมาเป็นการศึกษาที่
มุ่งหาสาเหตุ และแนวทางการแก้ไข และถึงแม้ในยุคหลัง
ๆ จะเป็นการศึกษาเพื่อทำาความเข้าใจชีวิตคนเร่ร่อนมาก
ขึ้น แต่นักวิชาการ ก็ยังอดไม่ได้ที่จะมองว่าคนเร่ร่อน
เป็นบุคคลที่รัฐควรให้การช่วยเหลือ เนื่องจากภาวะทุกข์
ยากลำาบาก โดยเฉพาะการช่วยเหลือเพื่อให้มีที่อยู่อาศัย
อย่างถาวร งานวิทยานิพนธ์เรื่อง “เปิดพรมแดน โลก
ของคนไร้บ้าน” ของบุญเลิศ วิเศษปรีชา (2546) ได้
เปิดเผยเรื่องราวชีวิตของคนเร่ร่อน โดยใช้คำาว่า “คนไร้
บ้าน” เพื่อให้คนในสังคมเข้าใจได้อย่างถูกต้อง เป็นการ
ศึกษาในเชิงมานุษยวิทยา ใช้การสังเกตอย่างมีส่วนร่วม
บรรยายถึงวิถีการดำาเนินชีวิตของ “คนไร้บ้าน” ในแง่มุม
ต่าง ๆ ทั้งเชิงกว้างและเชิงลึก ตีแผ่ชีวิตของคนกลุ่มนี้
ให้สังคมเกิดการยอมรับว่า “คนไร้บ้าน” เป็นส่วนหนึ่ง
ของสังคม อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยเห็นว่า ขณะที่สังคมได้
เริ่มเหลียวมองคนกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่สำาคัญที่จะทำาให้
สังคมเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง คือการทำาให้เข้าใจถึงแก่นสาระ
(Essence) ทางความคิดเขาอย่างแท้จริง เนื่องจาก มี
คนเร่ร่อนจำานวนไม่น้อยที่ออกมาใช้ชีวิตเร่ร่อนยาวนาน
โดยไม่ได้ “เสพติด” การเร่ร่อน แต่ทว่า มีความจำาเป็น
ของชีวิต ขณะเดียวกันมีบางคนที่เคยมีการดำาเนินชีวิต
เป็นปกติ แต่อยู่ดี ๆ เมื่อมาถึงบั้นปลายของชีวิต ต้อง
กลายมาเป็นคนเร่ร่อน ขณะเดียวกันก็มีคนเร่ร่อนที่ไม่ว่า
จะมาใช้ชีวิตเร่ร่อนอยู่ยาวนาน หรือเพียงแค่เริ่มต้นกำาลัง
พยายามดิ้นรนเพื่อพ้นภาวะของการเร่ร่อน ด้วยเงื่อนไข
บางอย่าง ทำาให้ต้องตัดสินใจเลือกเส้นทาง “เร่ร่อน”
ดังนั้นการศึกษาโครงสร้างทางความคิดของคนเร่ร่อน
จึงจำาเป็นต้องศึกษาในเชิงปรากฏการณ์วิทยา เพราะ
ปัจจุบันในประเทศไทยยังไม่มีการศึกษาในคนกลุ่มนี้มาก
นัก จากเหตุผลดังกล่าว จะเห็นได้ว่า การทำาความเข้าใจ
ต่อปรากฏการณ์ เป็นสิ่งที่มีความสำาคัญจำาเป็นต้องมีการ
วิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง เพราะจะทำาให้ทราบถึงแก่นแท้ทาง
ความคิด ตามมุมมองของคนเร่ร่อนอย่างแท้จริง อีกทั้ง
จากข้อมูลที่รวบรวมได้ยังไม่พบว่ามีการกล่าวถึงประเด็น
นี้ในประเทศไทยอย่างละเอียด ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษา
เพื่อให้ทราบถึงโครงสร้างการรับรู้ของคนเร่ร่อน และ
ความหมายดำาเนินชีวิตว่ามีลักษณะอย่างไร
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1. เพื่อศึกษาประสบการณ์การดำาเนินชีวิตของคน
เร่ร่อน
2. เพื่อทำาความเข้าใจการให้ความหมายการ
ดำาเนินชีวิตของคนเร่ร่อน
3. เพื่อค้นหาแก่นสาระของประสบการณ์การ
ดำาเนินชีวิตของคนเร่ร่อน
ขอบเขตการวิจัย
การวิจัยเกี่ยวกับคนเร่ร่อนในประเทศไทยที่ผ่านมา
ได้ทำาการวิจัยในรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งเชิงปริมาณและ
เชิงคุณภาพ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้วิจัย ว่าต้องการ
ตอบคำาถามประเด็นใด สำาหรับการวิจัยเชิงคุณภาพที่
เด่นชัดมีเพียงไม่กี่เรื่อง และส่วนใหญ่จะเป็นการศึกษา
กับกลุ่มเด็กเร่ร่อน งานวิจัยที่เน้นในกลุ่มคนเร่ร่อนที่เป็น
ผู้ใหญ่พบว่ามีน้อยมาก เช่น งานวิจัยของบุญเลิศ วิเศษ
ปรีชา (2546) ที่เป็นการศึกษาแบบชาติพันธุ์วรรณนา
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 185
together with peace because of the dominant
good aspect of “Being Thai” characteristics.
These characteristics were: honesty, showing
high respect and gratitude to others, living with
harmony, giving, being kind and compromise.
Thus, Thai people were able to live with
different races, religions and be able to include
and pay respect to different cultures. These
characteristics represent the “Thainess” which is
rooted in the consciousness in most of the Thai
people. Aspects of this distinct good character
enable Thai people to live in multicultural
society without conflicts. Also, even though Thai
people still acculturate fine culture of others,
Thai people ultimately remains their identity
with its only good aspects.
Thus, “Thainess” relates Thai people
to live with reconciliation and friendship
among the rushing in of western culture and
globalization together with the political conflicts
and violence in Thai society at this moment. All
aspects of Thai society should change this crisis
to opportunity by making Thai youths to realize
the values and the importance of “Thainess”.
Also all Thai people should help cultivating the
consciousness and pride of Being Thai together
with bring back the characteristics of living with
harmony, giving and being kind to Thai youths.
All these characters are the identity of Thai
people which is very unique and hard to find
in other cultures. This is in order to remain
the “Thainess” quality in the social context at
present and to maintain harmony among Thai
people of all races and religions, which will
bring peace back to the country again.
**************************
References
UNESCO. Educating for a Sustainable Future: A Transdisciplinary Vision for Concerted Action. International
Conference.Thessalonib. November 1997.
Bhumibol Adulyadej, His Majesty King. Code of Royal Speech. Bangkok: Ministry of Fine Art, 1978.
Committee of National Education, Office of. The National Education Act B.E. 2542 (1999) and
Amendments (Second National Education Act B.E. 2545 (2002). Bangkok: Office of Prime-
Minister, 2002.
Sriha-ampai, Prapasri. The Influence of Buddhism in Developing Thainess in Students of Thai
Temple in the United States. Bangkok: Chulalongkorn University Publishing, 1996.
Journal of education
8
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 161
โดยประมาณ (RMSEA) เท่ากับ .03 แสดงว่า โมเดลการรับรู้ความสามารถในตนเองของครูที่สร้างขึ ้นสอดคล้องกับ
ข้อมูลเชิงประจักษ์ แสดงดังภาพที่ 4
การรับรู้
ความสามารถใน
เองของครู
**p<.01
.35**
.72**
.97**
.75**
.909**
.72**
.94**
ด้านการตัดสินใจ
ด้านการใช้แหล่ง
ทรัพยากร
ด้านการสอน
ด้านการจัด
ระเบียบวินัย
ด้านสร้างความ
ร่วมมือจาก
ผู้ปกครอง
ด้านสร้างความ
ร่วมมือจากชุมชน
ด้านการสร้าง
บรรยากาศทางบวก
ในโรงเรียน
ภาพที่ ภาพที่ 4 4 โมเดลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันการรับรู้ความสามารถในตนเองของครูโมเดลสองระดับที่ข้อคําถามได้รับอิทธิพลตรง
คำาถามได้รับอิทธิพลตรงจากองค์ประกอบอันดับสอง
.29
.14
.27
.30
.28
-.07
-.02
-.27
-.48
-.22
-.99
-.30
-1.65
-1.01
-1.23
-1.20
-.28
-.61
-.44
.00
-.61
-.61
-.04
.28
-.25
-.18
.146
-.32
-.19
-.18
-.08
-.10
-.25
.36
-.18
-.11
-.42
-.08
-.02
.79
.56
.74
.64
.49
.35
.64
.62
.66
.75
1.13
.86
1.00
1.63
.93
2.20
1.81
1.69
. 86
1.79
1.22
1.11
.62
.67
1.42
1.48
.74
.77
.39
.42
1.03
.63
.17
.79
.80
.93
.94
.78
.79
.61
.94
.22
.72
.83
1.15
.75
.80
D1
D2
D3
D4
D5
D6
R7
R8
R9
R10
R11
R12
I13
I14
I15
I16
I17
I18
I19
I20
I21
I22
S24
S25
S26
S27
S28
P29
P30
P31
P32
P33
P34
C35
C36
C37
C38
C39
E40
E41
E42
E43
E44
E45
E46
E47
Journal of education
104
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Journal of education
2. เป็นแนวทางสำาหรับการจัดการเรียนการสอน
แบบบูรณาการ
3. เป็นแนวทางในการจัดทำาหลักสูตรท้อง
ถิ่นสำาหรับครูผู้สอน ผู้บริหารการศึกษา และผู้มีส่วน
เกี่ยวข้องกับการศึกษาในการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น
4. เป็นแนวทางสำาหรับนักเรียนในการนำาความรู้ที่
ได้ไปใช้ประโยชน์ในการดำารงชีวิตประจำาวันอย่างแท้จริง
ขอบเขตของการวิจัย
1. ขอบเขตด้านเนื้อหา
เนื้อหาส่วนที่นำามาพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น เป็น
เนื้อหาเรื่องอาชีพการทำาสวนลำาไยในกลุ่มสาระการเรียน
รู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สาระที่ 4 งานอาชีพ ตัวชี้
วัด ม.1/1 อธิบายแนวทางเลือกอาชีพ ม.1/2 มีเจตคติที่
ดีต่อการประกอบอาชีพ ม. 1/3 เห็นความสำาคัญของการ
สร้างอาชีพ เป็นหลัก บูรณาการภายในกลุ่มสาระการเรียน
รู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
สาระที่ 1 การดำารงชีวิตและครอบครัว
ม.1/1 วิเคราะห์ขั้นตอนการทำางานตาม
กระบวนการทำางาน
ม.1/2 ใช้กระบวนการกลุ่มในการทำางานด้วย
ความเสียสละ
ม.1/3 ตัดสินใจแก้ปัญหาการทำางานอย่างมี
เหตุผล
สาระที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศ
ม.1/1 อธิบายหลักการทำางาน บทบาทและ
ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์
ม.1/2 ประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ
ระหว่างกลุ่มสาระการเรียนรู้คือ
ภาษาไทย สาระที่ 2 การเขียน
ม.1/8 เขียนรายงานการศึกษา ค้นคว้า และ
โครงงานวิทยาศาสตร์ สาระที่ 1 สิ่งมีชีวิตและกระบวนการ
ดำารงชีวิต
ม.1/11 อธิบายกระบวนการสืบพันธุ์แบบอาศัย
เพศของพืชดอกและการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของ
พืช โดยใช้ส่วนต่าง ๆ เพื่อช่วยในการขยายพันธุ์
ม.1/13 อธิบายหลักการและผลของการใช้
เทคโนโลยีชีวภาพ ในการขยายพันธุ์ ปรับปรุงพันธุ์ เพิ่ม
ผลผลิตของพืชและนำาความรู้ไปใช้ประโยชน์
สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่ 3
เศรษฐศาสตร์
ม.1/1 อธิบายความหมายและความสำาคัญของ
เศรษฐศาสตร์
2. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
2.1 ประชากรได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี
ที่1 โรงเรียนบ้านโป่งน้ำาร้อน สำานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
จันทบุรี เขต 2 จำานวน 2 ห้องเรียน จำานวน 50 คน
2.2 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านโป่ง
น้ำาร้อน อำาเภอโป่งน้ำาร้อน จังหวัดจันทบุรี จำานวน 25 คน
ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
เนื่องจากผู้วิจัยได้รับมอบหมายให้จัดการเรียนการสอนใน
กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
3. ระยะเวลาในการทดลอง หลักสูตรท้องถิ่น
แบบบูรณาการเรื่อง อาชีพการทำาสวนลำาไยในชุมชน
โป่งน้ำาร้อน ใช้เวลาสอน 18 คาบ คาบละ 60 นาที ใน
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552
4. กระบวนการเรียนรู้ ในการจัดกิจกรรมการเรียน
การสอนได้ใช้รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็น
สำาคัญ คือ รูปแบบ CIPPA Model การเรียนรู้โดยรูปแบบ
วงจรการเรียนรู้ 5 E (5E Learning Cycle Model)
การเรียนรู้ผ่านโครงงาน การจัดการเรียนรู้แบบที่เน้นการ
ปฏิบัติ การเรียนรู้แบบร่วมมือ ซึ่งเป็นรูปแบบการสอน
ที่ยึดผู้เรียนเป็นสำาคัญ เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียน
มีส่วนร่วมในการปฏิบัติจริง ผู้เรียนได้พัฒนาเต็มตาม
ศักยภาพ เกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง มีทักษะการแสวงหา
ความรู้ นำาความรู้ไปใช้ในชีวิตจริงได้
13
้
้
้
13
44 Journal สูตรความคลาดเคลื่อนมาตรฐานในการวัดค่าของแบบทดสอบ
of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
สถิติ สูตรความคลาดเคลื่อนมาตรฐานในการวัดค่าของแบบทดสอบ
SEM มีค่าสวนทางกับค่าความน่าเชื่อถือ กล่าวคือ หากแบบทดสอบมีความน่าเชื่อถือ
สูงก็จะท สูตรความคลาดเคลื่อนมาตรฐานในการวัดค่าของแบบทดสอบ
สถิติ าให้ SEM สถิติ
SEM มีค่าสวนทางกับค่าความน่าเชื่อถือ SEM
มีค่าต มีค่าสวนทางกับค่าความน่าเชื่อถือ ซึ ่งเป็ นความต้องการของนักวัดผล กล่าวคือ กล่าวคือ หากแบบทดสอบมีความน่าเชื่อถือ
(สถิติ หากแบบทดสอบมีความน่าเชื่อถือ
SEM ยิ่งมีค่าน้อยยิ่งดี ถ้าความ
สูงก็จะทําให้ น่าเชื่อถือมีค่าเท่ากับ สถิติ SEM SEM มีค่าสวนทางกับค่าความน่าเชื่อถือ มีค่าตํ
ซึ ่งเป็นความต้องการของนักวัดผล กล่าวคือ หากแบบทดสอบมีความน่าเชื่อถือสูงก็จะทำาให้ (สถิติ SEM ยิ่งมีค่าน้อยยิ่งดี ถ้าความ SEM
สูงก็จะท าให้ SEM
1
มีค่าต จะท ่า าให้ ซึ
SEM
นความต้องการของนักวัดผล มีค่าเท่ากับ 0) เมื่อน าคะแนนจากแบบทดสอบที่มีความ
(สถิติ SEM ยิ่งมีค่าน้อยยิ่งดี ถ้าความ
มีค่าต่ำา ซึ่งเป็นความต้องการของนักวัดผล (สถิติ SEM ยิ่งมีค่าน้อยยิ่งดี ถ้าความน่าเชื่อถือมีค่าเท่ากับ 1 จะทำาให้
น่าเชื่อถือมีค่าเท่ากับ น่าเชื่อถือสูงไปตัดเกรด 1 จะทําให้ SEM มีค่าเท่ากับ 0) เมื่อนําคะแนนจากแบบทดสอบที่มีความ
SEM น่าเชื่อถือมีค่าเท่ากับ ก็จะท
0) เมื่อนำาคะแนนจากแบบทดสอบที่มีความน่าเชื่อถือสูงไปตัดเกรด 1
าให้เกรดมีความน่าเชื่อถือสูงตามไปด้วย จะท SEM มีค่าเท่ากับ 0) าคะแนนจากแบบทดสอบที่มีความ
สถิติ SEM ค านวณได้ดังนี
ก็จะทำาให้เกรดมีความน่าเชื่อ
ถือสูงตามไปด้วย น่าเชื่อถือสูงไปตัดเกรด น่าเชื่อถือสูงไปตัดเกรด สถิติ SEM ก็จะทําให้เกรดมีความน่าเชื่อถือสูงตามไปด้วย คำานวณได้ดังนี้
าให้เกรดมีความน่าเชื่อถือสูงตามไปด้วย สถิติ SEM สถิติ คํานวณได้ดังนี
SEM ค านวณได้ดังนี
SEM = ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
= 6.362
= 6.362 = 2.859 คะแนน
= 6.362
= 2.859 = คะแนน 2.859 คะแนน
SEM = SEM ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
= ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
13
แสดงความถี่ของจ านวนเฉลยทั ้งหมด จากจ านวนข้อสอบ
ทั ้งหมด 65 ข้อ จ านวนเฉลย (Key) ที่เป็ น A-B-C-D-E คือ
แสดงความถี่ของจํานวนเฉลยทั ้งหมด จากจํานวนข้อสอบ
16-18-16-14-1 ข้อ ตามล านวนเฉลยทั
าดับ ้งหมด านวนข้อสอบ
ทั ้งหมด ทั 65
้งหมด ข้อ จํานวนเฉลย 65 ข้อ จ านวนเฉลย (Key) ที่เป็น (Key)
A-B-C-D-E ที่เป็ น A-B-C-D-E คือ คือ
16-18-16-14-1 แสดงจ 16-18-16-14-1 านวนตัวเลือก ข้อ ตามลําดับ ข้อ ในจ ตามล านวน าดับ 65 ข้อ มีตัวเลือกชนิด
2-3-4-5 ค าตอบ เท่ากับ 5-6-52-2 ข้อ ตามล าดับ
แสดงจํานวนตัวเลือก านวนตัวเลือก ในจํานวน ในจ 65 านวน ข้อ มีตัวเลือกชนิด
65 ข้อ มีตัวเลือกชนิด
2-3-4-5 คําตอบ 2-3-4-5 เท่ากับ ค าตอบ 5-6-52-2 เท่ากับ 5-6-52-2 ข้อ ตามลําดับ ข้อ ตามล าดับ
ภาพ 13 แผนภูมิแท่งแสดงความถี่ของจ านวนเฉลย (Key) และจ านวนตัวเลือก (Options)
ภาพ 13 ภาพ แผนภูมิแท่งแสดงความถี่ของจํานวนเฉลย ภาพ 13 แผนภูมิแท่งแสดงความถี่ของจำานวนเฉลย
13 านวนเฉลย (Key) และจํานวนตัวเลือก (Key) และจำานวนตัวเลือก
(Key) านวนตัวเลือก (Options) (Options)
(Options)
Journal of education
ภาพ 14 การวิเคราะห์ตัวเลือก (ใช้ในการปรับปรุงข้อสอบ)
ภาพ 14 การวิเคราะห์ตัวเลือก (ใช้ในการปรับปรุงข้อสอบ)
ผลลัพธ์ในภาพ 14 ข้อ 1 คำาตอบมีสองตัวเลือก เลือก โดยเฉลยคือ ตัวเลือกที่ 4 ซึ่งมีคนตอบถูก 13 คน
โดยเฉลยคือ ตัวเลือกที่ ภาพ 1 14 ส่วนข้อ ภาพ การวิเคราะห์ตัวเลือก 14 63 การวิเคราะห์ตัวเลือก คำาตอบมีสี่ตัว (ใช้ในการปรับปรุงข้อสอบ)
(ค่าความยากเท่ากับ (ใช้ในการปรับปรุงข้อสอบ) 0.765 หรือตอบถูก 76.5%) กลุ่ม
ผลลัพธ์ในภาพ 14 ข้อ 1 ค าตอบมีสองตัวเลือก โดยเฉลยคือ ตัวเลือกที่ 1 ส่วนข้อ 63 ค าตอบ
มีสี่ตัวเลือก ผลลัพธ์ในภาพ โดยเฉลยคือ ผลลัพธ์ในภาพ 14 ตัวเลือกที่ ข้อ 14 1 คําตอบมีสองตัวเลือก ข้อ 1 4 ค ซึ าตอบมีสองตัวเลือก ่งมีคนตอบถูก โดยเฉลยคือ 13 คน โดยเฉลยคือ (ค่าความยากเท่ากับ ตัวเลือกที่ ตัวเลือกที่ 1 ส่วนข้อ 0.765 1 ส่วนข้อ 63 หรือตอบ คําตอบ 63 ค าตอบ
60
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Journal of education
ความเป็นมาและความสำาคัญของปัญหา
การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศมีความสำาคัญ
และจำาเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน เนื่องจากภาษาเป็น
เครื่องมือ สำาคัญในการติดต่อสื่อสาร การศึกษา การ
แสวงหาความรู้ ช่วยพัฒนาให้ผู้เรียนรู้และเข้าใจความ
แตกต่างของภาษาและวัฒนธรรมและมีเจตคติที่ดีต่อการ
ใช้ภาษาต่างประเทศเพื่อ การสื่อสาร (สำานักวิชาการและ
มาตรฐานการศึกษา, 2551, หน้า 1 – 2 ) กระทรวง
ศึกษาธิการให้ความสำาคัญต่อการเรียนภาษาอังกฤษ
โดยกำาหนดให้เป็นพื้นฐาน สำาคัญที่ผู้เรียนทุกคนต้อง
เรียนรู้ ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงระดับมัธยมศึกษา
ตอนปลาย (กรมวิชาการ, 2546, หน้า 1) หลักสูตรแกน
กลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่ม
สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ กำาหนดมาตรฐานการ
เรียนรู้เป็นเป้าหมายสำาคัญของการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน
ให้สามารถใช้ภาษา ต่างประเทศในการสื่อสาร มีสมรรถนะ
ทักษะและความรู้พื้นฐานที่จำาเป็นในการดำารงชีวิตและ
แสวงหาความรู้เพื่อพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง การสอน
ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารแบบบูรณาการทักษะจะทำาให้
ผู้เรียนสามารถใช้ภาษาต่างประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล
ข่าวสารและสื่อสารได้อย่างเหมาะสมตามที่หลักสูตร
กำาหนด (สำานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2551,
หน้า 1 – 7)
หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
มุ่งเน้นการจัดการเรียนรู้ที่ยึดมาตรฐาน การเรียนรู้
(Standard – based Curriculum) ทำาให้ครูต้องเปลี่ยน
จุดเน้นจากสิ่งที่สอนเป็นสิ่งที่ผู้เรียนต้องเรียนรู้และ
เชื่อมโยงกับมาตรฐานการเรียนรู้ การนำาหลักสูตรไปสู่การ
ปฏิบัติต้องมีกิจกรรม การเรียนรู้ในชั้นเรียนที่เหมาะสมกับ
ระดับชั้นและศักยภาพของผู้เรียนเพื่อพัฒนาทักษะตาม
แนว การสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร (กรมวิชาการ, 2546,
หน้า คำาชี้แจง) การพัฒนาการเรียนรู้ของครูในการจัดการ
เรียนการสอนภาษาอังกฤษควรเชื่อมโยงและควบคู่ไป
พร้อมกับการพัฒนาหลักสูตรตามบริบทของท้องถิ่น
(Roberts, 1998, p. 232) การพัฒนาหลักสูตรจึงเป็น
กิจกรรมบูรณาการระหว่างการพัฒนาครูกับการพัฒนา
หลักสูตร ครูผู้สอนจะนำาข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงของ
หลักสูตร มาประยุกต์ใช้ในชั้นเรียนทำาให้เกิดการพัฒนา
ที่เกิดจากการปฏิบัติจริง (Roberts, 1998, p. 95)
ผู้สอนเป็นผู้แสวงหาวิธีสอนและเทคนิคการสอนเพื่อ
ให้เกิดความรู้แบบผสมผสาน ให้ผู้เรียนมีความรู้และ
ทักษะทางภาษา โดยนำาความรู้จากกระบวนการเรียนรู้
ภาษาและความรู้ที่เกิดขึ้นมาใช้ตามสถานการณ์ได้จริง
โดยให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติภาระงานที่ได้รับมอบหมาย
(สำานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2548, หน้า
15 – 21) ผู้เรียนจะเรียนรู้จากภาระงานและกิจกรรม
แบบบูรณาการทักษะผ่านการมีปฏิสัมพันธ์ การมีส่วน
ร่วมและการแลกเปลี่ยนกับผู้อื่น โดยใช้หลักการและ
พื้นฐานทางภาษาสะท้อนความคิดเพื่อให้เกิดการสื่อสาร
อย่างมีความหมาย (Richard, (n.d.), pp.21) ครูผู้สอน
ต้องทำาให้ผู้เรียนเห็นว่าการเรียนภาษาอังกฤษเป็นเรื่อง
สนุก จัดกิจกรรมเพื่อเรียนรู้ควบคู่ไปกับการเรียนภาษา
และการฝึกเป้าหมายทางภาษา (ปราณี ธนะชานันท์,
2547,หน้า 27)
อุปสรรคสำาคัญในการพัฒนาการสอนภาษาอังกฤษ
เพื่อการสื่อสารในประเทศไทยก็คือ ครูผู้สอนภาษา
อังกฤษระดับประถมศึกษาส่วนใหญ่ขาดความรู้ ความ
เข้าใจและทักษะในการสอนภาษาอังกฤษ ผลการศึกษา
ของกรมวิชาการ พบว่า ครูผู้สอนใช้วิธีสอนซ้ำาแบบเดิม
ทุกครั้ง ขาดเทคนิคในการถ่ายทอดความรู้ที่เหมาะสม
ไม่มั่นใจในการใช้ภาษาและทักษะการสอน บุคลากรที่
เชี่ยวชาญในการสอนภาษาอังกฤษไม่เพียงพอ ทำาให้
ผู้เรียนเบื่อหน่ายและไม่เห็นความสำาคัญของการเรียน
ภาษาอังกฤษ ส่งผลต่อระดับคุณภาพทางการเรียนภาษา
อังกฤษของผู้เรียน (กรมวิชาการ , 2543, หน้า 70 – 71)
องค์ประกอบสำาคัญที่จะทำาให้การสอนภาษาอังกฤษ
194
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Journal of education
3.3.6 ปิดหลักสูตรร่วมกับภาคอุตสาหกรรม
3.3.7 เปิดหลักสูตรสหวิทยาการ
4. ด้านการผลิตองค์ความรู้ (New
Knowledge)
4.1 การสนับสนุนการวิจัย
4.1.1 ส่งเสริมให้เกิดการทำางานเชื่อม
โยงกันเป็นกลุ่มวิจัยและวิจัยแบบบูรณาการศาสตร์
(Multidisciplinary Research)
4.1.2 จัดทุนอุดหนุนวิจัยและพัฒนาอย่าง
ต่อเนื่องและเพียงพอ
4.1.3 แสวงหาแหล่งทุนวิจัยจากหลาย
แหล่ง รวมถึงภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้าง
ศักยภาพการทำาวิจัย
4.1.4 สนับสนุนงบประมาณการเผยแพร่
ผลงานวิจัย
4.1.5 คัดเลือกอาจารย์ดีเด่นด้านการวิจัย
4.1.6 สนับสนุนให้มีการวิจัยเพื่อปรับปรุง
และพัฒนากระบวนการเรียนการสอน
4.1.7 จัดประกวดงานวิจัย นวัตกรรม และ
สิ่งประดิษฐ์อย่างต่อเนื่อง
4.1.8 จัดสรรตำาแหน่งนักวิจัยเพื่อการวิจัย
และบริการ และกำาหนดเกณฑ์เพื่อจัดสรรงบประมาณ
สนับสนุนการวิจัย
4.1.9 ลงทุนครุภัณฑ์วิจัยกลาง โดยมุ่ง
เน้นครุภัณฑ์ชิ้นใหญ่ เพื่อให้บุคลากรภายในมหาวิทยาลัย
สามารถใช้ครุภัณฑ์ดังกล่าวร่วมกัน
4.1.10 จัดตั้งศูนย์ให้คำาปรึกษาแนะนำา
ด้านการวิจัย โดยนักวิจัยพี่เลี้ยง
4.1.11 จัดตั้งสถาบันการค้นคว้าวิจัย
4.1.12 มีความร่วมมือกับศูนย์วิจัยเฉพาะ
ทาง (Cooperative Research Center)
4.1.13 สนับสนุนทุนจ้างอาจารย์พิเศษ
ชาวต่างประเทศ (Visiting Professor) และทุนนัก
วิจัยหลังปริญญาเอกชาวต่างประเทศ (Post-doctoral
Fellowship) เพื่อส่งเสริมงานวิจัยให้หลากหลายและเป็น
สากล
4.1.14 ส่งเสริมให้มีวัฒนธรรมการวิจัย
แทรกอยู่ในกระบวนการเรียนการสอน
4.1.15 นักศึกษาระดับปริญญาตรีมี
โอกาสร่วมในการวิจัยของคณะโดยเป็นผู้ช่วยนักวิจัย
(Research Assistant)
4.1.16 ส่งเสริมการตีพิมพ์บทความใน
วารสารวิชาการมากขึ้น
4.2 งานวิจัย
4.2.1 มีการวิจัยเชิงพื้นที่ (Area-Based
Research) โดยนำาปัญหาของพื้นที่ ที่มหาวิทยาลัยตั้ง
อยู่เป็นตัวกำาหนดแนวทางการวิจัย
4.2.2 เน้นการวิจัยพื้นฐาน เพราะเป็นการ
สร้างองค์ความรู้
4.2.3 เน้นการวิจัยประยุกต์ เพราะเป็นการ
นำาองค์ความรู้ที่มีอยู่ขยายไปสู่ชุมชน ท้องถิ่น สังคม และ
ประเทศชาติ
4.2.4 เน้นการผลิตงานวิจัยใหม่ในด้านที่
สอดคล้องกับความเชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัย
4.2.5 นำาปัญหาของประเทศมาเป็นโจทย์
ในการวิจัย
4.2.6 มีนโยบายรับนักศึกษาต่างชาติเข้า
มาเรียนในระดับบัณฑิตศึกษามากขึ้น เพื่อเพิ่มงานวิจัย
ที่หลากหลาย
4.3 การนำาองค์ความรู้ที่ผลิตไปใช้/การ
บริการวิชาการ
4.3.1 นำาผลงานวิจัยไปสร้างงานวิชาการ
และขยายผลในภาคการผลิตให้มากขึ้น
4.3.2 เน้นการบริการวิชาการ ที่ใช้ฐาน
ความรู้ของมหาวิทยาลัย
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 9
การวิเคราะห์เปรียบเทียบแนวคิดพัฒนาการครู
ปฐมวัยในบริบทตะวันตกและบริบทไทย
จากการรวบรวมการศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับ
ตารางที่ 1 เปรียบเทียบขั้นพัฒนาการทางวิชาชีพของครูอนุบาลในบริบทตะวันตกและบริบทไทย
พัฒนาการทางวิชาชีพของครูอนุบาลในบริบท พัฒนาการทางวิชาชีพของครูอนุบาลในบริบทไทย
ตะวันตก
- ระยะที่ 1 กระบวนการเข้าสู่วิชาชีพ แบ่งเป็นช่วงความสนใจในวิชาชีพ
ครูในช่วงการเลือกอาชีพ จากนั้นดำาเนินมาสู่วิธีการก้าวเข้ามาเป็นครู
ขั้นที่ 1 การอยู่รอด อยู่ในช่วงปีแรกของ ระยะที่ 2 กระบวนการพัฒนาเชิงวิชาชีพ
การสอน ครูมุ่งเพียงให้สอนให้ครบถ้วนตาม ระยะที่ 2.1 ช่วงเริ่มต้นการเรียนรู้ การสอนของครูยังไม่สอดคล้อง กับ
ที่หลักสูตรกำาหนดให้ผ่านไปได้ และเพิ่งเริ่ม หลักการการศึกษาปฐมวัย หรืออยู่ในขั้นเลียนแบบ มีการเรียนรู้ทักษะ
ตระหนักถึงช่องว่างระหว่างความสำาเร็จที่คาด งานพื้นฐานและการพัฒนาตนให้เหมาะสมกับวิชาชีพ ครูมีทัศนะแบบ
หวังกับความเป็นจริงในห้องเรียน
แยกส่วน ส่งผลให้มองเด็กทุกคนเหมือนกัน ตามรูปแบบของเด็กส่วน
ใหญ่ และมองธรรมชาติเด็กแบบผิวเผิน ไม่เข้าใจเด็กอย่างเป็นองค์รวม
แยกห้องเรียนออกจากชีวิตเด็กที่บ้าน และการทำางานกับผู้ปกครองยัง
ขั้นที่ 2 การมีความมั่นคง อยู่ในช่วง
2-3ปีแรกของการสอน ครูตัดสินใจได้ว่าสามารถ
ทำางานนี้ได้ เริ่มคาดคะเนปัญหาในชั้นเรียนและ
สามารถจำาแนกทักษะและงานต่างๆ ที่ต้อง
พัฒนาต่อไป เริ่มมองเห็นความแตกต่างระหว่าง
บุคคลของเด็ก
ขั้นที่ 3 การรับสิ่งใหม่ อยู่ในช่วงปีที่ 3-4 ของ
การสอน ครูเริ่มต้นที่มองหา พัฒนาสิ่งใหม่ ๆ
ในงานของตน โดยครูเริ่มมองหานวัตกรรมการ
สอนเพื่อปรับปรุงการสอนของตน
ขั้นที่ 4 การพัฒนาเต็มที่ อยู่ในช่วง 3 หรือ5
ปี ของการทำางานครูรู้ถึงความหมายของการเป็น
ครู เริ่มตั้งคำาถามนามธรรม แสดงให้เห็นถึงการ
ค้นหามุมมองที่เข้าถึงความหมายอย่างถ่องแท้
หยั่งรู้ความจริง
พัฒนาการครูปฐมวัยทั้งในบริบทตะวันตกและบริบท
ไทย ผู้เขียนสามารถวิเคราะห์เปรียบเทียบความเหมือน
และความแตกต่าง สรุปได้ดังตารางต่อไปนี้
ไม่สอดคล้องกับหลักการการศึกษาปฐมวัย
ระยะที่ 2.2 ช่วงแห่งการมีความมั่นคง ครูมีหลักการสอนที่มั่นคง
และสอดคล้องกับหลักการการศึกษาปฐมวัยจากการรู้คิดด้วยตนเอง มี
การทำางานที่เป็นระบบ สามารถคาดคะเนและจัดการกับปัญหาได้อย่าง
เหมาะสม ครูเริ่มตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก ส่งผล
ให้จัดการสอนสนองธรรมชาติและพัฒนาการเด็กรายบุคคล ยอมรับและ
เคารพเด็กตามที่เด็กเป็น สังเกตเห็นรายละเอียดเกี่ยวกับเด็กได้มากขึ้น
มีการพัฒนาการสื่อสาร สร้างสัมพันธ์กับผู้ปกครอง และการส่งเสริมให้ผู้
ปกครองเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนการจัดการศึกษา
ระยะที่ 3 ช่วงแห่งการมีวุฒิภาวะทางวิชาชีพ ครูค้นพบและมีหลักการ
ที่มั่นคงในจุดยืนหรือปรัชญาการศึกษาส่วนบุคคลในการเป็นครูอนุบาล
ด้วยความรู้คิดและความเข้าใจของตนเอง มีทัศนะแบบองค์รวม ส่งผล
ให้มีการ บูรณาการการสอนกับชีวิตจริง เชื่อมโยงองค์ประกอบต่างๆ เพื่อ
ส่งเสริมให้เด็กได้เติบโตอย่างสมดุลและครอบคลุมทุกด้าน ครูสังเกตเด็ก
อย่างมีสติใคร่ครวญ ครูเป็นแบบอย่างให้เด็กอย่างลงลึกและเป็นองค์รวม
เคารพความเป็นมนุษย์ของเด็กอย่างแท้จริง มีความเข้าใจเด็กอย่างลึก
ซึ้งครอบคลุมถึงชีวิต ไม่แยกบริบทวิถีชีวิตของเด็กออกจากห้องเรียน มี
การทำาความเข้าใจกับผู้ปกครองแต่ละคนในการพัฒนาเด็กให้เป็นไปใน
แนวทางเดียวกัน และส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น
Journal of education
92
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Journal of education
ทั่วไปที่ไม่มีภูมิลำาเนาอยู่ในเขตพื้นที่บริการของโรงเรียน
โดยให้สิทธิจับสลากเข้าเรียนเฉพาะนักเรียนกลุ่มที่ 1
และให้โอกาสนักเรียนกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่2 ได้รับการ
พิจารณาโดยเป็นเด็กฝากโดยตรงกับทางโรงเรียนเท่านั้น
กลยุทธ์ที่ 3 การจัดการรับเด็กฝากเข้าเรียน
ระหว่างกระบวนการรับนักเรียน มี 2 มาตรการ ได้แก่
มาตรการที่ 1 การรับเด็กฝากโดยตรงกับโรงเรียน
เป็นการให้ความสำาคัญกับนักเรียนในพื ้นที ่บริการที ่มี
ภูมิลำาเนาใกล้โรงเรียนและกำาหนดเกณฑ์คะแนนสอบคัด
เลือกขั้นต่ ำาที ่โรงเรียนจะรับพิจารณา และให้ผู ้ปกครอง
แสดงความจำานงค์ให้โรงเรียนพิจารณารับเป็นกรณีพิเศษ
โดยทำาหนังสือหรือบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อแสดง
เหตุผลและความจำาเป็นที่ต้อง การให้บุตรหลานเข้าเรียน
พร้อมหลักฐานแสดงคุณสมบัติของนักเรียนประกอบการ
พิจารณา จากนั้นให้คณะกรรมการรับนักเรียนพิจารณา
คะแนนสอบคัดเลือกควบคู ่กับการประเมินคุณลักษณะและ
เอกสารประกอบการพิจารณา โดยใช้วิธีการประเมินผล
ด้านต่างๆ ในรูปคะแนนดิบและหาค่าคะแนนเฉลี่ยเป็น
รายบุคคลก่อนนำามาจัดเรียงลำาดับผลการประเมินของ
นักเรียน แล้วจึงพิจารณารับนักเรียนตามลำาดับคะแนน
จนครบจำานวนที ่กำาหนดไว้ หากมีผู้ได้คะแนนลำาดับ
สุดท้ายเท่ากันหลายคน ให้พิจารณารับไว้หรือตัดออก
ทั้งหมดตามความเหมาะสม และมาตรการที่ 2 การรับ
เด็กฝากโดยอ้อมผ่านคนกลาง โดยให้คณะกรรมการรับ
นักเรียนร่วมกันกำาหนดคุณสมบัติของผู้ฝากโดยอ้อมให้
ชัดเจนว่าครอบคลุมถึงบุคคลหรือหน่วยงานหรือองค์กร
ใดบ้าง แล้วจัดลำาดับความสำาคัญของผู้ฝาก โดยคำานึง
ถึงความสัมพันธ์ตามระบบอุปถัมภ์และยึดจำานวนเด็ก
ฝากตามโควต้าที ่คณะกรรมการกำาหนดไว้ ซึ ่งได้แจ้งให้
ผู ้ฝากรับทราบล่วงหน้าตั ้งแต่การเตรียมการตามกลยุทธ์
ที่ 2 โดยมีการกำาหนดเกณฑ์คะแนนสอบคัดเลือกขั ้นต่ ำา
ของนักเรียนที ่โรงเรียนจะรับพิจารณา และระบุให้ผู ้ฝากทำา
หนังสือหรือบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมทั้งจัดเรียง
ลำาดับบัญชีรายชื่อเด็กฝากตามจำานวนที่ได้ตกลงไว้ ทั้งนี้
คณะกรรมการต้องตรวจสอบความเป็นมาของการฝากให้
ชัดเจนและถูกต้อง เพื่อป้องกันการแอบอ้างหรือสมยอม
โดยการตรวจสอบจำานวนนักเรียนตามโควต้าควบคู่กับ
คะแนนสอบคัดเลือกของนักเรียนแต่ละคน และกำาหนด
เงื่อนไขให้คะแนนสอบคัดเลือกของเด็กฝากโดยอ้อม
แต่ละคนต้องสูงกว่าคะแนนสอบคัดเลือกของเด็กฝาก
โดยตรงลำาดับสุดท้าย
กลยุทธ์ที่ 4 การจัดการเด็กฝากเมื่อสิ้นสุด
กระบวนการรับนักเรียน มี 2 มาตรการ ได้แก่
มาตรการที่ 1 การสำารองที่เรียนไว้เวลาจำาเป็น
หรือมีเหตุฉุกเฉินที่ต้องรับนักเรียนเพิ่มเป็นกรณีพิเศษ
เป็นการพิจารณารับเพิ ่มเฉพาะกรณีที ่มีความจำาเป็นเท่านั ้น
โดยให้คณะกรรมการรับนักเรียนพิจารณาประวัติการศึกษา
ความประพฤติ บุคลิกภาพ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
จากโรงเรียนเดิม และมาตรการที่ 2 การรักษาคุณภาพและ
มาตรฐานการศึกษาของโรงเรียนยอดนิยม โดยกำาหนดให้
เด็กฝากทั้งโดยตรงและโดยอ้อมทุกคนต้องทำาสัญญาหรือ
ข้อตกลงกับทางโรงเรียนว่าด้วยเรื ่องความประพฤติและผล
การเรียน แล้วให้ผู ้ปกครองลงชื ่อรับทราบเป็นพยาน พร้อม
ทั ้งทำาบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการพัฒนาการเรียนรู้
ของนักเรียนร่วมกับโรงเรียนรวมถึงการกำาหนดเกณฑ์การ
กำากับติดตามให้เป็นไปตามข้อตกลงอย่างต่อเนื ่องและจัด
ระบบการดูแลช่วยเหลือผู ้เรียนโดยให้ผู ้ปกครองมีส่วนร่วม
อย่างจริงจัง
อภิปรายผล
ผลจากการวิจัยผู้วิจัยนำามาอภิปรายผลเชิงทฤษฎี
ดังนี้
1. สภาพปัญหาของการจัดการรับเด็กฝากเข้าเรียน
ของโรงเรียนยอดนิยมในเขตกรุงเทพมหานคร พบว่า ส่วน
ใหญ่ประสบปัญหาเกี ่ยวกับจำานวนเด็กฝากมากเกินกว่าที ่
114
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
เส้นทางชีวิตคนเร่ร่อน : การศึกษาเชิงปรากฏการณ์วิทยา
ประสบการณ์คนเร่ร่อนเขตเมืองหลวง
Life Trajectory of the Homeless: a Phenomenological
Study of the Homeless’s Experience in Capital Area
Journal of education
วรากร ทรัพย์วิระปกรณ์*
E-mail.warakorn13@hotmail.com
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำาความเข้าใจการให้ความหมายการดำาเนินชีวิตของคนเร่ร่อน เป็นการศึกษาโดย
ใช้แนวคิดปรากฏการณ์วิทยาเชิงอุตรวิสัย ของ Husserl และใช้วิธีวิเคราะห์ปรากฏการณ์ตามแนว Moustakas โดย
เริ่มจากการสำารวจตนเองของผู้วิจัยเพื่อพักมูลบท อันเป็นความรู้ ความเชื่อเดิมของผู้วิจัย เพื่อที่จะละวางอคติหรือ
หลีกเลี่ยงการตั้งสมมติฐานการวิจัยล่วงหน้า จากนั้นได้ทำาการทบทวนข้อมูลทั้งหมดที่ได้จากการเก็บรวบรวม ทำาการ
จำากัดขอบเขตข้อมูล โดยเลือกเฉพาะประโยคข้อความสำาคัญ ที่สอดคล้องกับปัญหาการวิจัย และทำาการกำาหนดกลุ่ม
ความหมายหรือประเด็นสำาคัญ โดยในแต่ละประเด็นจะคงไว้เฉพาะข้อมูลสำาคัญที่ไม่มีความซ้ำาซ้อนกัน เพื่อพรรณนา
ถึงความหมายประสบการณ์เร่ร่อน ตลอดจนการใช้ชีวิตเร่ร่อนภายใต้บริบทและเงื่อนไขต่างๆ รูปแบบการพรรณนา ผู้
วิจัยได้แบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงประสบการณ์ก่อนเข้าสู่ชีวิตเร่ร่อน และ ช่วงประสบการณ์ใช้ชีวิตเร่ร่อน โดยจะ
มุ่งพรรณนาใน 2 ลักษณะคือ การให้ความหมายเชิงถ้อยคำา และการให้ความหมายเชิงโครงสร้าง เกี่ยวกับปรากฏการณ์
ทั้งสองช่วง จากการวิจัย แก่นสาระสำาคัญที่ได้จากการศึกษาคือ ความเป็นตัว ซึ่งเชื่อมโยงกับความหมายเชิงข้อความ
ความหมายเชิงโครงสร้าง ตามการรับรู้ประสบการณ์ของคนเร่ร่อน ทั้งนี้เงื่อนไขดังกล่าวทำาให้เข้าใจได้ว่าอะไรทำาให้
บุคคลเข้าสู่ชีวิตคนเร่ร่อน และพวกเขาเหล่านั้นเผชิญประสบการณ์ชีวิตเร่ร่อนอย่างไร นอกจากนั้นการเข้าใจบริบท
และเงื่อนไขต่างๆ เหล่านี้จะช่วยให้เกิดการ บูรณาการไปสู่การกำาหนดข้อเสนอแนะ เชิงนโยบาย เพื่อการพัฒนาและ
ปรับปรุงการใช้ชีวิตเร่ร่อน ให้เป็นไปในแนวทางที่เหมาะสม เกิดประโยชน์ต่อคนเร่ร่อนเอง และต่อสังคมเป็นสำาคัญ
คำาสำาคัญ: เส้นทางชีวิต / คนเร่ร่อน / ปรากฏการณ์วิทยา
Abstract
This research was several approaches exist for organizing and analyzing data in a
phenomenological qualitative study. Transcendental Phenomenology, based on principle identified
* นิสิตหลักสูตรวิทยาดุษฎีบัณฑิต สาขาการวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ประยุกต์ สถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์
ศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัย
158
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Journal of education
การรับรู้ความสามารถ
ในตนเองของครู
ด้านการตัดสินใจ
ด้านการใช้แหล่ง
ทรัพยากร
ด้านการสอน
ด้านการ
จัดระเบียบวินัย
ด้านสร้างความร่วมมือ
จากผู้ปกครอง
ด้านสร้างความร่วมมือ
จากชุมชน
ด้านการสร้างบรรยากาศ
ทางบวกในโรงเรียน
ภาพที่ ภาพที่ 2 โมเดลสมมติฐานองค์ประกอบการรับรู้ความสามารถในตนเองของครูที่ได้รับอิทธิพลจาก 2 โมเดลสมมติฐานองค์ประกอบการรับรู้ความสามารถในตนเองของครูที่ได้รับอิทธิพลจาก องค์ประกอบเฉพาะ
องค์ประกอบเฉพาะ (S – factor) และองค์ประกอบทั่วไป ( G – factor)
และองค์ประกอบทั่วไป ( G – factor)
D1
D2
D3
D4
D5
D6
R7
R8
R9
R10
R11
R12
I13
I14
I15
I16
I17
I18
I19
I20
I21
I22
S24
S25
S26
S27
S28
P29
P30
P31
P32
P33
P34
C35
C36
C37
C38
C39
E40
E41
E42
E43
E44
E45
E46
E47
วิธีดําเนินการวิจัย
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 213
รายชื่อกรรมการกลั่นกรอง
(Peer reviewers)
ศาสตร์ตราจารย์ ดร. เสริมศักดิ์ วิศาลาภรณ์
ศาสตราจารย์ ดร.พจน์ สะเพียรชัย
ศาสตราจารย์ ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์
ศาสตราจารย์ ดร.ประสาท สืบค้า
Professor Dr Ian Smith
รองศาสตราจารย์ ดร.ชุมศักดิ์ อินทร์รักษ์
รองศาสตราจารย์ ดร.รัตนะ บัวสนธ์
รองศาสตราจารย์ ดร โยธิน แสวงดี
รองศาสตราจารย์ ดร.เยาวพา เดชะคุปต์
รองศาสตราจารย์ ดร.สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์
รองศาสตราจารย์ ดร.เผชิญ กิจระการ
รองศาสตราจารย์ ดร.สุมาลี ชัยเจริญ
รองศาสตราจารย์ ดร.โกศล มีคุณ
รองศาสตราจารย์ ดร.พิมพันธ์ เดชะคุปต์
รองศาสตราจารย์ ดร.นิคม ทาแดง
รองศาสตราจารย์ ดร.ฉลอง ทับศรี
รองศาสตราจารย์ ดร.อรุณี อ่อนสวัสดิ์
รองศาสตราจารย์ ดร.องอาจ นัยพัฒน์
รองศาสตราจารย์ ดร.ไทย ทิพย์สุวรรณกูล
รองศาสตราจารย์ ชม ภูมิภาค
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไพโรจน์ กลิ่นกุหลาบ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไชยรัตน์ ปราณี
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ระพินทร์ ฉายวิมล
ดร.ดนุลดา จามจุรี
Journal of education
180
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Journal of education
conducting a research “Thainess:The inculcation
of the consciousness of Desired Thainess
among Thai Young Generation in the Context
of Contemporary Thai Society” because all
Thais should play an active role in maintaining
Thainess and rich cultural heritage, promulgating
Thai culture to the world as well as inculcation
love, esteem and awareness of Thainess among
Thai young generation. This aims to make an
examination on the inculcation of Thainess and
factors relevant to the inculcation of Thainess
among Thai young generation. Moreover, certain
suggestions pertinent to the arrangement of
educational approaches for the inculcation of
Thainess among Thai young generation are also
given in this present research. These suggestions
then may become a model or a guideline for the
development of viable educational approaches
that may render eventually to long-term
inculcation of the awareness of Thainess.
Objectives of the Research
1. To explore the inculcation of the
consciousness of desired Thainess in the Context
of Contemporary Thai Society
2. To examine the role of education in
inculcation the consciousness of desired Thainess
among Thai Young Generation in the Context of
Contemporary Thai Society.
3. To present viable options on the
arrangement of educational approaches for the
purpose of the inculcation of the consciousness of
desired Thainess among Thai Young Generation
in the Context of Contemporary Thai Society.
Scope of the Research
The population includes:
1. Tertiary students from Chulalongkorn
University in Bangkok, Burapha and Naresuan
Universities in the upcountry.
2. Teachers from Chulalongkorn, Burapha
and Naresuan Universities
Methodologies
In order to meet those specified objectives,
this present research has been conducted
according to the following steps:
Step 1: Documentary Research -
Definition of Thainess, factors relevant to the
inculcation of Thainess and the role of education
in the inculcation Thainess among Thai youth
are analysed.
Step 2: Quantitative Research - This
aims to reflect the opinions on the consciousness
of Thainess, the recognition of the value of
Thainess, the method (s) for the inculcation
of Thainess, factors relevant to the inculcation
of Thainess and the role of education in the
inculcation Thainess among Thai youth.
Simple Random Sampling is used with the
following population:
1. 100 students from Chulalongkorn,
Burapha and Naresuan Universities each
2. 25 teachers from Chulalongkorn,
Burapha and Naresuan Universities each
Total population: 375
Research Tools: the questionnaires consisting
of 2 versions:
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 201
สมพร เพชรสงค์. Best Practice สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ. สืบค้นเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2551. http://cddweb.
cdd.go.th, 2551
ส�านักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ. (2549) แผนการวิจัยแบบบูรณาการประจ�ำปี พ.ศ. 2549. กรุงเทพมหานคร:
ม.ป.ท.
ส�านักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. (2542) แนวทางการปฏิรูปการศึกษาระดับอุดมศึกษาตามพระราชบัญญัติ
แห่งชาติ พ.ศ. 2542. กรุงเทพมหานคร: ม.ป.ท.
อมรวิชช์ นาครทรรพ. (2543). วีถีคุณภาพ รายงานการวิจัยเชิงกรณีศึกษา เรื่องการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพ
การศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา สังกัดทบวงมหาวิทยาลัย. ศูนย์วิจัยนโยบายการศึกษา, คณะครุศาสตร์,
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
อรุณรุ่ง บุณธนันตพงศ์. การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม. สืบค้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2553. http://www.
polpacon7.ru.ac.th
Altbach P.G. (2003). The Costs and Benefits of World-class University. International higher
education. The Buston college, Center for international higher education.
Keeves, J.P. (1988). Models and model Building. In Keeves, J.P. (ed). Educational Research,
Methodology and Measurement: An International Handbook. Oxford: Pergamon Press.
Jamil Salmi. (2007). Creating World-Class University. 2 nd Conference on WCUs Shanghai Jiao
Tong University. P.R. China.
Rhiddes, G. (1992). The Encyclopedia of Higher Education. Volume 2 Analytical. Perspective:
Pergamon Press.
Journal of education
4
4
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 35
� ข้อสอบชนิดง่าย (ดูรายละเอียดการแปลความค่าต่างๆ ในข้อ 3)
� ข้อสอบชนิดง่าย
• ข้อสอบชนิดง่าย
(ดูรายละเอียดการแปลความค่าต่างๆ
(ดูรายละเอียดการแปลความค่าต่างๆ
ในข้อ
ในข้อ
3)
ข้อ 1. โปรแกรมคอมพิวเตอร์ใดเหมาะกับการน าเสนองานมากที่สุด
3)
ข้อ 1. ข้อ 1.
1.
โปรแกรมคอมพิวเตอร์ใดเหมาะกับการนำาเสนองานมากที่สุด
Microsoft word าเสนองานมากที่สุด
2. Microsoft PowerPoint
1. 3. Microsoft Microsoft 1. Microsoft word Excel word 2. 4. Microsoft Adobe 2. Microsoft Photoshop PowerPoint PowerPoint
Item Group 3. Microsoft 3. Option Microsoft Excel 1 Excel Option 2 4. Adobe Option 4. Adobe Photoshop 3 Photoshop Option 4
---- ----- ----------- ----------- ----------- -----------
Item
1 TOTAL
Group
0
Option
(0.000)
1
30*(1.000)
Option 2
0
Option
(0.000)
3
0
Option
(0.000)
4
---- -----
High
-----------
0 (0.000)
-----------
10 (1.000)
-----------
0 (0.000)
-----------
0 (0.000)
1 TOTAL
Low
0
0
(0.000)
(0.000)
30*(1.000)
11 (1.000)
0
0
(0.000)
(0.000)
0
0
(0.000)
(0.000)
High
Diff 0
(0.000)
(0.000)
10
-1
(1.000)
(0.000) 0
(0.000)
(0.000) 0
(0.000)
(0.000)
Low 0 (0.000) 11 (1.000) 0 (0.000) 0 (0.000)
Diff 0 (0.000) -1 (0.000) 0 (0.000) 0 (0.000)
การวิจารณ์: ค าตอบคือ ตัวเลือกที่ 2 (Option 2) ซึ ่งผู้สอบตอบถูกทุกคนจากคนเข้าสอบทั ้งหมด 30 คน
(ตอบถูก การวิจารณ์: 100%) คำาตอบคือ ตัวเลือกที่ 2 (Option 2) ซึ่งผู้สอบตอบถูกทุกคนจากคนเข้าสอบทั้งหมด 30 คน (ตอบถูก 100%)
การวิจารณ์: คนกลุ่มนี ค าตอบคือ ้มีประสบการณ์ในการใช้โปรแกรม ตัวเลือกที่ 2 (Option 2) ซึ ่งผู้สอบตอบถูกทุกคนจากคนเข้าสอบทั
Microsoft office มานาน ข้อนี ้จึงง่าย
คนกลุ่มนี้มีประสบการณ์ในการใช้โปรแกรม Microsoft office มานาน ข้อนี้จึงง่าย ทำาให้ไม่สามารถจำาแนกกลุ่มสูงกลุ่มต่ำาออกจาก
้งหมด ท าให้ไม่ 30 คน
กันได้ (ตอบถูก สามารถจ
แต่หากผู้สอบเป็นกลุ่มอื่น 100%) าแนกกลุ่มสูงกลุ่มต คนกลุ่มนี ้มีประสบการณ์ในการใช้โปรแกรม ่าออกจากกันได้ แต่หากผู้สอบเป็ นกลุ่มอื่น
ข้อนี้อาจเป็นข้อสอบที่มีค่าความยากเหมาะสมก็ได้ Microsoft ข้อนี
เพราะการวิเคราะห์ข้อสอบตามแนวทางทฤษฎี
office ้ อาจเป็ มานาน นข้อสอบที่มีค่าความยาก
ข้อนี ้จึงง่าย ท าให้ไม่
การทดสอบแบบดั้งเดิมนั้น สามารถจ เหมาะสมก็ได้ าแนกกลุ่มสูงกลุ่มต
เพราะการวิเคราะห์ข้อสอบตามแนวทางทฤษฎีการทดสอบแบบดั
ค่าความยาก ่าออกจากกันได้ (หรือสัดส่วนของการตอบถูก) แต่หากผู้สอบเป็ ขึ้นอยู่กับระดับความสามารถของกลุ่ม นกลุ่มอื่น ข้อนี ้ อาจเป็ ้งเดิมนั นข้อสอบที่มีค่าความยาก
้น (หรือ
กล่าวคือ หากผู้สอบ
เป็นกลุ่มอ่อนจะได้ความยากมีค่าน้อย เหมาะสมก็ได้
สัดส่วนของการตอบถูก) เพราะการวิเคราะห์ข้อสอบตามแนวทางทฤษฎีการทดสอบแบบดั
ขึ ้นอยู ่กับระดับความสามารถของกลุ่ม
(ข้อสอบยากสำาหรับคนอ่อน) และหากผู้สอบเป็นกลุ่มเก่งจะได้ความยากมีค่ามาก
กล่าวคือ หากผู้สอบเป็
้งเดิมนั นกลุ่มอ่อนจะได้ความยาก
้น ค่าความยาก (หรือ(ข้อสอบ
ง่ายสำาหรับคนเก่ง)
สัดส่วนของการตอบถูก) มีค่าน้อย (ข้อสอบยากส าหรับคนอ่อน) ขึ ้นอยู ่กับระดับความสามารถของกลุ่ม และหากผู้สอบเป็ นกลุ่มเก่งจะได้ความยากมีค่ามาก กล่าวคือ หากผู้สอบเป็ นกลุ่มอ่อนจะได้ความยาก
(ข้อสอบง่ายส าหรับ
มีค่าน้อย คนเก่ง) อนึ่ง (ข้อสอบยากส การออกข้อสอบให้คนกลุ่มนี้ตอบ าหรับคนอ่อน) และหากผู้สอบเป็ ควรถามให้ลึกกว่าความรู้ความจำา นกลุ่มเก่งจะได้ความยากมีค่ามาก ได้แก่ ความเข้าใจ การนำาไปใช้ (ข้อสอบง่ายส การวิเคราะห์ าหรับ การ
ประเมินค่า คนเก่ง) และความคิดสร้างสรรค์
อนึ ่ ง การออกข้อสอบให้คนกลุ่มนี ้ ตอบ ควรถามให้ลึกกว่าความรู้ความจ า ได้แก่ ความเข้าใจ การ
น าไปใช้ การวิเคราะห์ อนึ ่ ง การออกข้อสอบให้คนกลุ่มนี
การประเมินค่า และความคิดสร้างสรรค์
้ ตอบ ควรถามให้ลึกกว่าความรู้ความจ า ได้แก่ ความเข้าใจ การ
น าไปใช้ การวิเคราะห์ การประเมินค่า • ข้อสอบชนิดยาก และความคิดสร้างสรรค์
� ข้อสอบชนิดยาก (หรือผู้ออกข้อสอบเข้าใจเนื
(หรือผู้ออกข้อสอบเข้าใจเนื้อหาผิด)
้อหาผิด)
ข้อ 2. จังหวัดใดต่อไปนี้ � ข้อสอบชนิดยาก ไม่ได้อยู่ในเขตปริมณฑล
(หรือผู้ออกข้อสอบเข้าใจเนื ้อหาผิด)
ข้อ
1.
2. จังหวัดใดต่อไปนี
จังหวัดสมุทรปราการ
้ ไม่ได้อยู ่ในเขตปริมณฑล
2. จังหวัดนนทบุรี
ข้อ 2. 3. จังหวัดใดต่อไปนี
จังหวัดปทุมธานี
1. จังหวัดสมุทรปราการ ้ ไม่ได้อยู ่ในเขตปริมณฑล 4. จังหวัดสมุทรสาคร
2. จังหวัดนนทบุรี
1. 3. จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดปทุมธานี 2. 4. จังหวัดนนทบุรี
จังหวัดสมุทรสาคร
Item Group 3. จังหวัดปทุมธานี Option 1 Option 2 Option 4. จังหวัดสมุทรสาคร
3 Option 4
---- ----- ----------- ----------- ----------- -----------
Item
2
Group
TOTAL
Option
3 (0.100)
1 Option
3*(0.100)
2 Option
1 (0.033)
3 Option
23 (0.767)
4
---- -----
High
-----------
0 (0.000)
-----------
1 (0.100)
-----------
0 (0.000)
-----------
9 (0.900)
2 TOTAL
Low 3
(0.100)
(0.273)
3*(0.100)
0 (0.000)
1
0
(0.033)
(0.000)
23
8
(0.767)
(0.727)
High
Diff -3(-0.273)
0 (0.000) 1
(0.100)
(0.100) 0
(0.000)
(0.000)
9
1#(0.173)
(0.900)
# is Low option that 3 (0.273) discriminates 0 (0.000) better 0 than (0.000) keyed 8 answer (0.727)
Diff -3(-0.273) 1 (0.100) 0 (0.000) 1#(0.173)
# is option that discriminates better than keyed answer
การวิจารณ์: ถ้าพิจารณาจากสัดส่วนของการตอบถูกตามเฉลยของผู้ออกข้อสอบคือ ตัวเลือกที่สองแล้ว
การวิจารณ์: ถ้าพิจารณาจากสัดส่วนของการตอบถูกตามเฉลยของผู้ออกข้อสอบคือ ตัวเลือกที่สองแล้ว ข้อ
ข้อนี ้จัดอยู
นี้จัดอยู่ในระดับยาก การวิจารณ์: ่ในระดับยาก
(ตอบถูก ถ้าพิจารณาจากสัดส่วนของการตอบถูกตามเฉลยของผู้ออกข้อสอบคือ (ตอบถูก 10%) แต่ถ้าพิจารณาตามประกาศของกระทรวงมหาดไทยแล้ว
10%) แต่ถ้าพิจารณาตามประกาศของกระทรวงมหาดไทยแล้ว ตัวเลือกที่สองแล้ว
ตัวเลือกทั ้งสี่ตัว
ตัวเลือกทั้งสี่ตัวเป็น
จังหวัดที่อยู่ในเขตปริมณฑล ข้อนี เป็ นจังหวัดที่อยู ้จัดอยู ่ในระดับยาก ่ในเขตปริมณฑล (ตอบถูก ไม่มีจังหวัดใดอยู่นอกเขตปริมณฑลเลย 10%) ไม่มีจังหวัดใดอยู แต่ถ้าพิจารณาตามประกาศของกระทรวงมหาดไทยแล้ว ่นอกเขตปริมณฑลเลย จึงไม่มีค าตอบถูก แต่ผู้ออกข้อสอบ
จึงไม่มีคำาตอบถูก แต่ผู้ออกข้อสอบเฉลยตัว
ตัวเลือกทั ้งสี่ตัว
เลือกตัวที่สอง เป็ เฉลยตัวเลือกตัวที่สอง นจังหวัดที่อยู และผู้ตอบส่วนใหญ่
่ในเขตปริมณฑล และผู้ตอบส่วนใหญ่ ไม่มีจังหวัดใดอยู (76.7%) เดาตัวเลือกตัวที่สี่
(76.7%) เดาตัวเลือกตัวที่สี่
่นอกเขตปริมณฑลเลย จึงไม่มีค าตอบถูก แต่ผู้ออกข้อสอบ
เฉลยตัวเลือกตัวที่สอง ในกรณีเช่นนี ้
ในกรณีเช่นนี้ ถ้าไม่มีการวิเคราะห์ข้อสอบ
และผู้ตอบส่วนใหญ่ ถ้าไม่มีการวิเคราะห์ข้อสอบ (76.7%) ก็จะไม่ทราบว่า
ก็จะไม่ทราบว่า
เดาตัวเลือกตัวที่สี่ ผู้ออกข้อสอบมีความเข้าใจเรื่องนี ้ผิด
ผู้ออกข้อสอบมีความเข้าใจเรื่องนี้ผิด
ในกรณีเช่นนี ้ ถ้าไม่มีการวิเคราะห์ข้อสอบ ก็จะไม่ทราบว่า ผู้ออกข้อสอบมีความเข้าใจเรื่องนี ้ผิด
Journal of education
้
้
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 145
บุคคล เมื่อบุคคลต้องประสบกับเหตุการณ์อันเลวร้าย สิ่งที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของแต่ละบุคคล อันได้แก่ความ
หรือประสบการณ์ในด้านลบของชีวิต ความหยุ่นตัวจะ รู้สึก ทัศนคติ และความเชื่อที่เกิดขึ้นภายในตนเอง
ทำาให้บุคคลนั้นสามารถที่จะมีความอดทนอดกลั้น และ 3. สิ่งที่ฉันทำาได้ (I can) เป็นทักษะทางสังคม
สามารถที่จะเผชิญหน้ากับความเจ็บปวด ล้มเหลว และ รวมถึงการมีสัมพันธภาพระหว่างบุคคลอื่น ๆ ด้วย โดย
ทุกข์ทรมานต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และสามารถดำารงชีวิต ทำาการเรียนรู้ทักษะเหล่านี้ผ่านทางการสร้างปฏิสัมพันธ์ 6
ได้อย่างเป็นสุข มีพื้นฐานแนวคิดมาจากองค์ประกอบที่
2. สิ่งที่ฉันเป็ น (I am) เป็นปัจจัยที่จะเสริมสร้างสิ่งที่เกิดขึ
กับสิ่งต่าง ๆ ทั้งจากตัวตนของตนเอง ้นภายในจิตใจของแต่ละบุคคล และการสั่งสอน อัน
สำาคัญ 3 ได้แก่ความรู้สึก ประการ (Grotberg, ทัศนคติ 1995) และความเชื่อที่เกิดขึ ได้แก่ ้นภายในตนเอง จากผู้อื่น เช่น การสื่อสาร การจัดการกับความรู้สึก
1. สิ่งที่ฉันมี
3.
(I
สิ่งที่ฉันทําได้
Have) คือการได้รับรู้แหล่ง
(I can) เป็นทักษะทางสังคม
การรับรู้อารมณ์ของตนเอง
รวมถึงการมีสัมพันธภาพระหว่างบุคคลอื่น
และผู้อื่น เป็นต้น
ๆ
สนับสนุนภายนอก ที่จะส่งเสริมให้เกิดความสามารถใน วิธีปกติ หมายถึง วิธีการให้ช่วยเหลือเด็กที่มี
ด้วย โดยทําการเรียนรู้ทักษะเหล่านี ้ผ่านทางการสร้างปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่าง ๆ ทั ้งจากตัวตนของตนเอง และ
การฟื้นฟูจิตใจ โดยในส่วนนี้จะมุ่งพัฒนาการซึ่งนำาไปสู่ ประสบการณ์ทางลบ ทางร่างกาย จิตใจ และสังคม ของ
การสั่งสอนจากผู้อื่น เช่น การสื่อสาร การจัดการกับความรู้สึก การรับรู้อารมณ์ของตนเอง และผู้อื่น เป็น
ความรู้สึกมั่นคง และปลอดภัย เช่น การมีตัวแบบ การมี สถานสงเคราะห์เด็กชาย
ความไว้วางใจในความสัมพันธ์
ต้น
การมีอิสระในการกระทำา
ตัวแปรต้น
สิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง วิธีปกติ เป็นต้น หมายถึง วิธีการให้ช่วยเหลือเด็กที่มีประสบการณ์ทางลบ ทางร่างกาย จิตใจ และสังคม
2. ของสถานสงเคราะห์เด็กชาย
สิ่งที่ฉันเป็น (I am) เป็นปัจจัยที่จะเสริมสร้าง
ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม
วิธีการให้คําปรึกษา 2 วิธี และ ระยะเวลาในการ
ทดลอง ดังนี
1. วิธีการให้คําปรึกษา
1.1. วิธีการให้คําปรึกษาทฤษฏีโปรแกรมภาษา
ประสาทสัมผัสด้วยเทคนิคการปรับมโนภาพ
1.2. วิธีปกติ
2. ระยะเวลาในการทดลองมี 3 ระยะ ดังนี
2.1 ระยะก่อนการทดลอง
2.2 ระยะหลังการทดลอง
2.3 ระยะติดตามผล
ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการวจัย
ตัวแปรตาม
ความหยุ่นตัว
ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย
ทฤษฎีโปรแกรมภาษาประสาทสัมผัส
ทฤษฎีโปรแกรมภาษาประสาทสัมผัส
ทฤษฏีโปรแกรมภาษาประสาทสัมผัสเป็นทฤษฏีที่มุ่งเน้นในการช่วยเหลือบุคคลจากภายในโดย
ทฤษฏีโปรแกรมภาษาประสาทสัมผัสเป็นทฤษฏี
อาศัยกระบวนการต่าง ๆ จากเทคนิคอันหลากหลาย ภายใต้พื กระบวนการต่าง ้นฐานความคิดที่ว่า ๆ จากเทคนิคอันหลากหลาย ภายใต้
ที่มุ่งเน้นในการช่วยเหลือบุคคลจากภายในโดยอาศัย
การแสดงออกต่าง ๆ ของบุคคล ความรู้สึก ความคิด ล้วนแต่เป็นการแสดงออกผ่านทางการมองเห็นโลก
พื้นฐานความคิดที่ว่า
เพียงส่วนหนึ ่งเท่านั ้น โดยที่บุคคลมองเห็นโลกในส่วนต่าง ๆ ผ่านทางการคัดกรองจากประสบการณ์
ส่วนตัวของบุคคลเอง ทฤษฏีโปรแกรมภาษาประสาทสัมผัสทํางานภายใต้ส่วนประกอบหลักสามประการที่
Journal of education
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 73
องค์ประกอบและตัวบ่งชี้การเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม
ยอดนิยมเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ จังหวัดชายแดนภาคใต้
Factors and Indicators Affecting Popularity of Private
Islamic Schoolsin the Special Development Zone of
Southern Border Provinces
รัชตา ธรรมเจริญ*
E:mail.rutchata_17@hotmail.com
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาองค์ประกอบและตัวบ่งชี้การเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม
ยอดนิยม เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเพื่อยืนยันความเที่ยงตรงตามสภาพจริง(Concurrent
Validity)ของตัวบ่งชี้ดังกล่าวกับกลุ่มผู้รู้แจ้งชัด (Known Group) ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องตลอด
จนการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อกำาหนดเป็นองค์ประกอบและตัวบ่งชี้ จากนั้นใช้วิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบ
เชิงสำารวจ (Exploratory Factor Analysis) สกัดปัจจัยเพื่อพิจารณาจัดกลุ่มตัวแปรด้วยวิธีวิเคราะห์องค์ประกอบ
หลัก และหมุนแกนแบบออโธโกนอลด้วยวิธีแวริแมกซ์ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประเมินค่า 5
ระดับ มีความเที่ยงตรงตามเนื้อหาโดยการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญได้ค่า CVI เท่ากับ .98 และมีค่าความเชื่อมั่น
เท่ากับ .98 กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารและครู จำานวนทั้งสิ้น 892 คน จากนั้นผู้วิจัยได้นำาตัวบ่งชี้ที่ได้จากการดำาเนิน
การข้างต้นมาสร้างแบบสอบถาม เพื่อรวบรวมข้อมูลจากผู้ปกครองนักเรียนจำานวน 30 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้
การทดสอบค่าที(t-test) ตามเกณฑ์การแปลความหมายค่าเฉลี่ยระดับมาก (µ=3.50) ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์
สำาเร็จรูป เพื่อยืนยันความเที่ยงตรงตามสภาพจริง
จากการศึกษาในขั้นต้น พบว่า การเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามยอดนิยมเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ
จังหวัดชายแดนภาคใต้ นั้นประกอบด้วย 7 องค์ประกอบหลัก 88 ตัวบ่งชี้ แต่เมื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำารวจ
พบว่า สามารถจัดได้ใหม่เป็น 8 องค์ประกอบ 51 ตัวบ่งชี้ อธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 69.15 เรียงตามค่าน้ำาหนัก
องค์ประกอบจากมากไปน้อยตามลำาดับคือ จริยธรรมของนักเรียนตามหลักศาสนาอิสลาม (10 ตัวบ่งชี้) พฤติกรรม
ของนักเรียนตามหลักการอิสลาม (9 ตัวบ่งชี้ ) ภาวะผู้นำาของผู้บริหาร (7 ตัวบ่งชี้) คุณภาพของครูและบุคลากร
(8 ตัวบ่งชี้) ยุทธศาสตร์การสอน (4 ตัวบ่งชี้) คุณภาพด้านวิชาการของนักเรียน (5 ตัวบ่งชี้) ปรัชญาและ
เป้าหมายของโรงเรียน (4 ตัวบ่งชี้) และ แหล่งเรียนรู้ (4 ตัวบ่งชี้) ทั้งนี้ตัวบ่งชี้ทั้ง 51 ตัวบ่งชี้ มีความเที่ยงตรงตาม
สภาพจริง(Concurrent Validity)
คําสําคัญ องค์ประกอบโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามยอดนิยม,ตัวบ่งชี้โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามยอด
นิยม,จังหวัดชายแดนภาคใต้
*นิสิตหลักสูตรการศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล
Journal of education
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 111
ทดลองใช้หลักสูตรท้องถิ่นอย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่
ระดับ .01 เจตคติที่มีต่อเพลงพื้นบ้านหลังการทดลอง
ใช้หลักสูตรท้องถิ่นเพลงพื้นบ้านสูงกว่าก่อนการทดลอง
ใช้หลักสูตรท้องถิ่นอย่างมีนัยสำาคัญที่ ระดับ .01 ทักษะ
การร้องเพลงพื้นบ้านหลังการทดลองใช้หลักสูตรท้องถิ่น
เพลงพื้นบ้านสูงกว่าเกณฑ์ที่กำาหนด ไว้อย่างมีนัยสำาคัญ
ทางสถิติที่ระดับ .01
จากผลการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น หลักสูตรท้อง
ถิ่นแบบบูรณาการ เรื่อง อาชีพการทำาสวนลำาไยในชุมชน
โป่งน้ำาร้อน มีคุณภาพสูงหรือดีมาก มีความสอดคล้อง
กับสภาพและความต้องการของท้องถิ่นและผู้เรียน หลัง
จากนำาไปทดลองใช้ พบว่า หลักสูตรที่สร้างขึ้น มีหลักการ
จุดมุ่งหมาย โครงสร้างเนื้อหา อัตราเวลาเรียน สื่อ แหล่ง
เรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลมีความ
สอดคล้องกัน ทำาให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจ ในเรื่อง
พืชเศรษฐกิจประจำาท้องถิ่น และอาชีพของคนในชุมชน
คืออาชีพการทำาสวนลำาไย มีทักษะการปฏิบัติงานดีมาก
และมีเจตคติที่ดีต่อหลักสูตรท้องถิ่น ตลอดจนเกิดความ
รัก ความภาคภูมิใจในอาชีพของท้องถิ่น และสามารถนำา
ความรู้ที่ได้ไปใช้ในชีวิตประจำาวัน
ข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะในการนำาหลักสูตรไปใช้
1. ครูผู้สอนสามารถนำาหลักสูตรบูรณาการ กลุ่ม
สาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง อาชีพ
การทำาสวนลำาไยในชุมชนโป่งน้ำาร้อน สำาหรับนักเรียน
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียน บ้านโป่งน้ำาร้อน ไป
ปรับใช้ให้เหมาะสมกับความต้องการของท้องถิ่นและ
บริบทของแต่ละท้องถิ่น
2. การสร้างหลักสูตรท้องถิ่นในโรงเรียนควรศึกษา
ความต้องการของท้องถิ่นนั้น ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับ
ความต้องการของโรงเรียนและท้องถิ่น
ข้อเสนอแนะในการทำาวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรมีการสร้างหรือพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น
กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ในสาระ
อื่นและระดับชั้นอื่นๆ โดยใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นที่หลาก
หลาย เช่น เงาะ มังคุด สละ กระวานหรือพืชอื่น ๆ ที่มี
อยู่ในชุมชน เป็นต้น
2. ควรมีการทำาวิจัย การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น
โดยเน้นกิจกรรมการเรียนรู้ที่ใช้รูปแบบการเรียนการสอนที่
เหมาะสมกับเนื้อหา ตามหลักสูตรที่พัฒนาขึ้น เช่น กลุ่ม
สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
เป็นต้น
Journal of education
ใบสมัครสมาชิกวารสารศึกษาศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
http://www.edu.buu.ac.th/journal/
อัตราค่าสมาชิก 1 ปี / ๔๕๐ บาท
ประเภทสมาชิก สมัครใหม่ ต่ออายุ
๒ ปี/ ๙๐๐ บาท
ประเภทบุคคล กรุณากรอกข้อมูลสมาชิก (ตัวบรรจง)
ชื่อ-สกุล (นาย/นาง/นางสาว)
(ที่อยู่ / ที่ทำางาน)
เลขที่ หมู่ที่ ซอย ถนน ตำาบล/แขวง
อำาเภอ/เขต จังหวัด รหัสไปรษณีย์ โทรศัพท์มือถือ
E-mail
โดยเริ่มรับ ฉบับปีที่ ถึงฉบับปีที่
พร้อมนี้ ได้ส่ง เงินสด บาท ตั๋วแลกเงิน/ธนาณัติ เลขที่ จำานวน บาท
ประเภทหน่วยงาน
ชื่อหน่วยงาน ชื่อผู้ติดต่อ
เลชที่ หมู่ที่ ซอย ถนน ตำาบล/แขวง
อำาเภอ/เขต จังหวัด รหัสไปรษณีย์ โทรศัพท์
โดยออกใบเสร็จในนาม (โปรดระบุ)
และจัดส่งวารสารตาม ที่อยู่หน่วยงาน อื่น ๆ (ระบุ)
โดยเริ่มรับ ฉบับปีที่ ถึงฉบับปีที่
เลขที่สมาชิก ส. ................../ พ.ศ. ..............
บ. ................./ พ.ศ. ...............
พร้อมนี้ ได้ส่ง เงินสด บาท ตั๋วแลกเงิน/ธนาณัติ เลขท จำานวน บาท
ลงชื่อ .......................................................... (ผู้สมัคร)
………./…………/………….
การชำาระค่าสมาชิก
( ) ตั๋วแลกเงิน/ธนาณัติ การสั่งจ่าย ในนาม คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาบูรพา ปทฝ. ม.บูรพา ๒๐๑๓๑
( ) เงินสด (กรณีสมัครด้วยตนเอง) สำานักงานคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ ชั้น๒ อาคาร ๖๐ พรรษามหาราชินี๑
ส่งใบสมัครมาที่ : กองบรรณาธิการวารสารศึกษาศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
๑๖๙ ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี ๒๐๑๓๑
โทร. ๐๓๘-๑O๒๐๒๑ โทรสาร ๐๓๘-๓๙๑๐๔๓ E-mail:edubuu_journal@hotmail.com
สำาหรับเจ้าหน้าที่การเงิน
ใบเสร็จรับเงิน เล่มที่................................ เลขที่ ......................
เป็นเงิน .................. บาท วันที่รับค่าสมัคร...............................
ลงชื่อ.......................................
สำาหรับเจ้าหน้าที่จัดทำาทะเบียนวารสาร
เลขที่สมาชิก (กรณีต่ออายุสมาชิก)….............................
ฉบับที่ .......... ปีที่.............ถึง ฉบับที่ ......... ปีที่............
วันที่ทำาการบันทึกทะเบียน…........................................
ลงชื่อ.......................................
แบบเสนอบทความ
เพื่อพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
เรียน บรรณาธิการวารสารศึกษาศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
ผู้ส่งบทความ (ผู้เขียน/ผู้วิจัย) ชื่อ……….………………นามสกุล……………………………..……..........
ชื่อ-นามสุกล(ภาษาอังกฤษ) ……………………………….........………………………………..........…...………
ส่งในนาม คณาจารย์ /เจ้าหน้าที่ นิสิตระดับปริญญาโท/เอก อื่นๆ ระบุ................................
หน่วยงาน(สังกัด)……………………………………………………………………………………………………
ตำาแหน่งทางวิชาการ (ถ้ามี) ……………………...........….....ตำาแหน่งบริหาร (ถ้ามี) ……………………………
ที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้สะดวก เลขที่............หมู่ที่.......... ซอย…………………ถนน…………………………..
ตำาบล/แขวง………………………..อำาเภอ/เขต………………..จังหวัด……………..รหัสไปรษณีย์………………
โทรศัพท์…………………..โทรสาร……………………มือถือ…………………E-mail……………..……………
มีความประสงค์ขอส่ง
บทความวิชาการ (Academic articles) บทความวิจัย (Research articles)
ปริทรรศน์หนังสือ* (Book review)
ทบทวนประเด็นการวิจัย (Article review)
ชื่อเรื่อง (ภาษาไทย)……………………………………………………………….…………………………………
……………………………….………………………………………………………………………………………
ชื่อเรื่อง (ภาษาอังกฤษ)………………………………………………………………………………………………
……………………………….………………………………………………………………………………...........
ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์
จำานวน 2,500.-บาท ต่อหนึ่งบทความ
ได้รับการยกเว้นตามเงื่อนไขของคณะศึกษาศาสตร์ เพราะ
เป็นบุคลากรประจำาคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
เป็นนิสิตปัจจุบันของคณะศึกษาศาสตร์ ระดับ............................(แสดงหลักฐานแนบ)
อื่น ๆ…………………………………………………………………………………
ข้าพเจ้าขอรับรองข้อเขียนที่เสนอตีพิมพ์ในวารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ดังนี้
๑. ไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ในรูปแบบหรือแหล่งตีพิมพ์ใดๆ มาก่อนทั้งสิ้น
๒ ไม่อยู่ระหว่างการนำาเสนอเพื่อพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารหรือแหล่งเผยแพร่อื่นใด พร้อมกัน ไม่ว่า
ในประเทศหรือต่างประเทศ
๓. ข้อความ/รูปภาพ/ข้อมูล ทั้งหมดที่ปรากฏ รับรองว่าเป็นผลงานของข้าพเจ้า หากมีการอ้างอิงผล
งานผู้อื่น ข้าพเจ้าได้มีการดำาเนินการตามระเบียบกฎหมายว่าด้วยลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และจรรยาบรรณทางวิชาการ
อย่างครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว
๔. กรณีเป็นงานวิจัย ข้าพเจ้าได้มีระบบและกลไกการคำานึงถึงจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์และสัตว์
ทดลอง ครบถ้วนตามจรรยาบรรณการวิจัยโดยสมบูรณ์แล้ว
ข้าพเจ้าขอรับรองว่าข้อความทั้งหมดข้างต้นเป็นความจริงทุกประการ
ลงนาม……………………………………..............เจ้าของผลงาน
(….………………………….………………………)
วันที่………./……………/…………..
108
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Journal of education
เรื่องการแปรรูปผลผลิต ใช้การเรียนรู้โดยการสืบเสาะหา
ความรู้ 5 ขั้นตอน(5E) ในแผนที่ 7 เรื่องการทำาแผ่นพับ
ด้วยโปรแกรม Microsoft Publisher เรื่องการจัดการ
ผลผลิตโดยการทำาโครงงาน การจัดการเรียนรู้แบบที่เน้น
การปฏิบัติ ในแผนที่ 4 เรื่องการเพิ่มผลผลิตลำาไย แผนที่
5 เรื่องโรคและแมลงศัตรูพืชของลำาไยและแผนที่ 6 เรื่อง
การเร่งการออกดอกของลำาไยโดยใช้สารคลอเรต การเรียน
รู้ผ่านโครงงานในแผนที่ 9 เพื่อให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการ
เรียนรู้ ทักษะกระบวนการที่สำาคัญที่จะสามารถนำาไป
ประกอบอาชีพต่อไปในอนาคต
ขั้นที่ 7 การวัดและประเมินผล ได้กำาหนดเกณฑ์
การวัดผลและประเมินผลตามจุดประสงค์การเรียนรู้ และ
สร้างเครื่องมือในการวัดและการประเมินผลด้านความรู้
ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนครอบคลุม
เนื้อหาสาระกับทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่นำามาบูรณาการ
การวัดและประเมินผลด้านทักษะการปฏิบัติงานโดยใช้
แบบสังเกตทักษะการปฏิบัติงาน การวัดและประเมินผล
เจตคติที่ดีต่อการประกอบอาชีพการทำาสวนลำาไยโดยใช้
แบบวัดเจตคติ
จึงได้หลักสูตร (ฉบับร่าง) ขึ้นมาเพื่อนำาประเมิน
หลักสูตรก่อนนำาไปใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง
ขั้นที่ 3 การประเมินหลักสูตรก่อนนำาไปใช้
ใช้การประเมินหลักสูตรแบบปุยซองค์ (Puissance
Measure ) พบว่าหลักสูตรมีความเหมาะสมกับสภาพ
ท้องถิ่นของผู้เรียนและมีประโยชน์ต่อชีวิตประจำาวัน โดย
มีค่า P.M. ทั้งฉบับเท่ากับ 13.06 เป็นการนำาหลักสูตรไป
ให้ผู้เชี่ยวชาญ 3 ตรวจสอบคุณภาพหลักสูตร ซึ่งประเมิน
3 ด้าน คือ ด้านจุดประสงค์ ด้านกิจกรรมการเรียนรู้และ
ด้านการวัดและการประเมินผล ซึ่งแสดงว่าหลักสูตรที่มี
คุณภาพสูงหรือดีมาก
ขั้นที่ 4 การทดลองใช้หลักสูตร
นำาหลักสูตรบูรณาการที่สร้างแล้วไปทดลองใช้กับ
นักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่
ปที่ 1 ของโรงเรียนบ้านโป่งน้ำาร้อนจำานวน 50 คน แล้ว
นำาไปปรับปรุง แก้ไข แล้วนำาไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนบ้านโป่งน้ำาร้อน
สำานักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี เขต 2 จำานวน 1
ห้อง นักเรียนทั้งหมด 25 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบ
เจาะจง (Purposive Sampling) ในภาคเรียนที่ 2 ปีการ
ศึกษา 2552 ใช้เวลาเรียนรวม 18 ชั่วโมงใช้แบบแผนการ
ทดลองแบบ One-group Pretest - Posttest Design
โดยทดสอบนักเรียนก่อนการทดลอง (Pre – test) ด้วย
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบวัด
เจตคติต่ออาชีพการทำาสวนลำาไย หลังจากนั้นทดสอบหลัง
เรียน (Post – test) ด้วยแบบทดสอบฉบับเดียวกันที่ใช้
ทดสอบก่อนการทดลองและ ใช้แบบวัดทักษะการปฏิบัติ
งาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย (Mean) และความ
เบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติทดสอบค่าที (t – Test) แบบ
Dependent โดยใช้โปรแกรม SPSS
ขั้นที่ 5 การปรับปรุงแก้ไขหลักสูตร
หลังจากนำาหลักสูตรท้องถิ่นบูรณาการ กลุ่มสาระ
การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง อาชีพการ
ทำาสวนลำาไยในชุมชนโป่งน้ำาร้อน สำาหรับนักเรียนระดับ
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านโป่งน้ำาร้อนไปทดลอง
ใช้ สามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนให้สูงขึ้น เจตคติ
หลังจากการใช้หลักสูตรสูงขึ้น มีทักษะการปฏิบัติงานสูง
ตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำาหนด จึงเป็นหลักสูตรที่เหมาะ
สมกับผู้เรียน จึงนำาหลักสูตรที่พัฒนาแล้วไปใช้ได้ทันที
้
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 17
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นจึงเกิดโปรแกรม
การสอนที่มุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมทางการอ่าน
(Reading Readiness Program) ที่ยึดหลักสภาพ
ความพร้อมในการเรียนรู้การอ่านของเด็กรายบุคคลบน
พื้นฐานความต้องการและความมุ่งหมายที่ได้กำาหนดไว้
การสอนจะเป็นไปทีละลำาดับขั้นตอนเมื่อเด็กมีวุฒิภาวะ
(maturity) ทางร่างกาย และสติปัญญาหรือสภาพที่
เด็กสามารถรับรู้และเข้าร่วมกิจกรรมทางภาษาได้ดี
และมีอุปสรรคน้อยที่สุดที่จะช่วยให้การรับรู้หนังสือ
เป็นไปได้ด้วยดี (บันลือ พฤกษะวัน, 2532 หน้า 26)
การเตรียมความพร้อมทางการอ่านสำาหรับเด็กปฐมวัย
จะช่วยให้เด็กพัฒนาความสามารถทางการอ่านอย่าง
ต่อเนื่องเป็นขั้นตอน โปรแกรมการสอนภาษาตามแนว
นี้จะสอนความรู้และทักษะย่อยต่าง ๆ เช่น การจำาแนก
เสียงที่ฟัง การบอกชื่อและออกเสียงพยัญชนะ การจำาแนก
ความเหมือนและความแตกต่างของพยัญชนะและคำา การ
ต่อเติมต่ออักษรให้สมบูรณ์ตามแบบอย่าง การเชื่อม
โยงสัญลักษณ์กับสิ่งของที่ตรงกับสัญลักษณ์ การจำาคำา
ต่างๆ ที่ได้ยินและเชื่อมโยงเป็นคำาที่สมบูรณ์
(Morrow & Tracey, 2007 p.112; นงเยาว์ แข่งเพ็ญ
แข,ประภาพันธุ์ นิลอรุณ และสมศักดิ์ ศรีมาโนช, 2552
หน้า 136-148 อ้างถึงในถาวร ษารักษ์, 2546 หน้า
32-36) ซึ่งแนวการสอนแบบนี้ยังคงพบเห็นได้ในปัจจุบัน
แม้ว่าโปรแกรมการสอนที่มุ่งเน้นการเตรียมความพร้อม
ทางการอ่านจะก่อให้เกิดผลดีต่อตัวเด็กในด้านต่างๆ
เช่น เด็กจะเกิดทัศนคติที่ดีต่อการเรียนภาษา มีสุขภาพ
จิตดี มีความมั่นใจในตนเอง อีกทั้งเป็นการลดความ
ล้มเหลวในการเรียนภาษาที่จะเกิดขึ้นในระยะแรก แต่ก็
ยังไม่เป็นที่นิยมสำาหรับผู้ปกครองบางท่านที่ไม่เห็นด้วย
กับการรอให้เด็กพร้อมก่อนที่จะสอนอ่านเขียนอย่างเป็น
ทางการ เนื่องจากผู้ปกครองเหล่านี้ต่างต้องการให้บุตร
หลานเป็นคนเก่งสามารถอ่านออกเขียนได้เพื่อจะได้
ผ่านการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อระดับประถมศึกษาปีที่ 1
ในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงหรือโรงเรียนที่ตนต้องการให้บุตร
หลานเข้าศึกษาต่อ
ต่อมานักการศึกษาและนักจิตวิทยาหลายท่าน
พยายามศึกษาธรรมชาติการเรียนรู ้ภาษาและการรู ้หนังสือ
ของเด็ก พบว่า เด็กมีธรรมชาติการเรียนรู้ที่ติดตัวก่อน
เข้าสู ่ระบบโรงเรียน กล่าวคือเด็กจะเรียนรู ้ความรู ้ทุกอย่าง
เกี่ยวกับภาษาเช่น ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับหนังสือและ
ตัวหนังสือ ทิศทางในการอ่าน การออกเสียงของคำา
ประโยค หรือหลักเกณฑ์ทางภาษา ด้วยการเลียนแบบและ
ลองผิดลองถูก ในลักษณะแบบองค์รวม (Holistic) จน
กระทั่งสามารถอ่านเขียนได้ถูกต้องอย่างเป็นทางการ
(เฉลิมชัย พันธ์เลิศ, 2540) ด้วยความรู้ดังกล่าวนำาไปสู่
การพัฒนาการสอนภาษาแนวใหม่ที่เรียกว่า การสอน
ภาษาแบบองค์รวม (Whole Language Approach)
เพื่อประยุกต์ใช้ในการสอนอ่านเขียน ด้วยความเชื่อว่าเด็ก
เรียนรู้อ่านเขียนจากการใช้จริงในชีวิตประจำาวันเช่นเดียว
กับการฟังและการพูด ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นแนวการ
สอนอ่านเขียนที่เหมาะกับพัฒนาการของเด็กและ
สอดคล้องกับความต้องการและความสนใจของเด็ก ไม่
เน้นการสอนแยกทักษะเพื่อให้เด็กจดจำา แต่เป็นการเรียน
รู ้และใช้ภาษาอย่างมีจุดมุ ่งหมายในชีวิตจริง (บุษบง ตันติ
วงศ์, 2536) นับเป็นการพัฒนาการรู้หนังสือของเด็ก
อย่างค่อยเป็นค่อยไปซึ่งจะส่งผลดีต่อตัวเด็กใน
ระยะยาว อย่างไรก็ตามแม้จะเป็นที่ยอมรับว่า การสอนให้
เด็กรู ้หนังสือตามแนวการสอนภาษาแบบองค์รวมจะช่วย
เพิ่มพูนศักยภาพทางการอ่านเขียนในอนาคต แต่ก็ยังมีผู
ปกครองส่วนหนึ่งที่ยังรู้สึกไม่มั่นใจเนื่องจากไม่ค่อยเห็น
ความก้าวหน้าทางการอ่านเขียนของลูกเมื่อเปรียบเทียบ
กับเด็กที่เรียนอ่านเขียนแบบเดิม กล่าวคือ เด็กที่เรียนอ่าน
เขียนแบบเดิมจะสามารถอ่านเขียนพยัญชนะสระและ
สะกดคำาศัพท์ง่าย ๆ ได้ ในขณะที่เด็กที่เรียนตามแนวการ
สอนภาษาแบบองค์รวมจะแสดงพฤติกรรมการรู้หนังสือ
ที่ช้า เช่น เด็กไม่แน่ใจในการออกเสียง ออกเสียงไม่ชัดเจน
ชอบเดาความหมาย สะกดคำาผิด เขียนพยัญชนะไม่เป็น
หรือไม่ครบทุกพยัญชนะ
Journal of education
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 105
ขั้นตอนในการพัฒนาหลักสูตร
การวิจัยครั้งนี้เพื่อพัฒนาหลักสูตรกลุ่มสาระการ
เรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง อาชีพการทำา
สวนลำาไยในชุมชนโป่งน้ำาร้อน สำาหรับนักเรียนระดับชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนบ้านโป่งน้ำาร้อน ผู้วิจัยได้ศึกษา
แนวคิดในการพัฒนาหลักสูตรของทาบา (Taba, 1962
อ้างถึงใน สงัด อุทรานันท์, 2532, หน้า 38-43) โดยผู้
วิจัยได้นำารูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของทาบา มาใช้ใน
ขั้นตอนการสร้างหลักสูตรดังนี้
1. การศึกษาข้อมูลพื้นฐาน
2. การสร้างหลักสูตร มีกิจกรรมดำาเนินการ
7ประการคือ
2.1 วินิจฉัยความต้องการ
2.2 การกำาหนดจุดประสงค์เฉพาะ
2.3 การเลือกเนื้อหา
2.4 การจัดลำาดับเนื้อหาสาระ
2.5 การคัดเลือกประสบการณ์การเรียนรู้ โดย
ใช้รูปแบบการเรียนรู้ CIPPA Model การเรียนรู้โดยรูป
แบบวงจรการเรียนรู้ 5 E (5E Learning Cycle Model)
การเรียนรู้ผ่านโครงงานการจัดการเรียนรู้แบบที่เน้นการ
ปฏิบัติ การเรียนรู้แบบร่วมมือ
2.6 การจัดลำาดับประสบการณ์การเรียนรู้
2.7 การกำาหนดแนวทางการประเมินผล
3. การประเมินหลักสูตรก่อนนำาไปใช้
4. การทดลองใช้หลักสูตร
5. การปรับปรุงแก้ไขหลักสูตร
นิยามศัพท์เฉพาะ
1. หลักสูตรท้องถิ่น หมายถึง รายละเอียดเนื้อหา
สาระ แผนการจัดการเรียนรู้ สื่อการเรียนการสอน เอกสาร
ความ รู้ หนังสือประสบการณ์ที่จัดทำาขึ้นให้สอดคล้อง
กับท้องถิ่น ซึ่งมีความแตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น ทั้ง
สามารถนำาประสบการณ์นั้นมาพัฒนาความเป็นอยู่ในชีวิต
อาชีพ และสังคมให้ดียิ่งขึ้น
2. หลักสูตรท้องถิ่นแบบบูรณาการ หมายถึง
หลักสูตรเรื่อง อาชีพการทำาสวนลำาไยในชุมชนโป่งน้ำาร้อน
กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สำาหรับ
นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านโป่งน้ำา
ร้อน เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถ ทักษะเจตคติ
ที่ดีต่อการประกอบอาชีพการทำาสวนลำาไย โดยนำาเนื้อหา
สาระที่มีความหมายเกี่ยวข้องกันมาสัมพันธ์ให้เป็นเรื่อง
ราวเดียวกันและจัดกิจกรรมการเรียนรู้เกิดการเรียนรู้ใน
ลักษณะที่เป็นองค์รวม และสามารถนำาความรู้ความเข้าไป
ใช้ในชีวิตประจำาวัน ซึ่งผู้วิจัยได้จัดเนื้อหาสาระตามรูป
แบบการบูรณาการภายในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงาน
อาชีพและเทคโนโลยี และการบูรณาการระหว่างกลุ่มสาระ
การเรียนรู้ต่าง ๆ ดังนี้
2.1 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและ
เทคโนโลยีกับการบูรณาการภายในกลุ่มสาระการเรียนรู้
บูรณาการระหว่าง สาระที่ 1การดำารงชีวิตและครอบครัว
สาระที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและ สาระ
ที่ 4 งานอาชีพ
2.2 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและ
เทคโนโลยีกับการบูรณาการกับกลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ สาระที่ 1 สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำารง
ชีวิต
2.3 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและ
เทคโนโลยีกับการบูรณาการกับกลุ่มสาระการเรียนรู้
สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์
2.4 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและ
เทคโนโลยีกับการบูรณาการกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษา
ไทย สาระที่ 1 การอ่าน สาระที่ 2 การเขียน
3. การพัฒนาหลักสูตร หมายถึง กระบวนการ
จัดทำาหลักสูตรตามแนวคิดในการพัฒนาหลักสูตรของ
Taba ซึ่งประกอบด้วย การศึกษาข้อมูลพื้นฐาน การ
สร้างหลักสูตร การประเมินหลักสูตรก่อนนำาไปใช้ การ
ทดลองใช้หลักสูตร และการปรับปรุงแก้ไขหลักสูตร
Journal of education
116
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Journal of education
– แต่ไม่ใช่ ไม่มีบ้าน! (Homeless) ดังนั้น คนเร่ร่อนไม่มี
บ้าน ใช่ว่าจะขาดแคลนที่พักพิง” (People who don’t
have shelter are houseless – not homeless!
Homelessness has nothing to do with a lack of
shelter)
จากความหมายดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า ถ้ากล่าว
ถึงคำาว่า “ไร้บ้าน” ซึ่งหมายถึงไม่มีบ้าน หรือไม่มีที่อยู่
อาศัย ที่เป็นวัตถุหรือสิ่งก่อสร้างสำาหรับการพักอาศัย จะ
เข้าข่ายของคำาว่า “Houseless” แต่คำาว่า“Homeless”
จะมีความหมายที่มากกว่านั้น กล่าวคือ “Homeless” ไม่
ได้หมายความว่าเป็นคนไร้ที่พักพิงอาศัย แต่จะครอบคลุม
ถึงมิติของการไร้ที่พักพิงที่ขาดความรักความผูกพันใน
บ้าน (Home) หรือสรรพสิ่งที่มีต่อบ้าน ทั้งนี้ Mapstone
(2002) ได้ให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า หากจะให้ความหมายใน
ลักษณะของการเป็นคนไร้บ้าน (Houseless) แล้ว การ
จัดสรรบ้าน หรือที่อยู่อาศัยให้อย่างเพียงพอน่าจะเป็นการ
แก้ปัญหาให้หมดสิ้นไปได้ แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็น
เช่นนั้น แสดงว่าการไร้บ้านที่เป็นสิ่งก่อสร้างที่พักอาศัย
ไม่ใช่ปัญหาที่แท้จริงของคนเหล่านี้ เราจึงเห็นพฤติกรรม
ของพวกเขา ที่ออกมา “เร่ร่อน” อยู่ในสังคมเมืองมากขึ้น
นที สรวารี (ม.ป.ป.) ได้ให้ความหมายของคำาว่า
“คนเร่ร่อนไร้บ้าน” ว่า คำาว่า “คนไร้บ้าน” เป็นลักษณะ
ของคนที่ประสบกับปัญหาทางเศรษฐกิจของครอบครัว
ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเชิงโครงสร้างด้านเศรษฐกิจ
และด้านอื่น ๆ ทำาให้ครอบครัวประสบความล้มเหลว ไม่
สามารถมีบ้านพักอาศัย หรือไม่สามารถมีบ้านเป็นของตัว
เองที่สำาคัญคนกลุ่มนี้ ยังมีความหวังความต้องการที่จะ
มีบ้านพักเป็นของตนเอง ที่ไม่ใช่ในรูปแบบบ้านเช่า หรือ
บ้านสงเคราะห์ทั้งของรัฐและของเอกชน คำาว่า “บ้าน”
ของคนกลุ่มนี้ จะเน้นไปที่ บ้านในลักษณะของสิ่งก่อสร้าง
(House) เป็นสำาคัญ สำาหรับคำาว่า “คนเร่ร่อนไร้บ้าน” มัก
จะเป็นกลุ่มคนที่เริ่มต้นมาจากครอบครัวที่มีฐานะพอ
สมควร มีบ้านอยู่เป็นหลักแหล่ง มีญาติพี่น้อง แต่ประสบ
กับปัญหาที่มีผลกระทบโดยตรงทางจิตใจ ประกอบกับ
ความรักอิสระโดยส่วนตัว ทำาให้คนกลุ่มนี้เลือกที่จะออก
มาใช้ชีวิตเร่ร่อนและไร้บ้าน เพื่อแสวงหาความเป็นบ้าน
ที่แท้จริงสำาหรับพวกเขา คำาว่าบ้านของคนกลุ่มนี้ จึงเน้น
ไปที่ความรักและความอบอุ่นในบ้าน (Home) เป็นสำาคัญ
ดังนั้นจะสังเกตเห็นว่า ความหมายของคำาว่า
“Homeless” ดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่า คนเร่ร่อน ไม่ใช่จะ
เป็นคนที่ขาดแคลนที่พักพิงอาศัย แต่เป็นลักษณะของ
คนที่ “อยู่ในบ้านไม่ได้” ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม
จึงทำาให้บุคคลเหล่านี้ ออกมาใช้ชีวิตอิสระเร่ร่อน เพื่อ
ต้องการแสวงหาสิ่งที่คาดหวังบางอย่าง หรือต้องการ
แสวงหาตัวตนที่ชัดเจน ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงหลีกเลี่ยง
การใช้คำาในภาษาไทยว่า “คนไร้บ้าน” เนื่องจาก คำาว่า
“ไร้บ้าน” เป็นคำาที่ผูกติดกับคำาว่า “บ้าน” ซึ่งแสดงเฉพาะ
เจาะจงถึง “การไม่มีบ้าน” หรือสิ่งก่อสร้างที่เป็นที่พักพิง
เพียงอย่างเดียว ทำาให้ดูเหมือนจะเข้าข่ายความหมายของ
คำาว่า “Houseless” เพราะจากความหมายของคำาว่า
“Homeless” ที่แท้จริง ไม่ได้หมายถึงแค่การไม่มีบ้าน
แต่มีความหมายที่มากไปกว่านี้ (Mapstone, D., 2002;
นที สรวารี, ม.ป.ป.) ดังนั้น ผู้วิจัยจึงใช้คำาในภาษาไทยว่า
“คนเร่ร่อน” เนื่องจาก เป็นคำาที่แสดงให้เห็นถึงบริบทวิถี
ชีวิตของคนกลุ่มนี้ที่ “ออกมาใช้ชีวิตเร่ร่อน” กอปรกับ
สิ่งที่ผู้วิจัยสนใจ คือปรากฏการณ์ของคนกลุ่มนี้ที่ตัดสิน
ใจก้าวเดินสู่วิถีชีวิตของการเร่ร่อนอย่างแท้จริง คำาว่า
“คนเร่ร่อน” ในการศึกษานี้ จึงเป็นคำาที่แสดงถึง
ปรากฏการณ์ วิถีการดำาเนินชีวิต ของคนที่ตัดสินใจเลือก
ทางเดินชีวิตเป็นคนเร่ร่อนได้ดีกว่า การใช้คำาอื่น
ด้วยภาพลักษณ์ของคนเร่ร่อน ที่ถูกมองแปลก
แยกจากคนทั่วไปในสังคม ทำาให้วิถีชีวิตที่หลากหลาย
ของคนเร่ร่อน ได้ถูกศึกษาในรูปแบบต่าง ๆ มากมาย ทั้ง
เพื่อค้นคว้าหาสาเหตุและวิธีการป้องกัน แต่ก็ไม่เป็นผล
เพราะเป็นเพียงมุมมองหนึ่งของคนทั่วไป ขณะที่ภาครัฐก็
มุ่งขจัดคนเหล่านี้ที่ถูกมองว่าเป็น “ตัวปัญหาทางสังคม”
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 89
เหตุการณ์เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2551 กรมสอบสวน
คดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้เปิดเผยเรื่องการเรียกรับเงินจาก
ผู้ปกครองหรือการจ่ายแป๊ะเจี๊ยะให้โรงเรียนยอดนิยมใน
เขตกรุงเทพมหานคร จำานวน 4 แห่ง โดยระบุว่ามีมูลเหตุ
ให้เชื่อได้ว่ามีการเรียกรับเงินเพื่อแลกกับการเข้าเรียนจริง
และได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเสนอเข้าเป็นคดีพิเศษ
(กรมสอบสวนคดีพิเศษ, www, 2551) ต่อมาวันที่ 22
พฤศจิกายน 2551 ผู้บริหารสถานศึกษาของโรงเรียนยอด
นิยมแห่งหนึ่งได้ออกมายอมรับว่าโรงเรียนของตนเป็น 1
ใน 4 โรงเรียนที ่ดีเอสไอระบุ (หนังสือพิมพ์เดลินิวส์, 2551,
หน้า 9) นอกจากนั ้นแม้แต่ในประเทศสหรัฐอเมริกาก็เคยมี
เรื ่องราวเกี ่ยวกับความไม่เสมอภาคและความไม่โปร่งใสของ
การคัดเลือกนักเรียนเกิดขึ ้นหลายกรณีจนมีการร้องเรียนและ
การสอบสวนเกิดขึ ้นเช่นเดียวกัน (The New York Times,
www, 2008)
ดังนั้นผู้บริหารสถานศึกษาซึ่งเป็นผู้เกี่ยวข้อง
โดยตรงกับการรับเด็กฝากเข้าเรียนจึงต้องมีวิธีการจัดการ
รับนักเรียนที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและ
ความเสมอภาคในโอกาสเข้ารับการศึกษาของเยาวชน
ทุกคน ควบคู่กับการจัดหารายได้หรือระดมทรัพยากร
ทางการศึกษาที่จะนำามาจัดกิจกรรมสร้างเสริมและพัฒนา
ผู ้เรียนโดยยึดหลัก “ธรรมาภิบาลในการบริหาร” ซึ่ง
ถือเป็นหัวใจที่สำาคัญยิ่งของการบริหารจัดการองค์การ
(ธีระ รุญเจริญ, 2550 , หน้า 177)
จากสถานการณ์ดังกล่าวทำาให้ผู้วิจัยสนใจที่จะ
ศึกษาเกี่ยวกับการจัดการรับเด็กฝากเข้าเรียนของโรงเรียน
ยอดนิยมในเขตกรุงเทพมหานครซึ่งมีประชากรจากทั่ว
ทุกภูมิภาคเข้ามาอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น โดยการคิดหา
กลยุทธ์ แนวทาง และวิธีการจัดการรับนักเรียนที่เป็น
ระบบมากขึ้นให้เป็นทางออกที่เหมาะสม เพื่อรักษาภาพ
ลักษณ์ขององค์กรทางการศึกษาและรักษามาตรฐานการ
ศึกษาให้เป็นที่ยอมรับของสังคมต่อไป
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้
1. เพื่อศึกษาสภาพปัญหา ลักษณะการฝากเด็ก
และวิธีการจัดการรับเด็กฝากเข้าเรียนของโรงเรียนยอด
นิยมในเขตกรุงเทพมหานคร
2. เพื่อสร้างกลยุทธ์การจัดการรับเด็กฝากเข้า
เรียนตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียนยอดนิยมในเขต
กรุงเทพมหานคร
วิธีการวิจัย
การวิจัยครั้งนี้มีวิธีดำาเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 4
ขั้นตอน ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับ
สภาพปํญหา ลักษณะการฝากเด็ก และวิธีการจัดการ
รับเด็กฝากเข้าเรียนของโรงเรียนยอดนิยมทั่วไป เพื่อนำา
ข้อมูลที่ได้มากำาหนดเป็นประเด็นคำาถามสำาหรับใช้ใน
การเก็บข้อมูลขั้นตอนต่อไป โดยการสัมภาษณ์เจาะลึก
ผู้บริหารสถานศึกษาของโรงเรียนยอดนิยมในส่วนภูมิภาค
ที่ได้มาจากการเลือกตัวอย่างกรณีสืบเนื่องแบบบอกต่อ
(Snowball Sampling) (Johnson & Christensen,
2008, p. 239) ประกอบด้วย ภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัด
เชียงใหม่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัด
นครราชสีมา ภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดชลบุรี ภาค
กลาง ได้แก่ จังหวัดสระบุรี และภาคใต้ ได้แก่ จังหวัด
สงขลา จังหวัดละ 1 โรงเรียนๆ ละ 1 คน รวม 5 คน
และตัวแทนภาคประชาชน สื่อมวลชน ผู้ปกครองนักเรียน
องค์กรอิสระ และหน่วยงานที่มีข้อมูลเกี่ยว กับการรับเด็ก
ฝากเข้าเรียนซึ่งได้มาด้วยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive
or Judgmental Sampling) (Babbie, 2007,
p. 184) กลุ่มละ 1 คน รวม 5 คน รวมผู้ให้ข้อมูลทั้ง
สิ้น 10 คน
ขั้นตอนที่ 2 การศึกษาสภาพปัญหา ลักษณะการ
ฝากเด็กเข้าเรียน และวิธีการจัดการรับเด็กฝากเข้าเรียน
Journal of education
186
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการ
สำาหรับมหาวิทยาลัยในกำากับของรัฐ
The Development of an Academic Administration Model
for Autonomous Universities
Journal of education
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศของการบริหารงานวิชาการ และพัฒนารูปแบบ
การบริหารงานวิชาการสำาหรับมหาวิทยาลัยในกำากับของรัฐที่เหมาะสมกับประเทศไทย ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ
ผู้บริหารมหาวิทยาลัยในกำากับของรัฐ 3 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กลุ่มตัวอย่างกลุ่มแรก ประกอบไปด้วยอธิการบดี และรองอธิการบดี
จำานวน 6 คน อีกกลุ่มเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัย ในระดับผู้อำานวยการขึ้นไป มหาวิทยาลัยละ 10 คน รวมทั้งสิ้น
จำานวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์ และแบบสอบถามแบบมาตราส่วน
ประมาณค่า (Rating Scale) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยพบว่ารูปแบบการบริหารงานวิชาการสำาหรับมหาวิทยาลัยในกำากับของรัฐที่เหมาะสมกับประเทศไทย
(The MAIN of Academic Tree Model) ประกอบไปด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่การบริหารจัดการ
(Management) พันธมิตรและเครือข่าย (Alliance and Network) นวัตกรรมและเทคโนโลยี (Innovation and
Technology) และการผลิตองค์ความรู้ (New Knowledge) โดยในแต่ละองค์ประกอบหลักจะประกอบไปด้วยองค์
ประกอบย่อยรวมทั้งหมด 12 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) แนวทางการบริหาร 2) สภามหาวิทยาลัย 3) สภาวิชาการ
4) ความร่วมมือกับต่างประเทศ 5) ความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในประเทศ 6) ความร่วมมือกับชุมชน/ภาค
อุตสาหกรรม 7) เทคโนโลยีและระบบสารสนเทศ 8) การเรียนการสอน 9) หลักสูตร 10) การสนับสนุนการวิจัย
11) งานวิจัย และ 12) การนำาองค์ความรู้ที่ผลิตไปใช้/การบริการวิชาการ
คำาสำาคัญ : การบริหารงานวิชาการ, มหาวิทยาลัยในกำากับของรัฐ
อัมเรศ เนตาสิทธิ์*
E-mail: ammaret.net@kmutl.ac.th
Abstract
This research aims at analyzing the best practice of academic administration and developing
an academic administration model which are suitable for public autonomous universities in
Thailand. Populations are executives from 3 autonomous universities; Suranaree University of
* นิสิตระดับดุษฎีบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
76
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
รัฐและภาคเอกชน ใช้ประโยชน์ ในการบริหารการศึกษา
เป็นแบบอย่างในการวางแผน การตัดสินใจ การกำาหนด
แนวนโยบาย รวมทั้งการกำาหนดยุทธศาสตร์และกลวิธี
สู่การบริหารจัดการโรงเรียน เพื่อสร้างคุณภาพให้ตรงกับ
สภาพความต้องการของผู้ปกครองและนักเรียนในชุมชน
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1. เพื่อศึกษาองค์ประกอบการเป็นโรงเรียนเอกชน
สอนศาสนาอิสลามยอดนิยม เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ
จังหวัดชายแดนภาคใต้
2. เพื่อศึกษาตัวบ่งชี้การเป็นโรงเรียนเอกชน
สอนศาสนาอิสลามยอดนิยม เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ
จังหวัดชายแดนภาคใต้
3. เพื่อยืนยันความเที่ยงตรงตามสภาพจริง (Concurrent
Validity) ขององค์ประกอบและตัวบ่งชี้การเป็น
โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามยอดนิยม เขตพัฒนา
พิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้
กรอบแนวคิดในการวิจัย
การนำาองค์ประกอบและตัวบ่งชี้เพื่อไปวิเคราะห์
องค์ประกอบเชิงสำารวจ โดยการกำาหนดขอบเขตเนื้อหา
ที่ศึกษาตามแนวความคิด ทฤษฎี และผลงานการวิจัย
ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการสัมภาษณ์ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ
ประยุกต์เป็นกรอบความคิดสำาหรับการวิจัย กำาหนดเป็น
องค์ประกอบหลัก และศึกษาหาตัวบ่งชี้โรงเรียนเอกชน
5
สอนศาสนาอิสลามยอดนิยม เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ
จังหวัดชายแดนภาคใต้ แสดงดังภาพประกอบที่ 1 ดังนี้
Journal of education
ภาพประกอบ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย
ภาพประกอบ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย
วิธีการวิจัย
การวิจัยในครั ้ งนี ้ ผู้วิจัยมุ่งศึกษาองค์ประกอบและตัวบ่งชี ้ การเป็ นโรงเรียนเอกชนสอน
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 45
สูง (High) ตอบถูก 6 คน (ค่าความยากเท่ากับ 1.000
หรือตอบถูก 100% ของกลุ่มสูง) กลุ่มต่ำา (Low) ตอบ
ถูก 2 คน (ค่าความยากเท่ากับ 0.500 หรือตอบถูก 50%
ของกลุ่มต่ำา) ตัวบ่งชี้อำานาจจำาแนก (Diff หรือ R) มีค่า
เท่ากับ 0.500 (จำาแนกได้ 50%) โปรดสังเกตว่า Diff =
High – Low โดยตัวเลือกที่ 1 และ 3 ไม่มีกลุ่มต่ำาตอบ
เลย แสดงว่า ตัวเลือกทั้งสองตัวนี้เป็นตัวลวงที่ไม่ดี
ข้อควรพิจารณาวินิจฉัยในการวิเคราะห์
ข้อสอบ
คำาแนะนำาในการพิจารณาวินิจฉัยข้อสอบมีดังนี้
ข้อสอบที่มีปัญหา มักจะเป็นข้อสอบที่มีค่าจำาแนกต่ำา
กว่า 0.20 (20%) ข้อสอบที่ง่ายเกินไปหรือยากเกินไป
อำานาจจำาแนกจะมีค่าต่ำาโดยอัตโนมัติ แต่ข้อสอบที่มีค่า
ความยากง่ายเหมาะสม (ตอบถูกประมาณ 50%) ก็ไม่
จำาเป็นจะต้องมีค่าอำานาจจำาแนกสูงเสมอไป ข้อสอบที่
มีอำานาจจำาแนกต่ำาอาจมาจากการใช้ถ้อยคำาที่ไม่ชัดเจน
หรือสามารถตีความได้หลากหลายมุม ในกรณีที่ข้อสอบ
มาจากผู้สอนหลายคน ผู้สอนแต่ละคนอาจสอนเรื่อง
เดียวกันไม่เป็นแนวเดียวกัน ผู้สอนไม่ได้เน้น หรือไม่
ได้ให้ความสำาคัญ หรือไม่ได้สอนในเรื่องที่นำาไปออก
ข้อสอบ ทำาให้ผู้สอบมีความสับสน หากมีจำานวนผู้สอบ
น้อย ค่าที่คำานวณได้อาจไม่คงตัว หมายถึง ค่าอาจจำาแนก
เปลี่ยนแปลงไปเมื่อจำานวนผู้สอบเปลี่ยนไป หากจำานวน
ผู้สอบมี 370 คนขึ้นไป (จำานวน 27% คือ 100 คน)
ค่าที่คำานวณได้จะมีความคงตัวมากขึ้น (หากระดับความ
สามารถของกลุ่มเท่าเดิม) ข้อสอบที่มีค่าอำานาจจำาแนก
ต่ำา เมื่อตัดข้อนั้นออกไป จะทำาให้แบบทดสอบมีความน่า
เชื่อถือสูงขึ้น และถ้าเพิ่มข้อสอบที่มีค่าอำานาจจำาแนกสูง
ก็จะทำาให้แบบทดสอบมีความน่าเชื่อถือสูงขึ้นไปอีก คำา
แนะนำาที่กล่าวนี้ สามารถนำาไปใช้กับแบบสอบถามชนิด
มาตราประมาณค่าได้ (เช่น แบบวัดเจตคติ)
คำาแนะนำาสำาหรับนักวิเคราะห์ข้อสอบมือ
ใหม่
ผลลัพธ์จากการวิเคราะห์ข้อสอบในหน้าต่างเต็ม
รูปแบบมีข้อมูลจำานวนมาก ข้อมูลสำาคัญที่นักวิเคราะห์
ข้อสอบมือใหม่ควรให้ความสนใจคือ ภาพรวมของแบบ
ทดสอบ และภาพย่อยรายข้อ พอสรุปได้ดังต่อไปนี้
1. ภาพรวม พิจารณาเพื่อวินิจฉัยคุณภาพของ
แบบทดสอบ ได้แก่ ค่าความยากโดยเฉลี่ย ในที่นี้มีค่า
เท่ากับ 49 คะแนน หรือ 75.4% ค่า Reliability ในที่นี้
มีค่าเท่ากับ 0.798 และค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานใน
การวัด (SEM) ในที่นี้มีค่าเท่ากับ 2.859 คะแนน
2. ภาพย่อย พิจารณาเพื่อการปรับปรุงข้อสอบ
ได้แก่ค่าความยากรายข้อ เช่น ข้อ 63 ค่าความยาก
เท่ากับ 0.765 หรือตอบถูก 76.5% อำานาจจำาแนกมีค่า
เท่ากับ 0.500 (จำาแนกได้ 50%) ตัวเลือกที่ควรปรับปรุง
คือ ตัวเลือกที่ 1 และ 3 ซึ่งไม่มีกลุ่มต่ำาตอบเลย นอกจาก
นี้ อาจดูข้อที่มีสัญลักษณ์ “#” ซึ่งแสดงถึงการมีปัญหา
อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ข้อ 63 ตัวเลือกที่ 1 และ 3 ไม่มี
กลุ่มต่ำาตอบเลย (Diff ของตัวเลือกเป็น 0) แสดงว่า เป็น
ตัวลวงที่ไม่ดี ไม่สามารถลวงกลุ่มต่ำาได้ (นอกจากนี้ อาจ
ดูข้อที่มีสัญลักษณ์ “#” ซึ่งแสดงถึงการมีปัญหาอย่างใด
อย่างหนึ่ง)
สรุป
ข้อสอบที่ง่ายเกินไป หรือยากเกินไป มีโจทย์ไม่
ชัดเจนหรือสามารถตีความโจทย์ได้หลายแง่หลายมุม
จะมีค่าอำานาจจำาแนกต่ำา และลดคุณค่าของการวัดผล
ทำาให้แบบวัดมีความน่าเชื่อถือต่ำา หากนำาคะแนนไปตัด
เกรดก็จะทำาให้เกรดขาดความน่าเชื่อถือตามไปด้วย การ
วิเคราะห์และวิจารณ์ข้อสอบอย่างสม่ำาเสมอจะทำาให้ผู้สอน
มีทักษะในการออกข้อสอบ อันจะส่งผลให้ระบบการวัด
และประเมินผลมีคุณภาพและมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
ซึ่งจะนำาไปสู่การศึกษาที่มีคุณภาพ และยังถือเป็นส่วน
หนึ่งของการส่งเสริมระบบการประกันคุณภาพการศึกษา
Journal of education
12
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 43
12
ใช้สัญลักษณ์ “@” แทนผู้สอบ 1 คน เช่น ในที่นี ้ ผู้สอบได้เกรด B มีจ านวน 2 คน
ได้เกรด B- มีจ านวน 6 คน เป็ นต้น
ใช้สัญลักษณ์ “@” แทนผู้สอบ 1 คน เช่น ในที่นี
้ ้ ผู้สอบได้เกรด B มีจ านวน 2 คน
ได้เกรด B- มีจ านวน 6 คน เป็ นต้น
ภาพ 10 แผนภูมิแท่ง (Bar Chart) ของเกรด
ภาพ 10 แผนภูมิแท่ง (Bar Chart) ของเกรด
ภาพ 10 แผนภูมิแท่ง (Bar Chart) ของเกรด
ภาพ 11 Item and Test Analysis
ภาพ 11 Item and Test Analysis
ค่าที่น่าสนใจในภาพ 11 คือ ภาพ ค่าความยาก ภาพ
11 Item
11 (Item Item
and Test Diff.) and
Analysis
Test หรือสัดส่วนของการตอบถูก Analysis
และตัว
บ่งชี ้อ านาจจ าแนก (Disc. Index) หรือความสามารถในการจ าแนกกลุ่มสูง/กลุ่มต ่าออกจากกัน โดยข้อ
ค่าที่น่าสนใจในภาพ 11 คือ ค่าความยาก (Item Diff.) หรือสัดส่วนของการตอบถูก และตัวบ่งชี้อำานาจ
จำาแนก
65 เฉลยคือ
(Disc. ค่าที่น่าสนใจในภาพ ตัวเลือกที่
Index) หรือความสามารถในการจำาแนกกลุ่มสูง/กลุ่มต่ำาออกจากกัน
2 (หรือ B) 11 ข้อนี
คือ ้มีคนตอบถูก ค่าความยาก 10 (Item คน Diff.) ค่าความยากเท่ากับ หรือสัดส่วนของการตอบถูก
โดยข้อ
0.59 (ตอบถูก
65 เฉลยคือ
59%)
และตัว
ตัวเลือกที่ 2
(หรือ ตัวบ่งชี
B) ้อ ้อ ข้อนี้มีคนตอบถูก านาจจ าแนกมีค่าเท่ากับ (Disc.
10 Index)
คน 0.42 หรือความสามารถในการจ
ค่าความยากเท่ากับ (จ าแนกได้ 42%) กลุ่มสูงตอบถูก 0.59 าแนกกลุ่มสูง/กลุ่มต
(ตอบถูก 4 59%) คน (67%) ตัวบ่งชี้อำานาจจำาแนกมีค่าเท่ากับ
่าออกจากกัน กลุ่มต ่าตอบถูก
โดยข้อ
0.42 1 65 คน เฉลยคือ (จำาแนกได้ (25%) พอยท์ไบซีเรียล ตัวเลือกที่ 42%) กลุ่มสูงตอบถูก 2 (หรือ (Point B) ข้อนี Biserial) 4 ้มีคนตอบถูก ซึ (67%) ่งเป็ นสหสัมพันธ์เพียร์สัน กลุ่มต่ำาตอบถูก 10 คน ค่าความยากเท่ากับ 1 (Pearson) คน (25%) 0.59 ระหว่างข้อ พอยท์ไบซีเรียล (ตอบถูก 65
59%) (Point
Biserial) (คะแนน ตัวบ่งชี ซึ่งเป็นสหสัมพันธ์เพียร์สัน ้อ 0/1) านาจจ กับคะแนนรวม าแนกมีค่าเท่ากับ มีค่าเท่ากับ (Pearson) 0.42 0.41 (จ าแนกได้ ระหว่างข้อ และพอยท์ไบซีเรียลที่ปรับค่า 42%) 65 กลุ่มสูงตอบถูก (คะแนน 0/1) กับคะแนนรวม 4 (Adjusted) คน (67%) คือ กลุ่มต 0.35 มีค่าเท่ากับ ่าตอบถูก 0.41 และ
พอยท์ไบซีเรียลที่ปรับค่า (Adjusted) คือ 0.35
1 คน (25%) พอยท์ไบซีเรียล (Point Biserial) ซึ
่งเป็ นสหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson) ระหว่างข้อ 65
(คะแนน 0/1) กับคะแนนรวม มีค่าเท่ากับ 0.41 และพอยท์ไบซีเรียลที่ปรับค่า (Adjusted) คือ 0.35
ภาพ 12 สรุปข้อมูลเกี่ยวกับค่าเฉลี่ย ความน่าเชื่อถือ และค่าอื่นๆ
ภาพ 12 สรุปข้อมูลเกี่ยวกับค่าเฉลี่ย ความน่าเชื่อถือ และค่าอื่นๆ
ค่าที่น่าสนใจในภาพ 12 คือ ความน่าเชื่อถือ (Reliability) ของแบบทดสอบ ซึ่งมีค่าเท่ากับ 0.798 (ในกรณี
ค่าที่น่าสนใจในภาพ 12 คือ ความน่าเชื่อถือ (Reliability) ของแบบทดสอบ ซึ ่งมีค่าเท่ากับ
ที่ข้อสอบชนิดคำาตอบมีคะแนนเป็น ภาพ 12 สรุปข้อมูลเกี่ยวกับค่าเฉลี่ย 0, 1 KR20 และ Alpha ความน่าเชื่อถือ จะเท่ากัน) และความคลาดเคลื่อนมาตรฐานในการ
และค่าอื่นๆ
0.798 (ในกรณีที่ข้อสอบชนิดค าตอบมีคะแนนเป็ น 0, 1 ค่า KR20 และ Alpha จะเท่ากัน)
วัดค่าของแบบทดสอบ (SEM) เท่ากับ 2.859 คะแนน
และ
ความคลาดเคลื่อนมาตรฐานในการวัดค่าของแบบทดสอบ (SEM) เท่ากับ 2.859 คะแนน
ค่าที่น่าสนใจในภาพ 12 คือ ความน่าเชื่อถือ (Reliability) ของแบบทดสอบ ซึ
่งมีค่าเท่ากับ
Journal of education
66
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Journal of education
กับสภาพ การทำางานจริงของผู้เข้ารับการฝึกอบรม
2. การประเมินโปรแกรมการฝึกอบรมฉบับร่าง
ผู้วิจัยนำาโปรแกรมการฝึกอบรมฉบับร่างเสนอผู้เชี่ยวชาญ
ด้านการพัฒนาหลักสูตรและด้านการจัดกิจกรรมการ
สอนภาษาอังกฤษ ตรวจสอบความเหมาะสมและความ
สอดคล้องขององค์ประกอบโปรแกรมการฝึกอบรมและ
องค์ประกอบภายในของหน่วยฝึกอบรมแต่ละหน่วย แล้ว
นำามาปรับปรุง สอดคล้องกับ โอลิวา (2004, pp.417 –
424) ที่กล่าวว่า บริบทสำาคัญที่เกี่ยวข้องกับการประเมิน
หลักสูตรจำาเป็นต้องประเมินโครงร่าง และการประเมิน
ผลหลักสูตรเพื่อให้บรรลุผลถึงการนำาหลักสูตรไปใช้ได้
ควรดำาเนินการตั้งแต่ก่อนนำาหลักสูตรไปใช้เพื่อปรับปรุง
หลักสูตรให้มีคุณภาพ
ขั้นตอนที่ 3 การทดลองใช้หลักสูตรฝึกอบรม
ผู้วิจัยได้ศึกษาคุณภาพเบื้องต้นของโปรแกรมการฝึก
อบรมกับครูผู้สอนภาษาอังกฤษระดับประถมศึกษาที่
มีลักษณะเดียวกับกลุ่มตัวอย่าง โดยจัดประชุมชี้แจง
จุดประสงค์และวิธีการฝึกอบรม ทำาแบบทดสอบ
ความรู้ก่อนฝึกอบรม หลังจากนั้นดำาเนินการฝึกอบรม
ตามโปรแกรม 4 หน่วยฝึกอบรม ระหว่างการฝึก
อบรมประเมินทักษะการปฏิบัติ ในทุกหน่วยฝึกอบรม
ผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะได้นำาเสนอผลงานของตนเอง
ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจและความคล่องแคล่วในการใช้
ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร เมื่อเสร็จสิ้น การฝึกอบรม
ทำาแบบทดสอบความรู้ ประเมินความคิดเห็นที่มีต่อ
โปรแกรมการฝึกอบรมและให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ
การใช้โปรแกรมการฝึกอบรม หลังฝึกอบรม 1 เดือน
จัดประชุมสัมมนาโดยผู้วิจัยและผู้เข้ารับการฝึกอบรม
ซึ่งเป็นคู่ชี้แนะประเมินทักษะของผู้เข้ารับการฝึกอบรม
จากแผน การจัดกิจกรรมการสอนภาษาอังกฤษเพื่อ
การสื่อสารและให้ข้อมูลสะท้อนกลับซึ่งกันและกัน ทำาให้
โปรแกรมการฝึกอบรมมีคุณภาพสามารถนำาไปใช้ได้ตาม
วัตถุประสงค์ สอดคล้องกับ สงัด อุทรานันท์ (2528, หน้า
246) ที่กล่าวว่า การทดลองใช้หลักสูตรเป็นการนำาไป
ทดลองกับกลุ่มตัวอย่างโดยมีองค์ประกอบในการดำาเนิน
การทดลองใช้หลักสูตร เพื่อเป็นการประเมินพฤติกรรม
การเรียนรู้ที่ต้องการให้เกิดของผู้เข้ารับการอบรมว่าเป็น
ไปตามจุดมุ่งหมายหรือไม่ อย่างไร
ขั้นตอนที่ 4 ขั้นการประเมินผลโปรแกรมการฝึก
อบรม ผู้วิจัยได้นำาข้อมูลที่ได้จากการศึกษาคุณภาพเบื้อง
ต้น โดยพิจารณาจากเกณฑ์การประเมินประสิทธิภาพของ
โปรแกรม การฝึกอบรม ตลอดจนข้อเสนอแนะของผู้เข้า
รับการฝึกอบรมมาปรับปรุงและแก้ไของค์ประกอบของ
โปรแกรมการฝึกอบรมในส่วนที่ยังไม่สมบูรณ์ ด้านเนื้อหา
สาระ กิจกรรม การฝึกอบรม สื่อ การวัดประเมินผลและ
โครงสร้างเวลาให้เหมาะสมกับการปฏิบัติภาระงาน นำามา
ปรับปรุงเป็นโปรแกรมการฝึกอบรมฉบับสมบูรณ์สำาหรับ
นำาไปใช้ศึกษาผลกับกลุ่มตัวอย่าง ดังที่ สงัด อุทรานันท์
(2532, หน้า 38 – 40) กล่าวว่า เมื่อทดลองใช้หลักสูตร
แล้วควรประเมินผลหลักสูตรในด้านเอกสารหลักสูตร การ
ใช้หลักสูตร ผลสัมฤทธิ์ของหลักสูตรและระบบหลักสูตร
ดำาเนินการปรับปรุง แก้ไขให้เหมาะสมก่อนนำาไปใช้เพื่อ
ให้บรรลุจุดมุ่งหมายที่กำาหนด
2. การศึกษาผลการนำาโปรแกรมการฝึกอบรมไป
ใช้ ผู้วิจัยนำาเสนออภิปรายผล ดังนี้
2.1 ผลการทดสอบความรู้การจัดกิจกรรมการ
สอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ของครูผู้สอนระดับ
ประถมศึกษา มีคะแนนเฉลี่ยหลังการฝึกอบรมสูงกว่า
คะแนนเฉลี่ยก่อน การฝึกอบรม อยู่ในระดับสูงกว่าเกณฑ์
แสดงว่า โปรแกรมการฝึกอบรมที่พัฒนาส่งผลให้ผู้เข้า
รับการฝึกอบรมมีความรู้ความเข้าใจตามเกณฑ์ที่กำาหนด
ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากองค์ประกอบดังต่อไปนี้
2.1.1 เนื้อหาสาระการฝึกอบรม
สังเคราะห์มาจากแนวคิด เอกสารและตำาราที่เกี่ยวข้อง
ให้มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การฝึกอบรม
ขอบข่ายเนื้อหาสอดคล้องกับความต้องการของผู้
52
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Journal of education
แบบสอบถามที่มีความสมบูรณ์สามารถนำาไปวิเคราะห์
ข้อมูลได้ คิดเป็นค่าร้อยละ 100
4. สัมภาษณ์ ผู้บริหาร 6 ท่าน และ อาจารย์สอน
4 ท่าน จำานวนรวม 10 ท่าน เพื่อสรุปแนวทางการการ
พัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษา ของคณะ
ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
1. สถิติพื้นฐานในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่า
เฉลี่ย (X) และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD)
2. สถิติที่ใช้ในการเปรียบเทียบความคิดเห็น
ต่อการประกันคุณภาพการศึกษาของคณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว ระหว่างผู้บริหารและบุคลากร
จำาแนกตามสถานภาพ ได้แก่ การทดสอบค่าที (t - test
Independent – Samples)
3. วิเคราะห์ความคิดเห็นที่ได้จากการสัมภาษณ์
ผู้บริหาร อาจารย์ และบุคลากรคณะศึกษาศาสตร์ที่มีต่อ
การพัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษาของคณะ
ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว โดยใช้วิธีการ
วิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัย
1. จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ใน
การวิจัยครั้งนี้ พบว่า การพัฒนาระบบการประกันคุณภาพ
ของคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว ตาม
ความคิดเห็นของผู้บริหารและบุคลากรโดยภาพรวมอยู่
ในระดับปานกลาง
2. การเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการประกัน
คุณภาพการศึกษาของคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย
แห่งชาติลาว จำาแนกสถานภาพ ตามความคิดเห็นของผู้
บริหารและบุคลากรโดยภาพรวมทั้ง 3 ด้านไม่แตกต่าง
กัน เมื่อพิจารณาจำาแนกตามรายด้าน พบว่า
2.1 ผู้บริหารและบุคลากรคณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาวมีความคิดเห็นด้านปัจจัยนำา
เข้าโดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบ
ความคิดเห็นเป็นรายข้อ พบว่า ผู้บริหารและบุคลากร
มีความคิดเห็น เกี่ยวกับ การเงินและงบประมาณ และ
นักศึกษา ในเรื่องความเข้าใจนโยบายและการวางแผนการ
ศึกษา การจัดสรรงบประมาณตามแผนดำาเนินงานของ
มหาวิทยาลัย และการปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ แตกต่าง
กันอย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ .05
2.2 ผู้บริหารและบุคลากรคณะศึกษา
ศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาวมีความคิดเห็นด้าน
กระบวนการโดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน เมื่อเปรียบเทียบ
ความคิดเห็นเป็นรายข้อ พบว่า ผู้บริหารและบุคลากรมี
ความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารจัดการ กระบวนการ
เรียนการสอน และกระบวนการพัฒนานักศึกษาในเรื่อง
การกำาหนดโครงสร้างและระบบบริหาร หลักการและ
วิธีการวัดผลการศึกษา และการติดตามผลการเรียน
แตกต่างกันอย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติ ที่ระดับ.05
2.3 ผู้บริหารและบุคลากรคณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาวมีความคิดเห็นด้านผลผลิตโดย
ภาพรวมและรายข้อไม่แตกต่างกัน
3. ระบบการประกันคุณภาพการศึกษาของคณะ
ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่ง ชาติลาวที่พัฒนาขึ้นควร
ประกอบด้วย 8 องค์ประกอบ ดังนี้
องค์ประกอบที่ 1 ปรัชญา ปณิธาน วัตถุประสงค์
และแผนการดำาเนินการ มี 2 ตัวบ่งชี้
ตัวบ่งชี้ 1.1 มีการกำาหนดปรัชญาหรือปณิธาน
ตลอดจนถึงกระบวนการ พัฒนากลยุทธ์แผนดำาเนินงาน
และมีการกำาหนดตัวบ่งชี้เพื่อวัดความสำาเร็จของการ
ดำาเนินงานตามแผนให้ครบทุกภารกิจ ตัวบ่งชี้ 1.2 ร้อย
ละของการบรรลุเป้าหมายตามตัวบ่งชี้ของการปฏิบัติงาน
ที่กำาหนด
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 193
(e-Training) เพื่อให้บุคลากรและนักศึกษาได้เรียนรู้
ด้วยตนเอง
3.1.4 พัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีให้แก่
คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา โดยเน้นการฝึกอบรม
3.1.5 ใช้เทคโนโลยีช่วยประเมินการสอน
อย่างเป็นระบบ เช่น การประเมินการสอนออนไลน์ และ
นำาผลจากการประเมินไปใช้อย่างเป็นระบบ
3.1.6 ใช้ฐานข้อมูลจากระบบสารสนเทศ
เป็นข้อมูลในการบริหาร เช่น การประเมินผลการปฏิบัติ
งานประจำาปี
3.1.7 มีหน่วยงานที่รับผิดชอบในการ
จัดหาและพัฒนาเทคโนโลยี
3.1.8 สามารถใช้โทรศัพท์มือถือในการ
สื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลในมหาวิทยาลัยได้ด้วยความเร็ว
สูง และสามารถเรียนผ่านมือถือ (m-Learning) ได้
3.1.9 ใช้ระบบสารสนเทศในการจัด
ระเบียบและควบคุมอุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้ในการเรียน
การสอน และการวิจัย
3.1.10 มีซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้น เพื่อช่วย
ให้นักศึกษาตรวจสอบความรู้และความสามารถของ
นักศึกษาได้ด้วยตนเอง เช่น แบบทดสอบด้านภาษา ด้าน
บุคลิกภาพ และการวิเคราะห์เชิงเหตุผล เป็นต้น
3.2 การเรียนการสอน
3.2.1 เปิดสอนหลักสูตรโดยใช้ระบบ
ไตรภาค และทวิภาค
3.2.2 จัดการเรียนการสอนแบบเน้นวิจัย
(Research-based Learning: RBL)
3.2.3 จัดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหา
เป็นฐาน (Problem-based Learning: PBL)
3.2.4 จัดการเรียนการสอนและกิจกรรม
ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง
3.2.5 จัดการเรียนการสอนโดยเน้นการ
สืบค้น การศึกษาตลอดชีวิต และเน้นผู้เรียนเป็นสำาคัญ
ตามหลักทฤษฎีการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์ด้วยปัญญา
(Constructionism)
3.2.6 มีศูนย์จัดเตรียมทรัพยากรเพื่อ
สนับสนุนการเรียนการสอน
3.2.7 มีสถาบันพัฒนาคณาจารย์ (Faculty
Development Academy) เพื่อพัฒนาให้อาจารย์เป็น
อาจารย์มืออาชีพ
3.2.8 จัดทำาคลังรายวิชา (Open
Courseware) เพื่อเผยแพร่เอกสารประกอบการ เรียน
การสอนรายวิชาต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย
3.3 หลักสูตร
3.3.1 เปิดหลักสูตรเฉพาะบุคคล
(Individual-Based Program: IBP) เพื่อตอบสนอง
ความต้องการสำาหรับผู้เรียนที่มีลักษณะพิเศษ ซึ่งได้แก่
นักศึกษาที่มีพรสวรรค์ (Gifted) ความสามารถพิเศษ
(Talented) มีแรงจูงใจ (Motivated) หรือผู้ที่มีวุฒิ
ภาวะสูง ให้สามารถเรียนรู้ได้ตามความต้องการและความ
สามารถของผู้เรียนเอง
3.3.2 นำาสหกิจศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของ
หลักสูตรการศึกษาระดับปริญญาตรีและระดับบัณฑิต
ศึกษา
3.3.3 มีการปรับปรุงหลักสูตรต่าง ๆ
โดยการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
(Stakeholders) ได้แก่ ผู้ใช้บัณฑิต สมาคมวิชาชีพ
ศิษย์เก่าและนักศึกษาปัจจุบัน โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
สามารถให้ความคิดเห็นได้ทั้งทางระบบสื่อสารปกติและ
ระบบออนไลน์
3.3.4 พัฒนาหลักสูตรสู่ความเป็นสากล
เช่น การเพิ่มเนื้อหาที่เป็นนานาชาติในรายวิชา การใช้
ผู้สอนจากต่างประเทศ การศึกษาเปรียบเทียบระหว่าง
วัฒนธรรม
3.3.5 เปิดหลักสูตรระดับปริญญาตรี และ
ระดับบัณฑิตศึกษาร่วมกับสถาบันต่างประเทศ
Journal of education
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 25
การจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาการรู้หนังสือของเด็ก
ปฐมวัย
ปัจจุบันการจัดประสบการณ์ทางภาษาสำาหรับ
เด็กปฐมวัยมีความหลากหลายแตกต่างกันไปตามความ
เข้าใจและความเชื่อของผู้บริหารและครูปฐมวัย โรงเรียน
บางแห่งจัดประสบการณ์ทางภาษาโดยไม่สอนอ่านเขียน
จึงละเลยการสอนให้เด็กรู้หนังสือแรกเริ่มและหนังสือขั้น
ต้น ในขณะที่โรงเรียนบางแห่งจัดประสบการณ์ทางภาษา
ที่เน้นทักษะทางภาษาเช่นเดียวกับการสอนอ่านเขียนใน
ระดับประถมศึกษาปีที่ 1 เพื่อสนองความต้องการของ
ผู้ปกครองที่ต้องการให้ลูกอ่านเขียนพยัญชนะและคำา
ง่าย ๆ ได้ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก
ปฐมวัยมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับหลักสูตร
การศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ในด้านการสอน
อ่านเขียนสำาหรับเด็กปฐมวัย หรืออาจเนื่องมากจากการ
ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติที่เหมาะสมกับ
พัฒนาการ ดังปรากฏข้อมูลยืนยันจากรายงานการวิจัย
ของภิญญดาพัชญ์ เพ็ชรรัตน์ (2551, หน้า 37) ที่ศึกษา
ความเข้าใจของครูปฐมวัยเกี่ยวกับการปฏิบัติที่เหมาะสม
กับพัฒนาการทางภาษาแรกเริ่มของเด็กปฐมวัยในจังหวัด
ชลบุรี ผลการวิจัยพบว่า ครูปฐมวัยส่วนใหญ่ยังขาดความ
รู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการตอบสนองที่เหมาะสมต่อ
พฤติกรรมการเขียนของเด็กในกรณีที่เด็กเขียนไม่ถูกต้อง
หรือเด็กพยายามคิดวิธีสะกดคำาด้วยตนเอง อีกทั้งพบว่า
ครูปฐมวัยปฏิบัติไม่เหมาะสมกับพัฒนาการทางภาษาแรก
เริ่มในด้านการจัดประสบการณ์ทางการอ่านเขียนกล่าว
คือครูยังสอนให้เด็กรู้หนังสือโดยเน้นการท่องจำาหรือทำา
แบบฝึกหัดอ่านเขียนอย่างเป็นทางการ จากข้อค้นพบดัง
กล่าวข้างต้นทำาให้เกิดความพยายามคิดค้นหาแนวทาง
การปฏิบัติที่เหมาะสมที่ส่งเสริมให้เด็กรู้หนังสือเพื่อลด
ความขัดแย้งเกี่ยวกับวิธีสอนอ่านเขียนระหว่างผู้บริหาร
กับครู และระหว่างครูกับผู้ปกครอง โดยการผสมผสาน
จุดเด่นของการสอนภาษาแบบเดิมและการสอนภาษา
แบบองค์รวมในลักษณะแนวการสอนภาษาแบบสมดุล
(Balanced Literacy Approach) โดยมุ่งเน้นการ
เตรียมเด็กให้พร้อมในการรับรู้ เข้าใจ เกิดองค์ความรู้
ทักษะ และเจตคติในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิดอย่าง
มีจุดมุ่งหมายตามศักยภาพของตนเอง กระตุ้นให้เด็กมี
ส่วนร่วมอ่านเขียนอย่างมีความหมายกับภาษาและตัว
หนังสือผ่านการลงมือกระทำาจริงในสถานการณ์ที่สัมพันธ์
กับชีวิตประจำาวัน หลีกเลี่ยงการใช้แบบฝึกหัดเพื่อฝึก
ทักษะย่อยในการสะกดคำาและการประสมคำาที่ไม่มีความ
หมายกับตัวเด็ก แต่สอดแทรกบทเรียนย่อยเพื่อฝึกทักษะ
โดยตรงในการถอดรหัสตัวหนังสือให้เป็นเสียงด้วยคำาที่
เด็กคุ้นเคยและมีความหมายในลักษณะเป็นรายบุคคล
หรือกลุ่มย่อย เพื่อให้เด็กสามารถนำาทักษะไปประยุกต์
ในการเรียนรู้คำาใหม่ (Burns, 1999 pp.1-6) บทบาท
ครูผู้สอนตามแนวการสอนภาษาแบบสมดุลจำาเป็นต้องมี
ความรู้และทักษะพื้นฐานทางการอ่านด้านความตระหนัก
ในการออกเสียง ความสามารถในการจับใจความ ความ
คิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์ ความเข้าใจในความหมาย
ของสัญลักษณ์ เครื่องหมายวรรคตอน และการใช้สิ่งชี้แนะ
เพื่อคาดคะเนและตรวจสอบโดยอาศัยภาพ ความหมาย
ของคำา โครงสร้างประโยค และพยัญชนะต้นของคำา รวม
ถึงความรู้ในด้านการเขียนสื่อความหมายผ่านเครื่องหมาย
และสัญลักษณ์ ได้แก่ การสร้างสัญลักษณ์ภาษาเขียน
ทิศทางการเขียน วิธีถ่ายทอดความหมายของสัญลักษณ์
ภาษาเขียนและความซับซ้อนของความหมายที่ต้องการ
สื่อโดยใช้ไวยากรณ์ที่เป็นตัวอักษร คำา หรือ ประโยค
ง่าย ๆ (สำานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2551)
ความรู้และทักษะดังกล่าวนี้จะช่วยให้ครูรู้จักวางบทบาท
ของตนเองในลักษณะการเป็นต้นแบบด้านการอ่านออก
เสียง การคิดดัง ๆ การวิเคราะห์สิ่งที่อ่าน การริเริ่ม ช่วย
เหลือ ชี้แนะ สาธิต การมีส่วนร่วม การตอบสนอง การ
เติมเต็มศักยภาพในตัวเด็ก เพื่อให้เด็กพัฒนาความคิด
รวบยอดในการรู้หนังสือ รู้จักค้นหาความหมายของสิ่งที่
Journal of education
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 67
เข้ารับการฝึกอบรม โดยใช้ข้อมูลการสำารวจความรู้
พื้นฐานของผู้เข้ารับ การฝึกอบรมประกอบการจัดเรียง
ลำาดับความสำาคัญของเนื้อหา เริ่มต้นเรียนรู้จากความรู้
พื้นฐาน ซึ่งมีความสำาคัญและจำาเป็นในการนำาไปปฏิบัติ
และออกแบบกิจกรรม ผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะได้เรียนรู้
จากการสังเกตรายละเอียดของเนื้อหาในแต่ละกิจกรรม
นำามาเปรียบเทียบกับประสบการณ์เดิมของตนเอง ช่วยให้
เกิดการเชื่อมโยงทฤษฎีการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารและ
การจัดกิจกรรมแบบมุ่งงานปฏิบัติ เกิดความรู้ ความเข้าใจ
มีความมั่นใจในการนำาไปใช้ สามารถออกแบบกิจกรรมได้
เหมาะสมกับตัวชี้วัดของหลักสูตรแกนกลาง เห็นความ
สำาคัญและประโยชน์ในการนำาไปใช้สอนในชั้นเรียนอย่าง
แท้จริง สอดคล้องกับ ชูชัย สมิทธิไกร (2548, หน้า 140
- 154) ที่กล่าวว่า การกำาหนดเนื้อหาในการฝึกอบรม
ผู้เข้ารับการอบรมควรจะได้เรียนรู้และนำาไปใช้ใน
การปฏิบัติงาน ต้องพิจารณาเลือกเนื้อหาให้ตรงกับ
วัตถุประสงค์ของการฝึกอบรมที่ตั้งไว้ จัดลำาดับเนื้อหา
โดยเริ่มจากง่ายไปยาก จากความรู้ระดับพื้นไปสู่ความ
รู้ที่สลับซับซ้อน จากสิ่งที่เป็นหลักการทั่วไปสู่สิ่งที่เป็น
กฎเกณฑ์เฉพาะ คำานึงถึงความจำาเป็นก่อนหลัง
สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงใน การทำางาน โดยใช้
ประสบการณ์ของผู้เข้ารับการอบรมในการเสนอความรู้
ใหม่ให้สัมพันธ์กับความรู้หรือประสบการณ์เดิมของผู้เข้า
รับการอบรม จะทำาให้เกิดการเรียนรู้ รู้สึกประสบความ
สำาเร็จในการเรียนรู้และมีความมั่นใจในตนเอง
2.1.2 กิจกรรมการฝึกอบรม เป็นกิจกรรม
ที่เน้นประสบการณ์หลายลักษณะ เช่น การบรรยาย
หลักการและแนวคิดพื้นฐาน กิจกรรมกลุ่ม 4 - 5 คน
ศึกษาตัวอย่างจากใบความรู้ที่มีหัวข้อเรื่องจากหน่วย
การเรียนรู้ระดับประถมศึกษา แลกเปลี่ยนความคิด
เห็นและอภิปรายเกี่ยวกับเนื้อหาตามวัตถุประสงค์ของ
หน่วยฝึกอบรมร่วมกับคู่ชี้แนะที่มาจากคนละกลุ่ม นำา
ข้อมูลจากการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มมาแลกเปลี่ยนกับคู่
ปฏิบัติกิจกรรม ทำาให้ได้รับข้อมูลและประสบการณ์ที่
หลากหลาย ได้สะท้อนความคิด ชี้แนะซึ่งกันและกัน
สรุปเป็นหลักการ ทฤษฎี จัดทำาแผนภาพความคิดและ
พัฒนาชิ้นงานใหม่ และสรุปองค์ความรู้ในแบบบันทึก
ผลการเรียนรู้ของตนเอง สอดคล้องกับ ชอน (Schon, 1996
อ้างถึงใน Ferraro, 2000, p.1) ที่กล่าวว่า การสะท้อน
การปฏิบัติ จะช่วยให้การฝึกปฏิบัติได้ดียิ่งขึ้น การทำางาน
เป็นคู่ การชี้แนะ การอภิปรายกลุ่มเล็กและกลุ่มใหญ่
เกี่ยวกับประสบการณ์จะช่วยพัฒนาและเพิ่มพูน
ประสบการณ์ ช่วยให้ครูเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งและสามารถ
นำาทฤษฎีมาประยุกต์ใช้ในชั้นเรียนได้เป็นอย่างดี
2.1.3 กระบวนการฝึกอบรม เป็น
กระบวนการเน้นประสบการณ์ตามลำาดับขั้นตอน
เริ่มจากการจัดประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรมให้ผู้เข้ารับการ
ฝึกอบรมรับประสบการณ์จากตัวอย่างที่มีเนื้อหาที่
สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้แกนกลางของหลักสูตร
ระดับประถมศึกษา ทำาให้สามารถเชื่อมโยงประสบการณ์
เดิมกับตัวอย่างที่ได้รับแล้วนำามาเปรียบเทียบกับการ
จัดกิจกรรมของตนเองในเนื้อหาเดียวกัน ขั้นต่อมา
ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้รับการกระตุ้นให้เกิดการสังเกต
และ การคิดแก้ปัญหาร่วมกับกลุ่มและปฏิบัติกิจกรรม
คู่ ศึกษาใบความรู้ ตัวอย่าง อภิปราย แลกเปลี่ยน
ความคิดเห็นร่วมกับคู่ชี้แนะจนเกิดความรู้ความเข้าใจ
นำาไปสู่ความคิดรวบยอดที่เป็นนามธรรมโดยผู้เข้ารับการ
ฝึกอบรมสร้างความคิดรวบยอดเกี่ยวกับการสอนภาษา
เพื่อการสื่อสารเป็นแนวคิด ทฤษฎีจากประสบการณ์ที่
ได้รับร่วมกัน จากการสะท้อนความคิดร่วมกับกลุ่มและ
คู่ สรุปร่วมกับคู่ชี้แนะจัดทำาแผนที่ความคิดร่วมกัน และ
ทดลองปฏิบัติร่วมกับคู่สร้างชิ้นงานใหม่ที่สัมพันธ์กับ
มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้ตาม
หลักสูตร เพื่อนำาเสนอต่อกลุ่มใหญ่และเปรียบเทียบ
ผลงานของตนเองกับผลงานของกลุ่มอื่น จากการปฏิบัติ
ตามกระบวนการเน้นประสบการณ์ทำาให้ผู้เข้ารับการ
Journal of education
192
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Journal of education
Appeal) และการเสนอรายงานต่อสภามหาวิทยาลัยได้
1.3.2 มีคณะกรรมการเพื่อดำาเนินงาน
ด้านต่าง ๆ เช่น คณะกรรมการด้านทุนการศึกษา การ
ให้รางวัล ด้านการวิจัยขั้นสูง ด้านการพิจารณาผลงาน
วิชาการ ด้านห้องสมุดและทรัพยากรทางด้านวิชาการ
ฯลฯ ที่ได้รับการแต่งตั้งจากสภาวิชาการ
2. ด้านพันธมิตรและเครือข่าย (Alliance and
Network)
2.1 ความร่วมมือกับต่างประเทศ
2.1.2 มีการพัฒนาองค์กรนักศึกษาระดับ
นานาชาติ
2.1.3 มีการพัฒนาเครือข่ายศิษย์เก่า
นานาชาติที่มีความสัมพันธ์กับมหาวิทยาลัย
2.1.4 มีการสร้างพันธมิตรอย่างยั่งยืน
(Enduring Partnerships) และสร้างเครือข่ายที่มี
ประสิทธิภาพกับมหาวิทยาลัยทั่วโลก
2.1.5 มีความร่วมมือทางวิชาการกับ
องค์กรต่างประเทศ เช่น การแลกเปลี่ยนความรู้ ข้อมูล
ข่าวสาร บุคลากร/นักศึกษา การทำาวิจัย การพัฒนา
หลักสูตรร่วมกัน รวมทั้งความร่วมมือด้านการเรียนการ
สอน และการให้ทุนการศึกษา เป็นต้น
2.2 ความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาใน
ประเทศ
2.2.1 ร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาอื่น ๆ
เพื่อผลิตและพัฒนาบุคลากรร่วมกัน พัฒนาการเรียนการ
สอนและการบริหารหลักสูตรร่วมกัน
2.2.2 สร้างเครือข่ายกับโรงเรียน เช่น
การช่วยเหลือในด้านการพัฒนาครู ห้องปฏิบัติการด้าน
วิทยาศาสตร์ การเรียนการสอนภาษาอังกฤษ เป็นต้น
2.2.3 ให้นักศึกษาสามารถลงทะเบียนข้าม
สถาบัน ภายใต้เงื่อนไขต่าง ๆ
2.2.4 มีการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและ
บุคลากรระหว่างมหาวิทยาลัยในประเทศ
2.2.5 เปิดสอนสาขาวิชาที่มีการเรียนการ
สอนร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัย
2.3 ความร่วมมือกับชุมชน/ภาคอุตสาหกรรม
2.3.1 มีการพัฒนาความร่วมมือ/
ดำาเนินกิจกรรมภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง
มหาวิทยาลัยกับภาคธุรกิจ/อุตสาหกรรมในประเทศ
2.3.2 มหาวิทยาลัยเป็นศูนย์กลางในการ
ประสานงานกับเครือข่ายชุมชน ธุรกิจ และอุตสาหกรรม
ฯลฯ
2.3.3 มีความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย
กับชุมชนและสังคม เพื่อถ่ายทอดผลงานวิจัยสู่ชุมชน
2.3.4 จัดการเรียนรู้ร่วมอุตสาหกรรม
(Industrial Cooperative Learning) โดยให้นักศึกษา
สามารถเรียนรู้ประสบการณ์จากการไปปฏิบัติงานจริงใน
ภาคธุรกิจอุตสาหกรรม
2.3.5 มีหน่วยงานหลักในการประสานงาน
ถ่ายทอด และพัฒนาเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยให้แก่
กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจ ชุมชน ผู้ประกอบการใหม่ ผู้
ผลิตภาคอุตสาหกรรม และประชาชนทั่วไป
2.2.6 เชิญผู้บริหารของภาคธุรกิจ/
อุตสาหกรรม ที่ประสบความสำาเร็จ มาเป็นคณะกรรมการ
สภามหาวิทยาลัย
2.3.7 บุคลากรของมหาวิทยาลัยเป็นที่
ปรึกษาให้กับภาคธุรกิจ/อุตสาหกรรม
3. ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี (Innovation
and Technology)
3.1 เทคโนโลยีและระบบสารสนเทศ
3.1.1 จัดการเรียนการสอนบนเครือข่าย
อินเทอร์เน็ต (e-Learning) เพื่อสนับสนุนการเรียนการ
สอนนอกเหนือจากชั้นเรียนปกติ
3.1.2 ใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์สถานการณ์
จำาลอง (Simulation) ในการเรียนการสอนที่มีการทดลอง
3.1.3 เปิดฝึกอบรมแบบออนไลน์
58
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
การพัฒนาโปรแกรมการฝึกอบรมแบบเน้นประสบการณ์ในการสอน
ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร สำาหรับครูผู้สอนระดับประถมศึกษา
A Development of Experiential Training Program
on Communicative English Language Instruction for
Elementary School Teachers
Journal of education
นิธิวดี ป่าหวาย*
E : mail:kaiwadee@yahoo.co.th
วิมลรัตน์ จตุรานนท์**
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโปรแกรมการฝึกอบรมแบบเน้นประสบการณ์ ในการสอนภาษา
อังกฤษเพื่อการสื่อสาร สำาหรับครูผู้สอนระดับประถมศึกษา และเพื่อศึกษาผลการใช้โปรแกรมการฝึกอบรม การ
พัฒนาโปรแกรมการฝึกอบรมดำาเนินการเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 พัฒนาโปรแกรมการฝึกอบรม โดยมีขั้นตอน 4
ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 การศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน ขั้นที่ 2 การสร้างโปรแกรมการฝึกอบรม ขั้นที่ 3 การ
ทดลองใช้โปรแกรมการฝึกอบรม และขั้นที่ 4 การประเมินโปรแกรมการฝึกอบรม ระยะที่ 2 การศึกษาผล การนำา
โปรแกรมการฝึกอบรมไปใช้ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบความรู้การจัดกิจกรรมการสอนภาษาอังกฤษ
เพื่อการสื่อสาร แบบประเมินทักษะการจัดกิจกรรมการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร และแบบสอบถามความคิด
เห็นที่มีต่อโปรแกรมการฝึกอบรม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูผู้สอนภาษาอังกฤษระดับประถมศึกษา ที่
มีผลการประเมินความรู้ระดับปานกลาง (Intermediate) จำานวน 30 คน โดยใช้แผนการทดลองแบบ One Group
Pretest - Posttest Design วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัย พบว่า
1. ได้โปรแกรมการฝึกอบรมแบบเน้นประสบการณ์ในการสอนภาษาอังกฤษเพื่อ การสื่อสาร สำาหรับครูผู้สอน
ระดับประถมศึกษา ที่พัฒนาขึ้น มีองค์ประกอบได้แก่ สภาพปัญหาและความจำาเป็นของโปรแกรมการฝึกอบรม
หลักการ จุดมุ่งหมาย เนื้อหาวิชา กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อการฝึกอบรมและการวัดและประเมินผล ผลการประเมิน
คุณภาพโปรแกรมการฝึกอบรมโดยผู้เชี่ยวชาญพบว่าโปรแกรมการฝึกอบรมมีความสอดคล้องกับสภาพปัญหาและ
ความต้องการของผู้เข้ารับการฝึกอบรม และแต่ละองค์ประกอบมีความเหมาะสม อยู่ในระดับมาก
* นิสิตหลักสูตรการศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยบูรพา
** ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ภาควิชาการจัดการเรียนรู้ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 175
หน่วยงานเครือข่าย สอดคล้องกับ ยัง โสภาสาย (2550)
ที่กล่าวว่าการจัดตั้งเครือข่ายมีความสำาคัญอย่างมาก และ
ยังสอดคล้องกับพัทยา สายหู (2540) ที่กล่าวว่าควรมี
การจัดตั้งหน่วยงานหรือองค์กรการวิจัยเพื่อทำาหน้าที่
คอยประสานงานให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และ
ให้การสนับสนุนในการทำาวิจัย เพื่อให้เกิดผลงานวิจัยที่
มีประสิทธิภาพ
ข้อเสนอแนะในการวิจัย
ข้อเสนอแนะในการนำาผลการวิจัยไปปฏิบัติ
1) สถาบันอุดมศึกษาควรนำา หลักการ โครงสร้าง
และกลไก การจัดกิจกรรมในการดำาเนินงานไปสร้างเครือ
ข่ายความร่วมมือด้านการวิจัย
2) ผู้บริหารของสถาบันอุดมศึกษาทุกระดับชั้น
ควรวางแผนดำาเนินการสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบัน
อุดมศึกษา ด้วยการจัดสรรงบประมาณ การจัดสรร
บุคลากร คัดเลือกผู้ประสานงานความร่วมมือของสถาบัน
ข้อเสนอแนะสำาหรับการวิจัยในครั้งต่อไป
การวิจัยครั้งต่อไปควรศึกษาสาเหตุและผลกระ
ทบที่เกิดจากปัจจัยภายในและภายนอก ที่ส่งผลต่อการ
สร้างเครือข่ายความร่วมมือ ระหว่างสถาบันอุดมศึกษา
ทั้งสถาบันของรัฐและเอกชน
Journal of education
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 159
วิธีดำาเนินการวิจัย
กลุ่มตัวอย่าง
กลุ่มตัวอย่างเป็นครูในโรงเรียนสังกัดสำานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจังหวัดชลบุรี
ปีการศึกษา 2552 จำานวน 420 คน
การกำาหนดกลุ่มตัวอย่างใช้เกณฑ์จำานวนตัวแปร
ที่ศึกษา ซึ่ง ลินเดอร์แมน, เมรินดา และโกลด, วิสส และ
นงลักษณ์ (Lindeman, Merenda, & Gold, 1980,
p. 163 ; Weiss, 1972, นงลักษณ์ วิรัชชัย, 2542,
หน้า 54) ได้ให้กฏอย่างง่ายว่า อัตราส่วนระหว่างหน่วย
ตัวอย่างและจำานวนพารามิเตอร์หรือตัวแปรควรจะเป็น
20 ต่อ 1 แสดงว่า การประมาณค่าขนาดกลุ่มตัวอย่าง
ของตัวแปรทำานาย 1 ตัว ควรกำาหนดหน่วยตัวอย่าง
ประมาณ 20 หน่วย ส่วนบูมส์มา (Boomsma, 1983
อ้างถึงใน นงลักษณ์ วิรัชชัย, 2542, หน้า 311) เสนอ
ว่า กลุ่มตัวอย่างที่เหมาะสมควรเป็น 400 คน ผู้วิจัย
จึงได้กำาหนดกลุ่มตัวอย่าง 420 คน และใช้วิธีการสุ่ม
ตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi - stage Random
Sampling) โดยแบ่งโรงเรียนตามขนาด คือ ขนาดเล็ก
ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ สุ่มโรงเรียนในแต่ละเขตพื้นที่
การศึกษาตามขนาดของโรงเรียน ด้วยวิธีการสุ่มอย่าง
ง่าย ได้โรงเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง 21 โรงเรียน สุ่มครู
ในโรงเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง จำานวน 420 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลแบ่งออก
เป็น 2 ตอน ดังนี้
ตอนที่ 1 ข้อมูลเบื้องต้นของครู มีลักษณะเป็น
แบบตรวจสอบรายการ จำานวน 6 ข้อ
ตอนที่ 2 แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถใน
ตนเองของครู มีลักษณะเป็นมาตรประมาณค่า 5 ระดับ
ซึ่งครอบคลุมองค์ประกอบทั้ง 7 ด้าน จำานวน 46 ข้อ มี
ค่าความเที่ยงทั้งฉบับเท่ากับ .91
การเก็บรวบรวมข้อมูล
ผู้วิจัยดำาเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเองใน
ระหว่างวันที่ 24 สิงหาคม 2552 ถึงวันที่ 30 กันยายน
2552 ได้แบบสอบถามฉบับสมบูรณ์จำานวน 420 ฉบับ
คิดเป็นร้อยละ 100
การวิเคราะห์ข้อมูล
การวิเคราะห์ข้อมูลดำาเนินการ ดังนี้
1. วิเคราะห์ค่าสถิติพื้นฐาน เพื่อให้ทราบลักษณะ
ของกลุ่มตัวอย่างและการแจกแจงของตัวแปร ได้แก่ ร้อย
ละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์
การกระจาย ค่าความเบ้ ค่าความโด่ง โดยใช้โปรแกรม
SPSS 17
2. การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับสอง
(Second Order Confirmatory Factor Analysis)
เพื่อตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้างของโมเดล โดยแบ่ง
ออกเป็น 2 วิธี วิธีที่ 1 วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน
อันดับสองโมเดลสองระดับแบบปกติ ใช้โปรแกรมลิสเรล
8.72 วิธีที่ 2 วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับสอง
โมเดลสองระดับที่ข้อคำาถามได้รับอิทธิพลตรงจากองค์
ประกอบอันดับสอง ใช้โปรแกรม AMOS 16
ผลการวิจัย
1. ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับ
สองขั้นที่สองโมเดลสองระดับแบบปกติผลการทดสอบค่า
ไค-สแควร์ ( c 2 ) เท่ากับ 1610.27 ที่องศาอิสระ 923
ค่าความน่าจะเป็นเท่ากับ 0.00 ค่าดัชนีวัดระดับความ
กลมกลืนเปรียบเทียบ (CFI) เท่ากับ .99 และค่ารากของ
ค่าเฉลี่ยกำาลังสองของความคลาดเคลื่อนโดยประมาณ
(RMSEA) เท่ากับ .04 แสดงว่าโมเดลการรับรู้ความ
สามารถในตนเองของครูที่สร้างขึ้นมีความสอดคล้องกับ
ข้อมูลเชิงประจักษ์ แสดงดังภาพที่ 3
Journal of education
68
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Journal of education
ฝึกอบรมสามารถนำาความรู้และประสบการณ์ไปใช้ในการ
จัดกิจกรรมการเรียนรู้ในชั้นเรียนได้จริง สอดคล้องกับ
คอล์บ (Kolb, 1984 cited in Powell & Wells, 2002,
p.34) ที่กล่าวว่า การเรียนรู้จากสถานการณ์และนำามา
สัมพันธ์กับประสบการณ์ที่ได้รับมาก่อน โดยนำามาเป็น
ข้อมูลพื้นฐานสำาหรับการเรียนรู้ข้อมูลใหม่ ทำาให้สะท้อน
ความคิดของตนเองจากข้อมูลที่ได้รับด้วยมุมมองที่
แตกต่างกัน การทบทวนความคิดจากการรับรู้ที่เกิดขึ้น
จะทำาให้เกิดการสังเกตและคิดเชื่อมโยงโดยใช้เหตุผล
นำาไปจัดประสบการณ์ในบริบทอื่นและบูรณาการความรู้
ใหม่กับความคิดเห็นและแนวคิดที่มีอยู่และใช้ทักษะใน
การปฏิบัติ ทดลองปฏิบัติงานที่มีขอบเขตของภาระงาน
ชัดเจนจนเกิดการค้นพบงานใหม่
2.1.4 สื่อการฝึกอบรม สอดคล้องกับ
เนื้อหาสาระในการฝึกอบรมที่เหมาะสมกับการสอนภาษา
อังกฤษระดับประถมศึกษา นำาแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยว
กับการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร การจัดกิจกรรม
งานปฏิบัติ 6 ประเภท จัดทำาใบความรู้ ใบกิจกรรมใช้
ตัวอย่างจากสถานการณ์ที่ใกล้ตัวผู้เรียนและเอกสาร
ประกอบการฝึกอบรมที่สอดคล้องกับตัวชี้วัดและสาระ
การเรียนรู้แกนกลาง มีคำาอธิบาย ขั้นตอนการปฏิบัติและ
ภาพประกอบที่น่าสนใจ เหมาะสมกับการนำาไปใช้ในการ
จัดกิจกรรมการเรียนรู้จริงในชั้นเรียนระดับประถมศึกษา
ซึ่งตรงกับความต้องการของผู้เข้ารับการฝึกอบรม ทำาให้
ผู้เข้ารับการฝึกอบรมรู้และเข้าใจเรื่องที่อบรมชัดเจนยิ่งขึ้น
สอดคล้องกับ ชูชัย สมิทธิไกร (2548, หน้า 29 - 34)
ที่กล่าวว่า การออกแบบโครงการฝึกอบรมเพื่อนำาไปสู่
เป้าหมายที่กำาหนดจำาเป็นต้องเลือกสื่อการสอนที่ เหมาะ
สมกับผู้รับการอบรมเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้าน
ความรู้ ทักษะ หรือความสามารถ โดยคำานึงถึงปัจจัย
ต่างๆ ได้แก่ หัวข้อ เนื้อหา รูปแบบและวิธีการอบรม
สื่อการสอน วิทยากร และเวลา เป็นต้น
2.1.5 การประเมินผล เป็นลักษณะของ
การประเมินจากชิ้นงานการสรุปผลการเรียนรู้ในแต่ละ
หน่วยฝึกอบรมเป็นรายบุคคล มีการทดสอบโดยใช้แบบ
ทดสอบที่ครอบคลุมทั้งด้านความรู้ ความเข้าใจ และ
การนำาไปใช้ที่สอดคล้องกับการจัดกิจกรรมการสอนจริง
ในชั้นเรียน รวมทั้งการประเมินทักษะจากผลงานขณะ
ปฏิบัติกิจกรรมร่วมกับคู่ในการฝึกอบรม ทำาให้ผู้เข้า
รับการฝึกอบรมรู้สึกผ่อนคลายสามารถปฏิบัติงานจน
เสร็จสิ้น ซึ่งสอดคล้องกับ โอลิวา (Oliva, 2004, pp.385
- 389) ที่กล่าวว่า การประเมินผลการเรียนรู้ควรประเมิน
ก่อนเรียน ประเมินพฤติกรรมและทดสอบก่อนเรียน โดย
ประเมินให้ครอบคลุมความรู้ที่มีมาก่อนเรียนและวิชา
ที่จะเรียน การประเมินผลระหว่างเรียนอาจประเมินแบบ
เป็นทางการและไม่เป็นทางการ และประเมินผลหลัง
เรียนเมื่อเรียนจบหลักสูตรหรือหน่วยการเรียนรู้เกี่ยวกับ
พุทธิพิสัยและทักษะพิสัยของผู้เรียน
2.2 ทักษะด้านการจัดทำาแผนการจัดกิจกรรม
การสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ของผู้เข้ารับการ
อบรม โดยรวมอยู่ในระดับดี ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก ทุก
ขั้นตอนของการฝึกอบรม ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้ปฏิบัติ
กิจกรรมกลุ่ม กิจกรรมคู่ กิจกรรมรายบุคคล แลกเปลี่ยน
ความคิดเห็น นำาเสนอร่วมกับเพื่อน ฝึกปฏิบัตินำาความ
รู้และประสบการณ์ในการสร้างชิ้นงานใหม่ รวมทั้งการ
วิเคราะห์หลักสูตรเพื่อออกแบบแผนการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้แบบอิงมาตรฐานที่สอดคล้องกับหลักสูตรแกน
กลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และ
ทดลองสอนในขณะฝึกอบรม ตลอดจนการสะท้อนผล
และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันหลังการทดลอง
สอน สร้างความเข้าใจร่วมกัน ปรับปรุง แก้ไข จัดทำาเป็น
ชิ้นงานใหม่ให้เหมาะสมกับการนำาไปใช้จริงในชั้นเรียน
ทำาให้เกิดความคล่องแคล่วและมั่นใจในการนำาไปใช้
จึงเกิดเป็นผลงานที่มีคุณภาพตามเกณฑ์ สอดคล้องกับ
คอล์บ (Kolb, 1984, p. 41) ที่กล่าวว่า กระบวนการ
ฝึกอบรมและกิจกรรมเน้น การเรียนรู้จากการปฏิบัติ
เป็นการกระตุ้นความคิดทำาให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมเกิด
8Journal of education
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
แต่ละรอบของวงจร ความมั่นใจในการเป็นครูจะมีความ
ก้าวหน้า โดยมีคุณภาพมากขึ้น จนเกิดเป็นความแน่วแน่
ในวิชาชีพครูอนุบาลในที่สุด
เงื่อนไขของพัฒนาการครูระยะที่ 2.1 การยืนยัน
ความแน่วแน่ในวิชาชีพครูอนุบาล คือ ประสบการณ์
ต่างๆ ทั้งการทำางานและการดำาเนินชีวิต สามารถจำาแนก
ได้ 9 หมวดหมู่ ได้แก่ 2.1.1) ชีวิตส่วนตัวและครอบครัว
2.1.2) ความสมดุลระหว่างความต้องการจำาเป็นกับราย
ได้ 2.1.3) บุคลิกภาพและ วุฒิภาวะส่วนบุคคล 2.1.4)
เป้าหมาย ปรัชญาชีวิต และแนวความเชื่อในการดำาเนิน
ชีวิต 2.1.5) ปรัชญาและแนวความเชื่อทางการศึกษา
2.1.6) ประสบการณ์ความสำาเร็จ และความล้มเหลวใน
การเป็นครู 2.1.7) การได้รับแบบอย่างในการเป็นครู
2.1.8) ความสุขและพลังที่ได้รับจากเด็ก และ 2.1.9)
ชุมชนและบุคคลรอบตัว
2.2) การพัฒนาความสามารถในการเป็นครู
อนุบาล แบ่งเป็น 2 ระยะย่อย ได้แก่ 2.2.1) ระยะเริ่มต้น
การเรียนรู้ ซึ่งครูสอนไม่สอดคล้องกับหลักการการศึกษา
ปฐมวัย หรือสอนในลักษณะเลียนแบบ ทัศนะหลักของ
ครูเป็นแบบแยกส่วน ส่งผลให้ครูมองเด็กอย่างผิวเผิน
แยกห้องเรียนออกมาจากชีวิตเด็กและผู้ปกครอง ยังไม่
เคารพความเป็นมนุษย์ผู้มีชีวิตจิตใจอย่างแท้จริง ยังไม่
เห็นความสำาคัญในการทำางานกับผู้ปกครอง จากนั้นครู
จึงพัฒนาความสามารถไปสู่ระยะย่อย 2.2.2) ระยะมี
ความมั่นคงทางวิชาชีพ ซึ่งครูสอนโดยเน้นเด็กเป็นสำาคัญ
สอดคล้องกับธรรมชาติและพัฒนาการเด็กจากการรู้คิด
ด้วยตนเอง ตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของ
เด็ก และให้ความสำาคัญกับการทำางานกับผู้ปกครอง
เงื่อนไขของการพัฒนาครูระยะที่ 2.2 การพัฒนา
ความสามารถในการเป็นครู จำาแนกเป็น 2.2.1) เงื่อนไข
ในระยะเริ่มต้น ได้แก่ หลักการของการพัฒนาครูที่มี
กัลยาณมิตรเชิงวิชาชีพ เน้นการลงมือกระทำาควบคู่
กับการได้รับความรู้ และการได้เห็นแบบอย่าง 2.2.2)
เงื่อนไขในระยะมีความมั่นคงทางวิชาชีพ ได้แก่ หลักการ
การพัฒนาครูที่มีกิจกรรมทางความคิดให้ครู เน้นการคิด
เชื่อมโยงการปฏิบัติกับหลักการจัดการศึกษา และส่งเสริม
คุณลักษณะส่วนบุคคลที่เอื้อต่อการพัฒนา
ระยะที่ 3 การกลายเป็นครูอนุบาลที่มีวุฒิภาวะ
ทางวิชาชีพ ในระยะนี้ครูจะสอนตามจุดยืนหรือปรัชญา
การศึกษาส่วนบุคคลอย่างมีหลักการที่มั่นคงจากการรู้คิด
ด้วยตนเอง ทัศนะหลักของครูเป็นแบบองค์รวม ซึ่งส่ง
ผลให้สอนแบบบูรณาการและสอดคล้องกับความเป็นจริง
ของชีวิต เข้าใจเด็กอย่างเป็นองค์รวม เคารพความเป็น
มนุษย์ สังเกตเด็กอย่างมีสติใคร่ครวญ เป็นแบบอย่างให้
เด็กอย่างลงลึก และทำางานกับผู้ปกครองเพื่อการพัฒนา
เด็กอย่างเป็นองค์รวม
เงื่อนไขของพัฒนาการครูระยะที่ 3 การกลาย
เป็นครูอนุบาลที่มีวุฒิภาวะทางวิชาชีพ ได้แก่ หลักการ
การพัฒนาครูที่ผู้ให้ข้อมูลตระหนักว่าการทำางานเป็นครู
อนุบาลคือภารกิจทางวิชาชีพที่เป็นวิถีทางให้ครูพัฒนา
ชีวิตอย่างเป็นองค์รวม และการพัฒนาครูที่เชื่อมโยงองค์
ประกอบต่างๆ อย่างสมดุลและสมบูรณ์เป็นองค์รวม
สรุปได้ว่าแนวคิดเกี่ยวกับพัฒนาการทางวิชาชีพ
ครูในบริบทไทยยังไม่ปรากฎ มีเพียงการวิจัยที่นำาแนวคิด
ตะวันตกมาศึกษา การวิจัยคุณลักษณะของครูที่ประสบ
ความสำาเร็จ และวิทยฐานะของครูที่พอจะเทียบเคียง
ได้ แต่ในส่วนของครูปฐมวัยมีการศึกษาพัฒนาการทาง
วิชาชีพและปัจจัยเงื่อนไขที่มีต่อการพัฒนาไว้หนึ่งแนวคิด
ซึ่งแบ่งออก 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 กระบวนการเข้าสู่
วิชาชีพครู แบ่งเป็นระยะย่อย ได้แก่ ความสนใจที่มีต่อ
วิชาชีพครูในช่วงการเลือกอาชีพ และวิธีการก้าวเข้ามา
เป็นครู ระยะที่ 2 กระบวนการพัฒนาเชิงวิชาชีพ ซึ่งมี
การพัฒนาทั้งการยืนยันความแน่วแน่ในวิชาชีพครู และ
การพัฒนาความสามารถในการเป็นครู แบ่งเป็นระยะย่อย
ได้แก่ ระยะเริ่มต้นการเรียนรู้และระยะมีความมั่นคงทาง
วิชาชีพ ระยะที่ 3 การกลายเป็นครูอนุบาลที่มีวุฒิภาวะ
ทางวิชาชีพ
30
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Journal of education
Burn, B. (1999). The Mindful School: How to teach Balanced Reading and Writing. IL: SkyLight
Training and Publishing Inc..
Clark, M. (1976). Young fluent readers. London: Heinemann.
Clay, M. (1966). ‘Emergent reading behavior’. unpublished PhD Thesis, University of Auckland.
_______. (1975). What did I write? Auckland, New Zealand: Heinemann.
Cutting, B. (1989). Setting started in whole language: Shared reading experience. Auckland:
Applepress.
Department of Education, Western Australia. (2005). First steps: Writing developmental continuum.
Perth, WA: Rigby Heinemann.
________. (2005). First steps: Reading developmental continuum. Perth, W.A.: Rigby Heinemann.
________. (2005). First steps: Spelling developmental continuum. Perth, W.A.: Rigby Heinemann.
Durkin, D. (1966). Children who read early. New York: Teachers College Press.
Goodman, Y. (1980). The roots of literacy. In M Douglass (Ed.), Claremont Reading ConferenceForty-
Fourth Yearbook. Claremount, CA: The Claremount Reading Conference.
Goodman, K. (1986). What’s whole in whole language? Portsmoth: Heinemann.
Gilbert, P. (1989). Gender, literacy and the classroom. Melbourne: Australian Reading Association.
Halliday, K. (1975). Learning how to mean: Explorations in the development of language. New
York: Elsevier.
Heath, S. (1983). Ways with words; Language, life, and work in communities and classrooms.
Cambridge, Cambridge University Press.
Holdaway, D. (1979). The foundation of literacy. NH: Heinemann.
Jalongo, R. (1991). Strategies for developing children’s listening skills. Bloomington, IN: Phi Delta
Maymard, T. (2002). Boys and Literacy: Exploring the Issues. London: Routledge Farmer.
Millard, E. (1994b). Developing Readers in the Middle Years. Buckingham: Open University Press.
_________(1997). Differently Literate: the Schooling of Boys and Girls. London: Falmer.
Minn, H. (1991). Language, literacy and gender. London: Hodder and Stoughton.
Morrow, L. & Tracey, D. (2007). Fostering early literacy development. In Guzzetti, B. (Ed.), Literacy
for the new millennium. CT: An imprint of Greenwood Publishing Group, Inc. p.112.
Morrow, M. and Smith, K. (Eds.). (1990). Assessment for Instruction in early literacy. Englewood
Cliffs, NJ: Prentice-Hall, 240 pp.
Palmer, S. & Bayley, R. (2008). Foundations of literacy: A balanced approach to language,
listening and literacy skills in the early years. (2 nd ). London: Continuum International
Publishing Group.
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 63
7
กรอบแนวคิดในการวิจัย
ระยะที่ 1 พัฒนาโปรแกรมการฝึ กอบรม
1. ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน
- ความรู้พื ้นฐานการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร
- ประเมินความต้องการจําเป็นในการฝึกอบรม
- แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโปรแกรมการฝึกอบรม
2. สร้างโปรแกรมการฝึ กอบรม
2.1 โปรแกรมการฝึกบอรมฉบับ
ร่างและเอกสารประกอบ
2.2 ประเมินโปรแกรมการ
ฝึกอบรมฉบับร่างและเอกสาร
ประกอบ / แก้ไข ปรับปรุง
3. ทดลองใช้ / แก้ไขปรับปรุง
โปรแกรมการฝึ กอบรม
หาคุณภาพเบื ้องต้นกับกลุ่มที่ไม่ใช่
กลุ่มตัวอย่าง 10 คน
4. ประเมินผลโปรแกรม
การฝึ กอบรม
- ประเมินประสิทธิภาพโปรแกรม
การฝึกอบรมตามเกณฑ์ที่กําหนด
- ปรับปรุงแก้ไขตามผล
การประเมิน
ระยะที่ 2 ศึกษาผลการนําโปรแกรมการฝึ กอบรมไปใช้
- นําโปรแกรมการฝึกอบรมไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง 30 คน
ประเมินประสิทธิผลโปรแกรมการฝึกอบรม
โปรแกรมการฝึกอบรมแบบเน้นประสบการณ์ในการสอน
ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร สําหรับครูผู้สอนระดับประถมศึกษา
ประกอบด้วย สภาพปัญหาและความต้องการฝึกอบรม หลักการ
จุดมุ่งหมาย โครงสร้าง เนื ้อหาสาระ กิจกรรม สื่อการฝึกอบรม
และการวัดประเมินผล
- การฝึกอบรมด้วยการเรียนรู้แบบเน้นประสบการณ์ 4 ขั ้นตอน
1. ประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรม
(Concrete Experience)
2. การสังเกตโดยการคิดอย่างไตร่ตรอง
(Reflective Observation)
3. การสร้างความคิดรวบยอดที่เป็นนามธรรม
(Abstract Conceptualization)
4. การทดลองปฏิบัติ
(Active Experimentation)
โปรแกรมการฝึ กอบรมแบบเน้นประสบการณ์ในการสอน
ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร สําหรับครูผู ้สอน
ระดับประถมศึกษาที่มีประสิทธิภาพ
ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัยการพัฒนาโปรแกรมการฝึกอบรมแบบเน้นประสบการณ์ กอบรมแบบเน้นประสบการณ์ ในการสอนภาษา
อังกฤษเพื่อการสื่อสาร ในการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร สำาหรับครูผู้สอนระดับประถมศึกษา สําหรับครูผู ้สอนระดับประถมศึกษา
Journal of education
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 141
ผลของการให้คำาปรึกษาโดยใช้ทฤษฏีโปรแกรมภาษาประสาทสัมผัส
ต่อความหยุ่นตัวของเด็กที่มีประสบการณ์ทางลบ
The Effects of Neuro Linguistic Programming Couseling on
Resiliency of Children with Negative Experiences
สถาพร จันทร์พฤกษา *
E-mail:nooneonone@hotmail.com
อนงค์ วิเศษสุวรรณ์ **
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลการให้คำาปรึกษาทฤษฏีโปรแกรมภาษาประสาทสัมผัสด้วย
เทคนิคการปรับมโนภาพที่มีต่อความหยุ่นตัวของเด็กที่มีประสบการณ์ทางลบในชีวิต กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กที่มี
ประสบการณ์ทางลบในชีวิต อายุ 13 – 21 ปี อยู่ภายใต้การดูแลของสถานสงเคราะห์เด็กชาย จำานวน 10 คน
ที่มีคะแนนความหยุ่นตัวต่ำาที่สุดเมื่อเรียงลำาดับจากน้อยไปหามาก สุ่มอย่างง่ายเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม
กลุ่มละ 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นโปรแกรมการให้คำาปรึกษาทฤษฏีโปรแกรมภาษาประสาทสัมผัสด้วย
เทคนิคการปรับมโนภาพ และแบบประเมินความหยุ่นตัว ทำาการทดลองเป็นรายบุคคล คนละ 1 ครั้ง ใช้เวลาครั้งละ
40 – 60 นาที แบบแผนที่ใช้ในการวิจัย คือ การวิจัยเชิงทดลอง แบ่งการทดลองเป็น 3 ระยะ คือ ระยะก่อนการ
ทดลอง ระยะหลังการทดลอง และระยะติดตามผล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การวิเคราะห์ความแปรปรวน
แบบวัดซ้ำา ประเภทหนึ่งตัวแปรระหว่างกลุ่ม และหนึ่งตัวแปรภายในกลุ่ม
ผลการวิจัยพบว่า มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างวิธีการทดลอง กับระยะเวลาการทดลองอย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่
ระดับ .05 เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มพบว่า กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีคะแนนความ หยุ่นตัว ในระยะหลัง
ทดลองและติดตามผล ไม่แตกต่างกัน แต่เมื่อเปรียบเทียบภายในกลุ่มทดลอง พบว่ามีคะแนนความหยุ่นตัวในระยะ
หลังทดลอง และระยะติดตามผล สูงกว่าระยะก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ .05
คำาสำาคัญ : ความหยุ่นตัว / เด็กที่มีประสบการณ์ทางลบ/ ทฤษฏีโปรแกรมภาษาประสาทสัมผัส / เทคนิคการปรับ
มโนภาพ
* นิสิตหลักสูตรการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาจิตวิทยาการปรึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
** รองศาสตราจารย์ ดร. คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์
Journal of education
Content
Editorial
Review Article
Academic Issues
Professional Development of Early Childhood Teachers 1
Sieaprapa Phruttikul
Beginning to Read and Write: Rethinking and Learning about Literacy in Early Childhood 15
Pinyadapat Petcharat
Item Analysis by Software Package 32
Wathna Soonthorndhai
Research in Education
Developing the Educational Quality Assurance’s System of The Faculty 47
of Education National University of Lao
Khammeung Sybounheuang
A Development of Experiential Training Program on Communicative English 58
Language Instruction for Elementary School Teachers*
Nithiwadee Pawai
Factors and Indicators Affecting Popularity of Private Islamic Schoolsin the Special 73
Development Zone of Southern Border Provinces
Rutchata Thamcharoen
The Strategies of Good Governance Management Regarding the Patronage 86
System of Students’Enrollment for Popular Schools in Bangkok Metropolitan.
Pricha Charoenkitkhajorn
The Development of the Integrated Local Curriculum on the Occupations 100
and Technology Subjects on the Topic “Logan Gardener in Pongnamron
Community” For Mathayomsuksa 1 Students of Banpongnamron School
Rhutai Suklert
Life Trajectory of The Homeless: A Phenomenological Study of The 114
Homeless’ S Experience in Capital Area
Warakorn Supwirapakorn
Strategies to Enhance Good Character of Students in Schools under The 129
Foundation of the Church of Christ in Thailand
Sirinan Sriweraskul
The Effects of Neuro Linguistic Programming Couseling on Resiliency of 141
Children with Negative Experiences
Sathaporn Chanpulksa
A Confirmatory Factor Analysis of Teacher Self-Efficacy Perceptions. 154
Saijai Intaranarong
The Scenario of Research Cooperation Network of Higher Education Institutesin 169
The Next Ten Years (2009 - 2018)
Supawadee Lapcharoen
Thainess: The Inculcation of The Consciousness of Desired Thainess among 177
Thaiyouth in the Context of Contemporary Thai Society
Hatairath Tubporn,
The Development of an Academic Administration Model for Autonomous 186
Universities
Ammaret Netasit
A Construction of Computer Assiste-Instruction on Internet Ultilization for 202
Teacher in Saravanteacher Training School, Lao P.D.R
Souphanh Thphavongsa, Udom Rattanampornsopon
Book review
Words of Wisdom in Education 211
Montree Yamkasikorn
20
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
Journal of education
ทางการเขียนได้ ชอบทดลองใช้ภาษาจากประสบการณ์ที่
หลากหลาย เริ่มพัฒนาทักษะการแก้ไข การใช้เครื่องหมาย
วรรคตอน
3.พัฒนาการทางการรู้หนังสือด้านการคิด
สะกดคำาโดยใช้เสียงตัวอักษร สามารถสังเกตได้จากการ
เริ่มใช้สัญลักษณ์คล้ายตัวหนังสือแทนภาษาเขียน การแทน
คำาทั้งคำาด้วยพยัญชนะตัวแรก ตัวกลาง หรือตัวสุดท้าย
ที่ปรากฏเสียงชัดเจน การแทนคำาตามจำานวนพยัญชนะ
ที่ออกเสียงหลัก การออกเสียงโดยการชี้ไปที่พยัญชนะ
บางตัวที่เคยรู้จักแล้วเชื่อมสู่คำาทั้งคำา ริเริ่มทดลองสะกด
คำาขั้นต้นด้วยวิธีสะกดคำาตามกฎเกณฑ์ของตนเองแต่ยัง
ไม่สามารถสะกดคำาได้ถูกต้องตามหลักภาษา
จากที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่าพัฒนาการทางการ
รู้หนังสือของเด็กปฐมวัยเกี่ยวข้องกับการอ่าน การเขียน
และการคิดสะกดคำาโดยใช้เสียงตัวอักษร ซึ่งเกี่ยวเนื่อง
สัมพันธ์กันและเกิดขึ้นพร้อมกันมากกว่าเป็นไปอย่าง
มีลำาดับขั้นตอนอีกทั้งสัมพันธ์กับพัฒนาการทางการ
ฟังและการพูด สามารถสังเกตได้จากพฤติกรรมบ่งชี้ 3
ด้านคือ 1) พฤติกรรมบ่งชี้พัฒนาการทางการอ่านระยะ
แรกเริ่มและขั้นต้นที่สะท้อนความสามารถจากระดับเริ่ม
ต้นสู่ระดับก้าวหน้าในด้านการสร้างความคิดรวบยอด
เกี่ยวกับการใช้หนังสือ ตัวหนังสือ เครื่องหมาย สิ่งชี้แนะ
โดยอาศัยการเชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิมของตนเอง
2) พฤติกรรมบ่งชี้พัฒนาการการรู้หนังสือด้านการเขียน
ระดับเริ่มต้นสู่ระดับก้าวหน้า ที่สะท้อนความสามารถใน
การสร้างสัญลักษณ์และทิศทางของภาษาเขียนสามารถ
สื่อความหมายด้วยคำาพูด ท่าทาง ข้อความ และ 3)
พฤติกรรมบ่งชี้พัฒนาการทางการคิดสะกดคำาโดยใช้เสียง
ตัวอักษรที่สะท้อนถึงความพยายามในการแยกเสียงในคำา
เพื่อที่จะเรียนรู้องค์ประกอบคำาพูดและการค้นหาความ
สัมพันธ์ของเสียง ความหมาย และการสำารวจความ
สัมพันธ์ระหว่างภาษาพูด (เสียงพยัญชนะ) กับการอ่าน
เขียนของเด็ก
การศึกษาพัฒนาการทางการรู้หนังสือในแต่ละ
ช่วงปีที่เด็กเข้าเรียนในระดับชั้นอนุบาลนับเป็นสิ่งจำาเป็น
โดยเฉพาะช่วงเชื่อมต่อสู่การเป็นนักอ่านขั้นต้นที่เด็กอาจ
สับสนในการจับคู่ตัวอักษรกับเสียงอ่าน (Berk, 1990;
Brown, 1773; Morrow & Smith, 1990) ดังนั้น
บทบาทสำาคัญอันดับแรกของครูปฐมวัยจึงเริ่มที่ตัวครู
ก่อนเพราะครูเป็นผู้มีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดและ
การแสดงออกของเด็ก ครูต้องพัฒนาตนเองให้มีความ
รู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการทางการรู้หนังสือของ
เด็กและสมรรถนะทางภาษาของเด็กปฐมวัยเพื่อที่จะได้
วางแผนจัดประสบการณ์เพื่อส่งเสริมให้เด็กรู้หนังสือได้
ด้วยตนเอง แนะนำาช่วยเหลือเมื่อเด็กต้องการเพื่อเติมเต็ม
ศักยภาพการรู้หนังสือทีละเล็กทีละน้อยสะสมเป็นพื้นฐาน
ในการรู้หนังสือที่สมบูรณ์ต่อไป
มุมมองการรู้หนังสือจากอดีตสู่ปัจจุบัน
หากมองย้อนไปสู่วัยเด็ก ท่านยังจดจำาเวลาก่อนที่
ท่านจะสามารถอ่านออกเขียนได้หรือไม่ ในช่วงเวลานั้น
ท่านอายุเท่าใด คุณครูพยายามสอนให้ท่านอ่านเขียนด้วย
วิธีการใด ท่านรู้สึกอย่างไรต่อการสอนของครู ประทับใจ
หรือเคร่งเครียดกดดัน ทำาไมจึงรู้สึกเช่นนั้น คำาถามดัง
กล่าวนี้ผู้เขียนต้องการที่จะให้ผู้อ่านย้อนระลึกถึงอดีต
ในมุมมองของท่านในฐานะผู้เรียนซึ่งท่านอาจจะพบว่า
สิ่งสำาคัญเหนืออื่นใดในการสอนภาษาสำาหรับเด็กที่เริ่ม
เรียนอ่านเขียนคือการเรียนรู้อย่างมีความสุขโดยผู้เรียน
เป็นผู้ริเริ่มตามความสนใจของผู้เรียน ดังนั้นก่อนที่ครูจะ
สอนอ่านเขียนให้เด็กปฐมวัย ควรควรตระหนักถึงความ
สำาคัญในตัวเด็ก กล่าวคือ ครูควรมีความเข้าใจในตัวเด็ก
อย่างถ่องแท้ และมีความเชื่อว่าการที่เด็กจะเรียนรู้ภาษา
ได้ดีนั้นเด็กจะต้องเป็นผู้ที่คิด แสดงความรู้สึก หรือแสดง
พฤติกรรมด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังต้องคำานึงถึงเนื้อหา
ที่สัมพันธ์กับความรู้สึก ประสบการณ์ ความจำา และ
ความต้องการของเด็กเป็นสำาคัญ จากคำาถามและข้อคิด
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 139
พลังที่สำาคัญของประเทศได้ต้องมีครอบครัวที่เข้มแข็ง
และมีศักยภาพในการอบรมเลี้ยงดูบุตรหลานอย่างมี
ประสิทธิภาพซึ่งตรงกับประเทศนิวซีแลนด์ที่ตระหนัก
ว่าหัวใจหลักของการปลูกฝังค่านิยมควรเริ่มต้นที่พอ
แม่ และบทบาทของพ่อแม่จะต้องสมดุลกัน โดยค่านิยม
หลักของครอบครัวคือ ความมีอิสระที่จะกำาหนดชีวิตของ
ตนเอง การเคารพความคิดของคนอื่นๆในครอบครัว
ส่วนประเทศอื่นในงานวิจัยคือ ประเทศไต้หวัน ประเทศ
ศรีลังกา ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี ประเทศฟินแลนด์
และประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน ก็ได้ระบุถึง
ความสำาคัญของสถาบันครอบครัวและบทบาทของพ่อแม่
ผู้ปกครองในการอบรมเลี้ยงดูบุตรหลานไว้อย่างชัดเจน
เช่นกัน
ยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของ
ครอบครัวในการเสริมสร้างคุณลักษณะที่ดีของนักเรียนนี้
ยังสอดคล้องกับแผนการศึกษาชาติ(พ.ศ. 2545 – 2559)
ในส่วนของ ยุทธศาสตร์การดำาเนินงานตามแนวคิด
นโยบายเพื่อดำาเนินการ: การปลูกฝังและการเสริมสร้างศีล
ธรรม คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะที่พึง
ประสงค์ในระบบวิถีชีวิตที่ดีงามของแผนการศึกษาแห่ง
ชาติ ที่ระบุว่า บิดามารดาและสมาชิกทุกคนในครอบครัว
ต้องทำาหน้าที่อบรม สั่งสอนศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม
และค่านิยมที่พึงประสงค์ตามระบบวิถีชีวิตที่ดีงามของคน
ไทยให้แก่เยาวชนอีกด้วย
ในงานวิจัยนี้ถึงแม้ผลการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม
ภายนอกจะพบว่าปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการเสริมสร้าง
คุณลักษณะที่ดีของนักเรียนคือ สภาพครอบครัวที่หย่า
ร้าง หรือ แยกกันอยู่ทำาให้เด็กต้องอาศัยอยู่กับปู่ ย่า
ตา ยาย หรือ ญาติอาวุโสที่มีวัยต่างกันมาก ส่งผลให้
นักเรียนขาดความอบอุ่นและมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะ
สมยากต่อการเสริมสร้างคุณลักษณะที่ดีซึ่งเป็นประเด็น
ที่มีค่าเฉลี่ยสูงคือ4.00 และสภาพทางเศรษฐกิจทำาให้
ผู้ปกครองออกจากบ้านเพื่อทำางานหารายได้มาจุนเจือ
ครอบครัวให้มากขึ้นส่งผลให้ไม่มีเวลาอบรม ดูแลบุตร
หลานอย่างใกล้ชิดก็มีค่าเฉลี่ยสูงรองลงมาคือ3.98 ซึ่ง
ทั้ง2ประเด็นนี้ถือว่ามีค่าเฉลี่ยที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยรวมของ
ทุกข้อในด้านอุปสรรคจากสภาพแวดล้อมภายนอกคือ
3.81 แต่ผู้วิจัยเห็นว่าสถาบันครอบครัวเป็นสถาบันแรก
ในชีวิตที่บ่มเพาะคุณลักษณะที่ดีให้เกิดขึ้นเช่นเดียวกับ
ผลงานวิจัยและแผนการศึกษาชาติที่ได้กล่าวมา จึงควร
ต้องเสริมความเข้มแข็งให้สถาบันครอบครัวให้มาก และ
ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจและกระแสบริโภคนิยมที่ทำาให้
ผู้คนขวนขวายหารายได้มาเลี้ยงชีพและใช้สอยเงินทอง
เพื่อสนองความต้องการและค่านิยมนี้ โรงเรียนซึ่งเป็น
เหมือนบ้านแห่งที่สองของนักเรียนจึงควรมีวิธีการ หรือ
แนวทางที่หลากหลายในการดึงเอาเวลา และความร่วม
มือจากทางบ้านมาช่วยในการเสริมสร้างคุณลักษณะที่ดีให้
นักเรียนซึ่งจะเติบใหญ่เป็นอนาคตของชาติ งานวิจัยชิ้นนี้
จึงได้เสนอยุทธศาสตร์ย่อยที่เกี่ยวกับสถาบันครอบครัว
ไว้ 2 ยุทธศาสตร์รวมถึงนโยบายและแนวปฏิบัติในด้าน
นี้ไว้เป็นการเฉพาะทั้งนี้เพื่อเป็นแนวทางในการที่โรงเรียน
จะนำาไปประยุกต์ใช้ตามความพร้อมและบริบทของแต่ละ
โรงเรียนเพื่อให้เกิดผลในการพัฒนาผู้เรียนด้านคุณธรรม
หรือ การเสริมสร้างคุณลักษณะที่ดีให้นักเรียนอย่างมี
คุณภาพต่อไป
ข้อเสนอแนะ
1. สถานศึกษาควรวิเคราะห์สภาพแวดล้อม
ภายนอกและภายในด้านการเสริมสร้างคุณลักษณะที่ดี
ของนักเรียนก่อน ทั้งนี้เพื่อนำาผลการวิเคราะห์มากำาหนด
เป้าหมายการพัฒนาและนำายุทธศาสตร์นี้ไปประยุกต์ใช้ให้
สอดคล้องกับสภาพความพร้อมและบริบทของโรงเรียน
2. การเสริมสร้างคุณลักษณะที่ดีให้นักเรียนเป็น
กระบวนการที่ต้องใช้เวลาค่อนข้างนานและต้องมีความ
ต่อเนื่องในทางปฏิบัติ ผู้บริหาร และผู้รับผิดชอบควรมี
Journal of education
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 เดือน มิถุนายน 2554 - กันยายน 2554 7
เน้นผู้เรียนเป็นสำาคัญที่เป็นของตนเองโดยเฉพาะ โดยเน้น
ให้ผู้เรียนรู้จักหาความรู้ แสวงหาคำาตอบเกิดฉันทะในการ
เรียนรู้ และสามารถสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ตลอด
จนมีความกล้าคิด และกล้าแสดงออกอย่างสร้างสรรค์
เป้าหมายการสอนคำานึงถึงผลที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนอย่าง
สมดุลรอบด้าน ทั่วถึง เสมอภาค พัฒนาองค์ความรู้
เกี่ยวกับรูปแบบการสอน และพัฒนาเพื่อนครูเพื่อพัฒนา
วิชาชีพครู
4) ครูเชี่ยวชาญพิเศษ หรือครูนักวิจัย เป็น
บุคลากรซึ่งทำาหน้าที่สอนได้อย่างอิสระ สามารถใช้
กระบวนการวิจัยในชั้นเรียนและวิจัยทางการศึกษา เพื่อ
พัฒนาวิชาชีพครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูง มีการกำาหนดเป้า
หมายในรูปสัมฤทธิผลของผู้เรียน เพื่อนครู และการ
พัฒนาวิชาชีพครูอย่างชัดเจน พร้อมมีแผนปฏิบัติการ
อย่างเป็นรูปธรรม มีความเชี่ยวชาญทั้งการสอน การ
พัฒนาครู และการวิจัย การศึกษาเพื่อพัฒนาวิชาชีพ
ลักษณะการสอน คือ เป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการสอน
ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำาคัญ ด้านวิจัยค้นคว้าสร้างองค์ความ
รู้ใหม่ และด้านพัฒนาครู เป้าหมายของการปฏิบัติงาน
คำานึงถึงผลที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนอย่างสมดุลรอบด้านทั่วถึง
และเสมอภาค การพัฒนาเพื่อนครูให้เป็นครูมืออาชีพ และ
การวิจัยทางการศึกษาเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ คำานึงถึง
ผลประโยชน์ส่วนรวม การสร้างและพัฒนาวิชาชีพครูให้
เป็นวิชาชีพชั้นสูงที่มีเกียรติ เป็นที่ศรัทธาและเชื่อมั่นของ
สังคมไทย
พัฒนาการทางวิชาชีพครูปฐมวัยและเงื่อนไขที่มีต่อ
การพัฒนาครูปฐมวัยในบริบทไทย
ในบริบทไทยมีการศึกษาปรากฏการณ์การเติบโต
ทางวิชาชีพกับครูอนุบาลที่มีวุฒิภาวะทางวิชาชีพ
(Maturity stage) หรือครูที่มีการพัฒนาอย่างเต็มที่
พร้อมทั้งสรุปปัจจัยเงื่อนไขที่ส่งผลให้ครูพัฒนาไปใน
แต่ละระยะ (ศิรประภา พงศ์ไทย, 2549) ประกอบด้วย
ขั้นตอน 3 ระยะ สรุปได้ดังนี้
ระยะที่ 1 กระบวนการเข้าสู่วิชาชีพครูอนุบาล
เริ่มจากความสนใจที่มีต่อวิชาชีพครูในช่วงการเลือก
อาชีพของผู้ให้ข้อมูลซึ่งมีทั้งผู้ที่สนใจและไม่สนใจใน
วิชาชีพครู จากนั้นดำาเนินไปสู่วิธีการก้าวเข้ามาเป็น
ครูอนุบาล จำาแนกได้ 3 แบบ คือ 1) การเลือกเรียน
ครุศาสตร์ เกิดกับผู้ที่สนใจเป็นครู โดยมีทั้งที่เลือกเรียน
ปฐมวัยโดยตรงและเรียนครูสาขาอื่น 2) การเปลี่ยนมา
เป็นครูอนุบาลอย่างตั้งใจ เกิดกับผู้ที่ไม่สนใจเป็นครู เข้าสู่
วิชาชีพอื่นมาก่อน แต่เกิดจุดเปลี่ยนจากการค้นพบว่าการ
เป็นครูจะเป็นวิชาชีพที่ตอบสนองเป้าหมายชีวิต และ 3)
การเลือกโอกาสที่ผ่านเข้ามาอย่างไม่ตั้งใจ เกิดกับผู้ที่ไม่
สนใจเป็นครู แต่เกิดจุดเปลี่ยนโดยมีโอกาสเกี่ยวกับการ
ทำางานเป็นครูอนุบาลผ่านเข้ามา จึงเลือกเป็นครูอย่างไม่
ได้ตั้งใจ
เงื่อนไขของพัฒนาการครูระยะที่ 1 กระบวนการ
เข้าสู่วิชาชีพครูอนุบาล จำาแนกได้ 3 หมวดหมู่ คือ 1.1)
เงื่อนไขทางสังคม เช่น มีบุคคลแวดล้อมหรือในครอบครัว
เป็นต้นแบบ 1.2) เงื่อนไขทางจิตวิทยา เช่น ค่านิยม
ทัศนคติ ความชอบที่มีต่อวิชาชีพครู เป้าหมายชีวิตส่วน
บุคคลสอดคล้องกับการทำางานแป็นครู และ 1.3) เงื่อนไข
เชิงโอกาส เช่น การมีโอกาสได้สัมพันธ์กับกลุ่มที่เกี่ยวข้อง
กับวิชาชีพครู
ระยะที่ 2 กระบวนการพัฒนาเชิงวิชาชีพ เป็น
ระยะที่ครูเข้าสู่วิชาชีพและปฏิบัติงานเป็นครูอนุบาลแล้ว
แต่ครูยังไม่ได้นิยามตนเองว่าเป็นครูอย่างเต็มตัว ต้อง
ผ่านกระบวนการปรับเปลี่ยนจนกระทั่งค้นพบว่าเป็น
ภารกิจทางวิชาชีพที่ตนเลือกและปฏิบัติได้ แบ่งเป็น 2
ประเด็นย่อยซึ่งดำาเนินไปพร้อมกันและส่งผลซึ่งกันและ
กัน คือ การยืนยันความแน่วแน่ในวิชาชีพ และการพัฒนา
ความสามารถ
2.1) การยืนยันความแน่วแน่ในวิชาชีพครู
อนุบาล จะพัฒนาผ่านวงจรเกลียวสว่าน ประกอบด้วย
ประสบการณ์ทางบวกและทางลบ ส่งผลต่อภาวะความ
หวั่นไหวและความมั่นใจ วนกลับไปกลับมา ซึ่งใน
Journal of education
176
Journal of Education Vol.22 No.3 June 2011 - September 2011
เอกสารอ้างอิง
Journal of education
จรัส สุวรรณเวลา. (2549). ใต้ร่มพระบารมีพระบรมธรรมิกมหาราชา. การจัดประชุมวิชาการเนื่องในโอกาสพระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ครั้งที่ 14.ณ อาคารมหาจุฬาลงกรณ์. กรุงเทพฯ :
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
จุฑาทิพย์ ภัทราวาท และคณะ. (2549). แนวทางพัฒนาเครือข่ายกลุ่มองค์กรประชาชนในพื้นที่จังหวัด. กรุงเทพฯ:
สำานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.).
ชูเวช ชาญสง่าเวช. (2542). การจัดอันดับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ: แนวทางสำาหรับประเทศไทย. กรุงเทพฯ:
สำานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ.
ประเวศ วะสี. (2546). การประชุมรับฟังความคิดเห็นเรื่อง “จุดเปลี่ยนระบบวิจัยไทย”. กรุงเทพฯ : ห้องบางกอก
คอนเวนชันเซ็นเตอร์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซาลาดพร้าว.26 กันยายน 2546.
พัทยา สายหู. (2540). กลไกของสังคม. พิมพ์ครั้งที่ 9.